วงน้ำชา Webboard
ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้สังเกตุการณ์ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 11, 2010, 03:57:19 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
เรียนสมาชิกใหม่ !!! การลงทะเบียนใช้งานเว็ปไซท์ จะสามารถเริ่มใช้งาน account ที่สมัครได้ใน24ชม.ให้หลัง หรือเช้าของวันถัดไป
13328 กระทู้ ใน 355 หัวข้อ โดย 1495 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: CellCheck
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  การวัด การประเมิน มาตรฐาน  |  หัวข้อ: จริงๆแล้ว คนพิการต้องการอะไร แค่ไหน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: จริงๆแล้ว คนพิการต้องการอะไร แค่ไหน  (อ่าน 9281 ครั้ง)
antika
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 2


อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 28, 2007, 12:44:28 PM »

สวัสดีค่ะ
เนื่องจากมีทั้งความจริงที่เห็นและความคิดเห็น ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะในเมืองไทย ตั้งแต่ แย่ถึงแย่มาก
แล้วจริงๆแล้วเราต้องการอะไร แค่ไหน เพราะคนมักคิดว่าคนพิการต้องอยู่บ้าน ไม่งั้นก็ต้องการมากเกินไป
ช่วยกันแชร์ข้อมูลด้วยค่ะ จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร
โปรดไปที่ link นี้ค่ะ

http://FreeOnlineSurveys.com/rendersurvey.asp?sid=sahtcjbvqwutn73355040
 หวังว่าได้ความจริงมาเผยแพร่ เป็นประโยชน์ต่อไปค่ะ
บันทึกการเข้า
toimana
ผู้สังเกตุการณ์


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2007, 06:21:50 AM »

ของเราส่วนของภาษาไทยเป็นภาษาต่างดาวทั้งหมดเลย ลองไปที่ menu bar>> view>> encoding>> Thai(window) ดูแล้วรูปของตัวอักษรไทยยังคงอ่านไม่รู้เรื่องแม้ลักษณะจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

ควรปรับปรุงคำถามภาคภาษาไทย ให้ทุกคนอ่านได้จะดีมาก

แต่ภาษาอังกฤษพอเดาได้ ตอบให้แล้ว

แบบสอบถามที่ให้จัดอันดับบังคับผู้ตอบเกินไปมั้ยที่ต้องจัดลำดับให้ครบทุกลำดับ เพราะจริงๆแล้วหลายคนไม่เคยนั่งเครื่องบิน หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน   

ขอบคุณที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับคนพิการ ขอฝากประเด็นของคนพิการใน กทม. ในเมืองตจว. และคนพิการบ้านนอก ที่ความต้องการแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเป็นพิเศษด้วย เห็นมีแยกประเด็นนี้ไว้แล้ว 
แต่อดกังวลไม่ได้เพราะที่ผ่านมาตัวแทนองค์กรคนพิการจะอยู่ในกทม.หรือหัวเมือง คนเดียวแล้วความรู้ไม่ครอบคลุมคนพิการบ้านนอก  ทางการจะบอกว่าให้คนพิการไปตกลงกันให้ได้ซะก่อนเป็นประจำ  ขยิบตา
บันทึกการเข้า
sympathy
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 17


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2008, 08:48:37 PM »

แล้วผมก็ได้ทราบว่า
ชีวิตจริงๆ มันไม่ได้ไร้ค่า
มันไม่ได้เป็นภาระเลย
ถ้าเราได้พัฒนาตัวเอง ก็เหมือนเราได้ชีวิตใหม่จากความพิการ”

องอาจ แก่นทอง
ผู้พิการรุนแรง
มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ



เรื่อง ‘ความพิการ’ ที่คุณคิดว่ารู้
แต่...จริงๆ แล้วอาจยังไม่รู้


 “เราไม่ต้องการให้คนในสังคมสัมพันธ์กับคนพิการในเชิงแนวดิ่ง แบบเฉพาะตัวเองอยู่ข้างบนคนพิการอยู่ข้างล่าง และก็สงเคราะห์สงสาร ให้เงินให้อะไรต่างๆ ช่วยเหลือ
แต่เราก็ไม่อยากเห็นความสัมพันธ์ในเชิงสัญญาว่า คนพิการควรจะมีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้เข้ามาเรียกร้อง
           ความสัมพันธ์ทั้งสองแบบไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์
แต่มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบที่สาม คือความสัมพันธ์ที่รู้สึกว่า
คนพิการก็เป็นเพื่อนมนุษย์ของเราเหมือนกัน และสักวันเราอาจจะพิการเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เราจะสร้างกลไกทางสังคมอย่างไรให้เขาเป็นเพื่อนของเรา”

นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลย์ผลประเสริฐ
ประธานกรรมการอำนวยการ แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย[/color]

 

“คนพิการไม่ต้องการความสงสาร”
   นี่เป็นประโยคคุ้นเคยที่คนทั่วไปได้ยินกันมาแล้วนับหนไม่ถ้วน จนหลายคนอาจท่องจำเหมือนเป็นคาถาในการอยู่ร่วมกับผู้พิการ

“คนพิการไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ”
  นี่ก็เหมือนกันที่คนทั่วไปรับรู้มานาน จนทำให้คิดว่าสามารถเข้าใจผู้พิการแล้วอย่างดีเยี่ยม

แต่...คุณเข้าใจผู้พิการจริงๆ รึเปล่า?
คุณอาจรู้ว่าผู้พิการไม่ต้องการความสงสาร
แต่รู้มั้ยว่า ...แล้วอะไรบ้างล่ะคือสิ่งที่เขาต้องการ?
รู้มั้ยว่า คุณจะใช้ชีวิตอยู่กับผู้พิการได้ยังไงบ้าง?
จะทำตัวยังไงดีนะ? จะช่วยเขาดีมั้ย? จะสื่อสารกับเขาด้วยวิธีไหน?
จะทำอย่างไรให้เป็นเพื่อนที่ดีของผู้พิการได้ด้วยทัศนคติที่ไม่ใช่ความสงสาร แต่คือความเข้าใจอย่างจริงใจ...จริงๆ?


มาเริ่มต้นเปลี่ยนความเข้าใจที่เคยมีต่อ “ความพิการ” กันเถอะ

1. ความพิการ = ปัญหา?

             ในอดีต สังคมให้คำจำกัดความของ ‘ความพิการ’ ไว้ว่า เป็น ความผิดปกติ และ การเจ็บไข้ได้ป่วยประเภทหนึ่ง ซึ่งก็แปลว่า ต้องการ “การรักษา” ให้ หาย หรือ เปลี่ยนมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป ให้มากที่สุด
 ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะเราเชื่อกันว่า การได้เป็น ‘คนปกติ มีอวัยวะครบ 32’ เท่านั้นจึงจะสามารถมีความสุขได้
 แต่คุณคิดว่าความเชื่อนี้ถูกต้องจริงรึเปล่า?
 
              ทุกวันนี้ แนวคิดข้างต้นเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้วเมื่อผู้คนรู้เท่าทันมากขึ้นว่า การตัดสินคุณค่าของคนจากความสมบูรณ์พร้อมทางร่างกายนั้นไม่ใช่ความคิดที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิดโลกหรอก แต่มันเกิดขึ้นในยุคที่สังคมเดินหน้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแบบทุนนิยมซึ่งคนต้องทำงานหนักราวกับเป็นอะไหล่ชิ้นเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ การไม่ป่วยไข้หรือไม่มีส่วนไหนของร่างกายบกพร่องจนส่งผลให้การทำงานแบบนั้นเสียหายจึงกลายเป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ถูกมองว่าจำเป็น
                 แต่แท้จริงแล้ว มนุษย์มีคุณค่าและความสามารถหลากหลายกว่าการเป็นแค่ชิ้นส่วนของเครื่องจักรมากนัก แนวคิดเชิงสังคมและสิทธิมนุษยชนจึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมาเพื่อหาทางออกให้สังคมยุคใหม่ซึ่งเต็มไปด้วย ‘ความแตกต่างและหลากหลาย’
            ซึ่งทั้งหมดนี้ แพทย์หญิง วัชรา ริ้วไพบูลย์ อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า

“แนวคิดเชิงการแพทย์ เห็นว่าความพิการนั้นเป็นเรื่องความผิดไปจากค่าปกติของร่างกายและสรีรวิทยาของปัจเจกบุคคล โดยการตัดสินความพิการจะอิงความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหลัก ซึ่งใครก็อาจเป็นผู้ใช้ความรู้นี้ได้ไม่จำเพาะแพทย์ ดังนั้น “ความพิการ” จึงถูกมองว่าเป็นปัญหาของปัจเจกบุคคล การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ตัวบุคคลโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหลัก และความรู้นี้มักปฏิบัติการได้ผ่านนักวิชาชีพทั้งหลาย ซึ่งรวมถึง นักวิชาชีพด้านการศึกษา และด้านการสังคมสงเคราะห์ และการจัดสวัสดิการ“

“ส่วนแนวคิดเชิงสังคมนั้น มองว่าความพิการเป็นสิ่งที่ถูกก่อร่างขึ้นมาโดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพ หรือระบบความเชื่อ ค่านิยม และวัฒนธรรมการเมืองในสังคม ความพิการจึงเป็นปัญหาทางสังคมที่เกิดจากความล้มเหลวหรือการจัดการตัวเองไม่ได้ในอันที่จะตอบสนองความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ที่เป็นสมาชิกของสังคม”



2. คนพิการ = เป็นภาระ?

                   แต่แม้แนวคิดที่มีต่อความพิการจะเริ่มเปลี่ยนไป แนวคิดทางการแพทย์แบบเดิมๆ ก็ยังฝังแน่นในใจคนส่วนใหญ่ สังคมจึงยังมักมองคนพิการว่าเป็น ‘คนป่วย’ และปิดโอกาสไม่ให้พวกเขาได้เรียนรู้หรือใช้ความสามารถที่มีอยู่อย่างเต็มที่
                   ในอันจะแก้ปัญหาทั้งทางทัศนคติและการปฏิบัติตัวของสังคมที่ว่านี้ ในบ้านเราจึงเกิดโครงการชื่อ แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ขึ้นเพื่อจะปรับเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปเกี่ยวกับความพิการจาก “ความเป็นภาระ” ให้กลายเป็น “ทุนทางสังคม” และเพื่อพัฒนาศักยภาพคนพิการโดยสนับสนุนให้คนพิการช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด
                  มาถึงตรงนี้ เราคงเห็นภาพใหม่ๆ แล้วว่า คนพิการไม่ต้องการความสงสารหรือการถูกปฏิบัติด้วยอย่างเป็นพิเศษจนแปลกแยกจากคนทั่วไป สิ่งที่ผู้พิการต้องการคือการได้ใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ โดยที่สังคมช่วยกันกำจัดทั้งแนวคิดและสิ่งต่างๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตนั้นต่างหาก
 อย่างไรก็ตาม สังคมจะลงมือช่วยกันทำแบบนั้นให้สำเร็จไม่ได้เลยหากไม่ทำความเข้าใจด้วยว่า ความพิการนั้นมีหลากหลายแบบ และแต่ละแบบก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน

 

“ไม่เคยคิดเลยว่า การที่ตัวเองมองไม่เห็นจะแย่กว่าหลายๆ คน
โดยส่วนตัวคิดว่าคนเราทุกๆ คนมีความด้อยในตัวเองเหมือนกัน
แล้วแต่เรื่องอะไร แล้วแต่ว่าเราจะเอามุมไหนมาคิด
...ไม่เคยเสียดายว่าทำไมต้องตาบอด”

ขวัญชนก ภักดี
คนตาบอดและครูผู้ฝึกสอน Orientation & Mobility สำหรับคนตาบอด

 


3. พิการเหมือนกัน แต่ความต้องการไม่เหมือนกัน

                 ความพิการที่ต่างกันทำให้คนพิการต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับใช้ชีวิตต่างกันไปด้วย ถึงแม้ว่า โดยรวมๆ แล้วสิ่งที่คนพิการต้องการเป็นอย่างแรกคือ สิทธิในการกำหนดชีวิตของตัวเองและการเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะในการดำรงชีวิต แต่เมื่อเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า ความพิการแต่ละแบบก็ต้องการความเข้าใจ, สาธารณูปโภค และสิ่งรองรับไม่เหมือนกัน


 

คนตาบอด

                  ถ้าลองคิดเล่นๆ ว่า 80% ในการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตของคนเราได้มาจากการมองเห็น หากพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา ย่อมแปลว่าคนตาบอดถูกลดทอนความสามารถในการเรียนรู้ไปมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนตาบอดต้องการมากก็คือ ทักษะที่จะมาทดแทนการเห็นในการดำรงชีวิต นั่นเอง
                   

                 หลักสูตร Orientation and Mobility (เรียกย่อๆ ว่า O & M) เกิดขึ้นเพื่อให้คนตาบอดได้ฝึกใช้ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ ทดแทนการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสผ่านการใช้ไม้เท้าเพื่อเดินทาง, การฟังเสียงเพื่อรับรู้ข้อมูลผ่านภาษาและการจับทิศทาง การใช้จมูกรับกลิ่นเป็นเครื่องมือหลักในการทำกับข้าว, การจับจ่ายใช้สอย ไปจนถึงการเข้าห้องน้ำและทำความสะอาดตัวเอง
                    แต่แม้คนตาบอดจะได้เรียน O & M ถนนในเมืองไทยก็เต็มไปด้วยหลุมๆ บ่อๆ บนทางเดินเท้าก็เพียบด้วยสิ่งกีดขวาง แถมกันสาดหน้าร้านขายของก็มักจะยื่นลงมาต่ำซะเกือบติดพื้น สำหรับคนทั่วไปเรื่องพวกนี้อาจเป็นแค่อะไรที่น่าหงุดหงิดนิดหน่อย แต่มันล้วนเป็นความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่สำคัญสำหรับคนตาบอดทั้งสิ้น
                         
                             เวลาเราเห็นภาพคนตาดีแสดงความมีน้ำใจงามด้วยการจูงคนตาบอดข้ามถนนหรือพาขึ้นรถเมล์ เราก็มักจะปลาบปลื้มซาบซึ้ง แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่เรายังไม่เข้าใจธรรมชาติของคนตาบอดกันเลย (เช่น ไม่ชอบอยู่ในที่ที่เสียงดังเกินไปเพราะทำให้เขาแยกแยะเสียงเพื่อรับรู้ข้อมูลหรือจับทิศทางไม่ออก หรือที่ที่เงียบเกินไปเพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง) ซึ่งก็ทำให้เรามักไม่ค่อยรู้วิธีให้ความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง (เช่น ถามก่อนทุกครั้งว่าเขาต้องการความช่วยเหลือรึเปล่า, ใช้วิธีบอกตำแหน่งสิ่งต่างๆ ด้วยการเทียบกับเข็มนาฬิกา, การให้เขาจับแขนขณะนำทาง ไม่ใช่จูงแขนแล้วลากไปหรือไปจูงที่ไม้เท้าของเขา)


คนหูหนวก
                        ถ้าถามคนทั่วไปว่า ความพิการแบบไหนที่น่าจะทำให้ทุกข์ทรมานที่สุด? คำตอบส่วนใหญ่คือ “ตาบอด”
 แต่เชื่อมั้ยว่า ภาวะที่ต้องเผชิญความทุกข์ที่ไม่ยิ่งหย่อนหรืออาจมากกว่า คือ “หูหนวก” ต่างหาก ด้วยมันคือความทุกข์จากการถูกโดดเดี่ยว คัดออกจากวงสนทนา ครอบครัว หรือโลกของมนุษย์ที่ได้ยินเสียงและสื่อสารกันด้วยภาษาพูด เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจภาษาที่เข้าสื่อสารกัน นั่นคือภาษาพูด
                         คนส่วนใหญ่อาจเคยคิดว่า ความพิการหูหนวกดูไม่เห็นจะเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตสักเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้ว...ลองจินตนาการดูสิว่าจะเป็นยังไง ถ้าเราไม่เคยได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่เคยรู้ว่าคนรอบตัวพูดอะไร จะใช้คำเรียกสิ่งต่างๆ ที่เห็นนั้นว่าอะไร ภาษาไหนเป็นภาษาไหน ...แล้วเราจะคิดยังไง และสื่อสารกับคนอื่นยังไงดีเล่า?
                        การไม่อาจสื่อสารกับคนรอบตัวหรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวได้เลยนั้นช่างทรมานกว่าที่เราอาจเคยคิด คนหูหนวกจำนวนมากไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้วิธีจะสื่อสารกับผู้อื่นโดยเฉพาะคนหูดี และไม่เข้าใจสิ่งที่คนหูดีสื่อสารกับตนเองด้วย ซึ่งนั่นทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวราวกับมาจากโลกอื่น
                         ยิ่งภาษาแนบแน่นกับวัฒนธรรมของมนุษย์มากเท่าไหร่ ความซับซ้อนในการสื่อสารก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แม้คนหูหนวกจะมีภาษามือเป็นสื่อกลาง แต่มันก็ยังไม่สามารถรองรับ ‘ความหลากหลายและระดับชั้นของความรู้สึก’ ได้จริงๆ (นี่คือเหตุผลเขามักต้องใช้สีหน้าและการเคลื่อนไหวร่างกายช่วยแสดงอารมณ์ไปพร้อมๆ กับใช้ภาษามือ)
                           ยิ่งกว่านั้น รู้ไหมว่า ภาษามือที่เราเห็นบ่อยๆ ทางทีวีนั้น ไม่ใช่ภาษาสากลที่คนหูหนวกสามารถใช้สื่อสารกันได้ทั่วโลกหรอกนะ อันที่จริง แค่คนไทยทางภาคเหนือกับภาคใต้ก็ยังมีภาษามือที่ไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับภาพูดนั่นเอง
                           ทั้งหมดนี้ทำให้โลกของคนหูหนวกแคบลงทุกทีๆ จนแทบไม่มีช่องทางจะสื่อสารกับใครได้ สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นการรว่มกันส่งเสริมการใช้ภาษามือและเปิดช่องทางการสื่อสารทั้งกับคนในบ้านและโลกภายนอก เพื่อให้คนอื่นๆ (โดยเฉพาะคนหูดี) สามารถเข้าใจและตอบสนองกันและกันได้ จนประจักษ์ได้ถึงศักยภาพในการสื่อสารของมนุษย์บนความแตกต่างหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม


 

คนพิการทางการเคลื่อนไหว
                  บ่อยครั้งที่คนพิการทางกายถูกตัดสินว่า ‘เป็นภาระของคนอื่น’ เพราะไม่อาจพึ่งพาตนเองแม้แต่การทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ
                    การตัดสินแบบนี้ทำให้สังคมมักหลงลืมศักยภาพด้านอื่นๆ ของเขาไป และก็บ่อยครั้งเช่นกันที่เขาถูกละเลยจากผู้ดูแล จนได้แต่นอนรออย่างเงียบๆ ระหว่างที่คนในครอบครัวพากันไปทำมาหากินและจัดการธุระปะปังอื่นๆ ก่อน แล้วค่อยมาช่วยทำกิจวัตรประจำวันให้พวกเขาเป็นอย่างสุดท้าย
                                               ทว่า การมีคนดูแลตลอดเวลาหาใช่สิ่งที่ผู้พิการเหล่านี้ต้องการไม่ พวกเขาต้องการพึ่งพาคนอื่นก็เฉพาะตอนที่ต้องเดินทางหรือต้องทำสิ่งที่ไม่อาจทำด้วยตัวเองได้ การจัดหาผู้ช่วยเหลือ (Personal Assistant) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอาสาสมัคร หรือผู้ช่วยเหลือที่ปฏิบัติงานเป็นอาชีพ จึงเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด รองจากระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อให้ไปไหนมาไหนด้วยรถเข็นและเรี่ยวแรงของตัวเองได้
                         นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นความพิการด้านไหน การได้เรียนหนังสือ มีความรู้ และได้ทำงานตามศักยภาพที่มีอยู่ไม่เพียงช่วยในการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความหมายและคุณค่าให้ชีวิตพวกเขาอีกด้วย
                      อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การฟื้นฟูสภาพจิตใจของคนพิการ เพราะแม้แต่คนทั่วไปยังมีช่วงเวลาที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยากต่อโลก คนพิการที่ถูกสังคมเมินเรื่อยมาก็ยิ่งมีแนวโน้มจะเครียดกับความขัดข้องในการดำเนินชีวิตได้ค่อนข้างมาก วิธีที่ทำให้คนพิการได้รับการเติมพลังแห่งชีวิต จากความอบอุ่นใจที่มีคนเข้าใจภาวะพิการของตนจริงๆ และมีความรู้จากประสบการณ์จริงในการเผชิญความพิการมาแลกเปลี่ยนแนะนำ จึงคือการได้เข้าร่วมในการให้คำปรึกษาระหว่างผู้พิการด้วยกัน (Peer Counseling) นั่นเอง


 

คนพิการทางจิต
                 แม้ความพิการทางจิตจะถูกให้ความหมายว่า “เป็นความจำกัดหรือยากลำบากในการควบคุมพฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเอง หรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น อันเนื่องมาจากการมีความบกพร่องทางจิตใจหรือสมองในส่วนรับรู้อารมณ์และความคิด” แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ภาวะบกพร่องทางจิตเกิดได้กับคนทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะจัดการมันได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง...จริงไหม?
                    ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของคนพิการทางจิตไม่ได้อยู่ที่การรักษา แต่เป็นการถูกสังคมตีตราว่า ‘บ้า’ และ ‘เป็นอันตรายต่อคนอื่น’ จึงไม่ให้โอกาสพวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีก แม้จะได้รับการเยียวยาจนสามารถควบคุมความบกพร่องได้แล้วก็ยังมักจะถูกกักบริเวณ หรือไม่ก็ถูกสั่งให้กินยาโดยไม่เปิดให้ใช้การปรับวิถีชีวิตหรือทางเลือกในการดำรงชีวิตอื่นร่วมด้วย สิ่งที่ผู้พิการในกลุ่มนี้ปรารถนาจึงไม่ใช่อื่นใดนอกจากการได้มีชีวิตอย่างอิสระและกลับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง



คนพิการทางสติปัญญาและการเรียนรู้
                                   
                 หากความพิการทั้งหลายสามารถทดแทนได้ด้วยการเรียนรู้ทักษะในการดำรงชีวิต ผู้ที่พิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ก็ย่อมประสบปัญหาในการดำรงชีวิตอยู่กว่ามาก และสิ่งที่เขาต้องการเป็นพิเศษจึงเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับศักยภาพของเขา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนพิการทางสติปัญญาจะไม่อาจพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้อีก เพราะการเรียนรู้นั้นทำได้ตลอดชีวิต


 

 


4. เป้าหมาย = สังคมที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย

                            เมื่อโลกเริ่มเปลี่ยนทัศนคติเดิมๆ ที่มีต่อคนพิการ มาเป็นความเข้าใจและให้โอกาสมากขึ้น ก็ทำให้เกิดแนวคิดที่เรียกว่า การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ (IL - Independent Living) ซึ่งเน้นการสนับสนุนให้คนพิการหลุดพ้นจากการถูกมองว่าเป็นภาระที่คนอื่นๆ ต้องคอยช่วยเหลือตลอดเวลาและเป็นฝ่ายดูแลตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ
ถึงแม้แนวคิดที่ว่านี้จะมาจากตะวันตกซึ่งเป็นสังคมที่เน้นการพึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้พิการจำนวนไม่น้อย




                        เพราะจะมีอะไรเล่าที่ดีไปกว่าการได้รู้คุณค่าของตัวเอง และสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้แม้จะอยู่ตามลำพัง และสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนทัศนคติที่สังคมมีต่อคนพิการ ก็เป็นเรื่องเดียวกับการยอมรับความแตกต่างหลากหลายด้านอื่นๆ ที่ทุกคนพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะความหลากหลายด้านเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ ฯลฯ ก็ตาม     นั่นเพราะเราต่างต้องการสังคมที่มีที่ให้ทุกคนได้ดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่หรือ?

 

“สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมสวัสดิการที่ร่มเย็นสำหรับคนพิการ
คนพิการก็มีบทบาทในสังคม ในชุมชน ทัดเทียมกับคนอื่น
ในวรรณกรรม ในชาดกคำสอนต่างๆ เราจะเห็นว่ามีตำนานที่สะท้อนถึงการยอมรับคนพิการ
สุวรรณสาม คือตัวอย่างของลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ พระเตมีย์ใบ้ คือการยอมรับสติปัญญาของคนพิการ
    และยังมีอีกหลายตำนานซึ่งสะท้อนให้เห็นการมองโลกและค่านิยมคนไทยแต่เดิม
เขาไม่ได้คิดว่ามันมีความเหลื่อมล้ำอะไร เขายอมรับในศักยภาพของคนพิการ”

รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม
อดีตอาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร


ที่มา DISABILITY FILM AWARD 2008 โครงการเวทีสัญจรและประกวดหนังสั้นหัวข้อ ‘ความพิการ’
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/film_detail.php?nPage=1&nPos=3
บันทึกการเข้า
nid kk
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 103



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2008, 03:31:21 AM »

จริงๆแล้วคนพิการต้องการอะไร
จริงๆแล้วบุคลใกล้ชิดคนพิการต้องการอะไร
จริงๆแล้วบุคลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการต้องการอะไร
จริงๆแล้วบุคลที่ทำงานกับคนพิการต้องการให้คนพิการต้องการอะไร
จริงๆแล้วบุคคลที่ทำงานกับคนพิการต้องการอะไร
จริงๆแล้วคนที่อยู่ไกลจากคนพิการต้องการอะไร
จริงๆแล้วคนที่เรียกตนว่าไม่พิการต้องการอะไร
ฉันว่าคำตอบของทุกคำตอบคือต้องการในสิ่งเดียวกัน........

คนพิการหลายกลุ่มที่ไม่สามารถร้องบอกความต้องการของตนได้เอง
และคนพิการหลายคนที่รู้ความต้องการของตน แต่ไม่อยากบอกความต้องการของตนให้ใครรู้ เพราะไม่รู้ว่าจะบอกใครไปทำไม
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2008, 04:51:20 AM »

ซะหน่อย...ด้วยความเคารพในความพิการและไม่พิการค่ะ

เราเคยทำงานร่วมกับคนพิการบ้าง เล็กน้อย เคยพูดจากับเขา ก็รู้สึกว่าคนพิการก็ปกติดี ไม่มีอาการพิการทางใจนะ บางครั้งไปอ่านหนังสืออัดเทปให้โรงเรียนคนพิการทางสายตา ได้คุยแลกเปลี่ยนบ้าง ก็ไม่รู้สึกว่าเขาจะแตกต่างอะไรจากเรา ก็คุยกันได้ปกติดี คนพิการอีกคนที่ตอนนี้เขาทำงานให้เราอยู่ เดินไม่ได้ แต่คิดเก่ง ก็ดูโอเค พึ่งตนเองได้ มีอาชีพ วันวาเลนไทน์ก็ยังส่งความรักความคิดถึงมาให้เหมือนคนไม่พิการ

พึ่งตนเองได้ในความหมาย คงเป็นการพึ่งตนเองได้ทางใจเป็นหลัก ด้านร่างกาย ก็ตามสภาพ การที่ผู้พิการให้คนอื่นพยุง ลุก นั่ง เดินเหิน คงไม่ได้แปลว่าเขาจะเสียศักดิ์ศรีอะไร เราเองเคยพยุงคนพิการหลายครั้งก็ไม่ได้รู้สึกเหนือกว่าแต่อย่างใด แล้วก็เชื่อว่าทั้งเราทั้งเขา ก็คงรู้สึกดีด้วยกันทั้งคู่

...ขอโทษค่ะ จริงๆ ก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าที่เขียนทั้งหมดเนี่ย เพื่ออะไร ก็เล่าสู่กันฟัง คนปกติทางกาย แต่พิการทางใจมีถมไป คนพิการทางกายแต่ใจสมบูรณ์ เต็มเปี่ยมก็มีไม่น้อย..

เราคงไม่ได้ต่างกันนักหรอก ความแตกต่าง อาจเป็นสิ่งที่่เราคิดกันขึ้นมาเอง เริ่มต้นจากใจของเรา

(แถมหน่อย...แกงส้มเป็นหนึ่งในของโปรดของเราล่ะ ทั้งผักบุ้ง และผักอื่นๆ ด้วย... ยิ้มเท่ห์ )
บันทึกการเข้า
happynow
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 123


อ่อนโยน ......... ตกหลุมรัก


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2008, 01:51:14 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
เรามีน้องชายหูหนวก ตอนเด็กเลี้ยงเค้ายากหน่อย ถ้าเค้าอยากได้อะไรแล้วไม่ได้เค้าร้องไห้ดังมากเลย แต่ดูๆ ไปเค้าก็เรียนรู้วิธีที่จะได้อะไรเองด้วยเหมือนกันมั๊ง

บ้านเราให้อิสระลูกทุกคนเรียนรู้เอง น้องชายคนนี้ก็ได้อิสระตรงนี้เหมือนกัน เราให้เค้าเรียนจนถึง ม.3 ความจริงไม่ได้อยากให้เค้ามีความรู้แค่ ม.3 เลย พาเค้าไปสอบเข้าดอนบอสโก (มีสอนคนหูหนวกในระดับอาชีวะด้วย) แต่น้องชายเค้าไม่ชอบเรียนรู้ในโรงเรียน เราก็ตามใจเค้า

ตอนเด็กเค้าเคยต่อรถบังคับวิทยุกับเพื่อนหูหนวกด้วยกันและไปแข่งขันได้ถ้วยรางวัลมากด้วย

ตอนนี้เค้าก็กลายเป็นที่พึ่งพาของทางบ้านได้ เค้าริเริ่มทาสีบ้านใหม่บ้าน ริเริ่มเดินไฟบางจุดในบ้างให้ ทุกวันเค้าจะไปหาเพื่อน (ที่ไหนไม่รู้) แต่พอเค้ากลับมาบ้านเค้าจะดูแลปิดประตูบ้านให้เป็นอย่างดี

ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรที่มีน้องชายคนนี้ ปิติ ความสุข หรืออะไรดี เรามีชีวิตเป็นตัวของตัวเองด้วย ไม่ต้องไปตามแก้ปัญหาให้พี่หรือน้องคนไหน

สำหรับเราแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าให้อิสระแกนชีวิตเค้า ให้พี้นที่เค้าได้เรียนรู้ ให้เกียรติความรู้ที่มีในเนื้อในตัวของผู้คนทุกคน ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหรือปริญญาอะไรเลย
บันทึกการเข้า
happynow
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 123


อ่อนโยน ......... ตกหลุมรัก


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2008, 03:15:49 PM »

กรี๊ด ๆ น้องชายเรามี hi5 กะเค้าด้วย พี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องชายคนนี้ไปเรียนรู้อะไรมาบ้าง มาเห็นอีกทีก็มาขอ add พี่ไว้ ไปได้มาจากพี่น้องคนอื่นกระมัง อ้อ! นึกออกแล้ว เห็นเคยมาของ e-mail address จากเรานี่หว่า (ไฮเทคๆ) แถมมีเพื่อนมากกว่าเราคนไม่พิการซะอีก (ฮา)

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
happynow
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 123


อ่อนโยน ......... ตกหลุมรัก


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2008, 01:40:08 AM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

น้องชายเรา (อีกแล้ว) พาแฟนเข้าบ้าน อ้อมีเพื่อนมาอีกคน

เธอคนนั้นใน Hi5 มาแล้ว ตัวจริง เดินได้ (เอ้ยไม่ใช่)

อือ เค้าก็คนธรรมดาเนอะ มีความรัก มีมารยาท มีกลุ่ม ทำอะไรชอบถาม ชอบเรียนรู้

เราสิพันธนาการเยอะ แฟนก็ไม่มี ทำอะไรก็เอาแต่ใจ ชอบวางมาดไม่ชอบถาม ไม่ชอบอยู่กับกลุ่มใหญ่นัก

เอ๊ะ  ตกใจ ตกใจ ตกใจ ตกใจ  ตรงข้ามกันมากเลย
บันทึกการเข้า
nid kk
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 103



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2008, 03:29:50 PM »

คนที่มีประสาทหูพิการก็มีญาณทัศนะไม่แตกต่างจากคนอื่น เพียงแต่มีข้อจำกัดของภาษาที่ใช้พูดจึงไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์ ความคิดของตนออกมาให้ได้ตามมาตรฐานของสังคมเท่านั้น แต่ถ้าคนที่อยู่ด้วยใช้วิธีมองแล้วเห็นในสิ่งที่ไม่เห็นเราจะเข้าใจเขามากขึ้น (คิดแบบครึ่งจริงครึ่งมั่ว)  ถ้าคนพิการหลายคนมีพี่อย่างคุณ happynow ที่มอบพื้นที่ให้กับเขาก็คงดีไม่น้อย  เราสอนภาษาให้เด็กพิเศษคนหนึ่งมาตั้งแต่เล็กตอนนี้เพิ่งผ่าตัดประสาทหูเทียม เขาเป็นเด็กที่ซนมากๆวิ่งแบบไม่เหนื่อยถ้ามีโอกาส จนคนอยู่ใกล้ต้องจับตัวไว้ แล้วใช้วิธีเดิมๆคือดุ ว่า ขู่ เมื่อวานได้เจอกับเขาอีกครั้ง (หลังจากไม่เจอมา 3 เดือน) ขณะเราเล่นกับเขาพร้อมๆกับสอนภาษาให้เขา ชวนเขาวาดรูปโดยมีพ่อนั่งอยู่ข้างๆ คราวนี้เขาไม่กล้าจรดสีเมจิคลงบนกระดาษ ทั้งๆที่ถ้าอยู่คนเดียวเขาทำได้ดีมาก พ่อคงเกรงใจเรา พ่อจึงเรียกเขาด้วยเสียงดังหลายครั้ง เรามองท่าทีของเขาแล้วเดาว่าเขาไม่กล้า ไม่แน่ใจ จึงหันไปคุยกับพ่อถึงเรื่องความต้องการของเด็ก การเรียนรู้ที่เด็กกำลังเก็บความคิดสร้างสรรค์ของเขาไปเพราะกลัวการถูกดุ ถูกตำหนิ ถ้าคนอยู่ใกล้ยังใช้วิธีเดิมๆกับเขา                เราให้คำแนะนำโดยพยายามนำทฤษฎีที่ได้เรียนรู้มาจากอาจารย์ใหญ่ หลังจากเราพูดจบ พ่อของเด็กน่ารักมากเขาเปลี่ยนท่าทีและน้ำเสียงของเขาทันที ชื่นชมลูกของเขาเมื่อเราเริ่มต้นให้เด็กโดยใช้มือจับมือลูกของเขาวาดรูป แล้วเด็กก็เริ่มต้นทำด้วยตนเองในเรื่องอื่นๆอย่างมีความสุข เราได้เห็นความรักที่พ่อมอบให้กับเขา ความสนุกและความสุขของเด็กที่มีผู้ใหญ่สองคนไม่เบียดพื้นที่ของเขา ก่อนกลับพ่อของเด็กบอกว่าจะกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังด้วย ส่วนเราก็ต้องพยายามที่จะต้องแชร์และเรียกร้องพื้นที่ของเด็กพิเศษ (ที่เรามีโอกาสดูแล) แทนพวกเขา  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม
 

บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 16, 2008, 02:55:23 PM »

คนพิการไทยทำไงกันดี
เรียน เพื่อนร่วมชีวิตผู้พิการทุกท่าน

จากภาพเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของคนพิการกลุ่มต่างๆ ในระยะสองสามเดือนที่ผ่านมา ได้บ่งบอกอะไรบางอย่างว่าเกิดความผิดปกติในการดำรงชีวิตของคนพิการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ในขณะที่ข่าวคราวภาครัฐที่ปรากฏสู่สายตาสังคม ประชาชน ทำให้เข้าใจไปว่ารัฐบาลนี้ให้การดูแลคนพิการอย่างดี แต่ล่าสุดคือการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนตาบอดที่ประสบความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพ การเรียกร้องมิใช่เกิดขึ้นเพียงข้ามคืนในวันที่ ๑ หรือ ๒ ธันวาคม หากแต่มีความพยายามนำเสนอหลายรูปแบบ ทำจดหมาย ประชุมร่วม ยื่นข้อเสนอผ่านสื่อมวลชน ฯลฯ แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการเยียวยา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น การเรียกร้องสิ่งอำนวยความสะดวกในระบบขนส่งมวลชนทำกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ แต่ยังมีเรื่องเล็กเรื่องน้อย ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ที่สร้างปัญหาที่ยั่งยืนให้คนพิการและครอบครัว ผู้ปกครอง อย่างไรก็ตามกระแสประชานิยมภายใต้รัฐบาลนี้ได้กลบเกลื่อนความเดือดร้อนของพวกเราไว้สนิทอยู่ใต้พรม แม้ว่าหลายท่านอาจมองภาพการเคลื่อนไหวของเพื่อตาบอดเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ที่ผ่านมาว่าไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ แต่ผมใคร่ขอวิงวอนให้ท่านมองย้อนสภาพเป็นอยู่ของคนพิการส่วนใหญ่แทนที่จะมองเพียงภาพที่เห็นวันนั้นตามข่าวสื่อมวลชน (ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จะทราบดีว่าสื่อลงข่าวแบบลำเอียง คนตาบอดเจ็บหลายคน แต่ข่าวกลับว่าตำรวจเจ็บหลายคน) ประเด็นสำคัญคือต้องถามตัวเองว่าชีวิตพวกเราเป็นอย่างไร สุขสบายจริงหรือ ปัญหาเก่าๆ ถกกันกว่ายี่สิบปี ได้รับการเยียวยาอะไรบ้าง โรงเรียนยังไม่รับเด็กพิการ สภาพแวดล้อมอันแสนลำบาก สิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาภาษามือและล่ามภาษามือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนตาบอดและหูหนวก ระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับคนพิการทางสติปัญญา ทางจิต พฤติกรรม ฯลฯ มากกว่าที่จะมองว่าการประท้วงของเพื่อนตาบอดเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเข้าทางเขาเต็มๆ ที่ต้องการย่อยสลายพลังคนพิการ แบ่งแยกแล้วปกครอง

เราจะปล่อยชีวิตพวกเราเป็นไปตามยถากรรมอย่างนี้เรื่อยๆ หรือเราจะสามัคคีมาร่วมกันคิดอ่าน ไม่งั้นเราตกขบวนแน่ๆ กระแสหลักของงานด้านสตรีก็ไม่สนใจสตรีพิการ กระแสหลักของงานด้านเด็กก็ไม่สนใจเด็กพิการ กระแสหลักของงานผู้สูงอายุก็ไม่สนใจคนแก่พิการ ทั้งหมดถูกกีดกันให้ไปอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า "กลุ่มคนพิการ" เรื่องของคนพิการจึงดูซับซ้อน สับสน ใหญ่โต จนรัฐบาลเองก็ไม่อยากเข้ามาดูแลจริงจัง ขอเน้นว่า ดูแลจริงจังนะครับ ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ดูแลเลย

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ทุกปี ไม่ใช่แค่เป็นวันรัฐธรรมนูญ เท่านั้น แต่เป็นวันที่ระลึกสิทธิมนุษยชนสากลอีกด้วย คนพิการทั่วประเทศมีประมาณ ๖ ล้านคน เรามี พรบ ฟื้นฟูมาตั้งแต่ ๒๕๓๔ เริ่มจดทะเบียน ๑ พ.ย. ๓๗ จนปัจจุบันจดทะเบียนคนพิการได้เพียงสี่แสนกว่า ในจำนวนนั้นพบคนพิการที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่มีบัตรประชาชน กว่าสองหมื่นคน รัฐบาลรู้มานานแล้วแต่ทำอะไรบ้าง การจ่ายเบี้ยยังชีพคนพิการรุนแรงและยากจนเป็นไปอย่างสับสน กองทุนฟื้นฟูขาดสภาพคล่อง ระงับกู้ ระงับโครงการ รัฐบาลพูดกรอกหูประชาชน จะโละรถเมล์เก่า ซื้อใหม่ ๔๐๐๐ คัน เป็นก๊าซเอ็นจีวี ติดแอร์ทุกคัน แต่ไม่คิดว่าควรเป็นแบบไหนที่คนพิการใช้ได้ จะสร้างสถานีขนส่งใหม่ มีห้องน้ำ มีที่จอดรถ แต่ไม่มีเลยที่จะคิดถึงคนพิการ ส่วนระบบขนส่งมวลชนนั้นหากไม่ตามติดละก้อ อย่าหวังว่าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือมีแบบที่เราใช้ได้จริง เรื่องระบบขนส่งสาธารณะ รัฐบาลนี้ไม่เคยคิดถึงคนพิการเลย สิทธิมนุษยชนที่จะเดินทางไปไหนมาไหนอย่างเสรีก็ถูกละเมิดโดยรัฐเอง ณ วันนี้ พ่อแม่ยังต้องแบกลูกอุ้มหลานที่พิการไปโรงเรียนที่ไกลแสนไกล ขอให้ได้เรียน คุณภาพการเรียนการสอนยังไม่ต้องพูดถึง ทนไม่ได้ก็เอาลูกหลานออกไป ในขณะที่ ศธ ก็โฆษณาชวนเชื่อว่ารับเรียนร่วม ๓๐๐ โรง ๒๐๐๐ โรง ล่าสุดจะขอเงินหวยบนดินอีกแล้วเพื่อเพิ่มเป็น ๘๐๐๐ โรง อบรมครูเพิ่มด้วย สารพัดเหล่านี้ อ้างมากี่ปีแล้ว แทบเรียกได้ว่าเกือบเหมือนเดิม มีศูนย์การศึกษาพิเศษอีก ๑๒ เขต ๗๕ จังหวัด ๑ ส่วนกลาง หมดทรัพยากรไปเท่าไหร่ครับ สิทธิมนุษยชนที่จะได้รับการศึกษาก็ถูกละเมิดโดยรัฐเอง

ผมอยากกระตุ้นพวกเราใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส ทุกกลุ่มความพิการและผู้ปกครอง รวมพลังเป็นหนึ่ง บอกให้สังคม บอกรัฐบาล ให้รู้ว่าปัญหาคนพิการมีมากมาย แทนที่จะมัวมองว่าการเคลื่อนไหวของเพื่อนตาบอดเมื่อสัปดาห์ก่อนเหมาะหรือไม่เหมาะ นั่นเป็นเพียงวิธีการนำเสนอ แต่ข้อเท็จจริงคือคนพิการมีปัญหาเยอะแยะไปหมด ใช้โอกาสนี้เคลื่อนไหวร่วมกันด้วยความสามัคคี หลังจากที่เรื้อเวทีการต่อสู้ร่วมกันมานาน เราถูกชี้นำให้ต่างพิการต่างทำ ใครแข็งแรงกว่าไปก่อน แล้วกลุ่มที่อ่อนแอเล่า จะทำอย่างไร กลุ่มร่างกายแขนขานั้นพอจะวิ่งตามตาบอดไปได้ กลุ่มผู้ปกครองออทิสติกไปเร็วกว่าเพื่อน ใครจะช่วยหูหนวก ใครจะช่วยผู้ปกครองเด็กสติปัญญา ใครจะช่วยเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน เป็นต้น ดังนั้นเราควรใช้โอกาสนี้ จะมีสัปดาห์สิทธิมนุษยชนสากล เริ่มตั้งแต่ ๙ ธ.ค. ไปจนถึงวันที่ ๑๖ ธ.ค. ช่วยกันคิดหน่อยครับ พูดกันในเรื่องที่กระทบส่วนรวม ไม่ลงรายละเอียดความพิการ ไม่เน้นเรื่องหวย ช่วยกันกระจายจดหมายนี้ให้เพื่อน เสนอความเห็นมาทางอีเมล์ หรือเข้าไปในกระทู้ มพพท ก็ได้ ช่วยโพสท์ในเว็บอื่นๆ ด้วยก็ดีครับ หากจะต้องเคลื่อนไหว เราอยากใช้ชื่อว่า ?กลุ่มพันธมิตรคนพิการแห่งชาติ (National Disability Alliance: NDA? ทุกสมาคม ทุกองค์กร มูลนิธิ กลุ่ม ชมรม สามารถร่วมกลุ่มพันธมิตรคนพิการแห่งชาติได้

พันโท ต่อพงษ์ กุลครรชิต

หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

๓๒๕ ถนนบอนด์สตรีท เมืองทองธานี

ปากเกร็ด นนทบุรี ๑๑๑๒๐

โทร ๐๒-๙๘๔๑๐๐๗ มือถือ ๐๑-๕๕๘๑๙๐๒ โทรสาร ๐๒-๙๘๔๑๐๐๘

กลุ่มพันธมิตรคนพิการแห่งชาติ

๑. สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

๒. สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย

๓. สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย

๔. สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

๕. โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา

๖. สมาคมคนพิการนนทบุรี

๗. ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระจังหวัดนนทบุรี

๘. ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระจังหวัดนครปฐม

๙. ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระจังหวัดชลบุรี

๑๐. องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค

๑๑. สมาคมคนพิการทุกประเภทจังหวัดนครปฐม

๑๒. ชมรมคนพิการพัฒนาชลบุรี

๑๓. กลุ่มเพื่อนพิการนครสวรรค์

๑๔. เครือข่ายสตรีพิการ

๑๕. ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพเครือข่ายคนพิการ

๑๖. สมาคมคนพิการทุกประเภทจังหวัดภูเก็ต

๑๗. ศูนย์ประสานงานองค์กรภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต

By ต่อพงษ์ กุลครรชิต เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 48

หมายเหตุ  ไม่ต้องโทรหรือส่งจดหมายไปตามที่อยู่ข้างบนไปแล้วนะเพราะ..
๑. พันโท ต่อพงษ์ กุลครรชิต สิ้นชีวิตและพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว
๒. สำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ย้ายที่ทำการใหม่แล้ว


* NDA - B&W 1a_r.jpg (105.73 KB, 500x700 - ดู 108 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2010, 11:50:09 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 04:57:25 AM »



คนตาบอดขอนแก่นยื่น"ทักษิณ"แก้ปัญหาคนพิการจริงจัง
คนตาบอด-พิการ นัดรวมตัว 8 ส.ค.ดักพบนายกฯในการประชุมครม.สัญจรที่ขอนแก่น ยื่น 3 ข้อเรียกร้องการศึกษา อาชีพและสิ่งแวดล้อมให้รัฐช่วยเหลือ จวกสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะไม่มีระบบบริการแก่คนพิการและสูงอายุ จี้รัฐแก้พ.ร.บ.ขอทาน เพื่อให้วนิพก เล่นดนตรีหาเงินได้


(7สค.) นายมณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรคนพิการแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 ส.ค.)ซึ่งนายกฯพร้อมคณะรัฐมนตรี จะจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จ.ขอนแก่นนั้น ตนพร้อมกับเครือข่ายคนพิการจากทั่วภาคอีสานประมาณ 500 คน จะขอเข้าพบนายกฯและขอยื่นหนังสือข้อเรียกร้องเพื่อให้นายกฯและคณะรัฐมนตรีช่วยเหลือพิจารณาจำนวน 3 ข้อ ประกอบด้วย

 เรื่องการศึกษา ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ทั่วถึง เพราะคนพิการส่วนใหญ่ยังนั่งและนอนอยู่กับบ้าน แม้จะมีโครงการให้ไปเรียนร่วมกับคนอื่นในโรงเรียนทั่วไป แต่พอไปแล้วก็ได้แค่นั่งหลับในห้อง เพราะงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์สื่อไม่มี ซ้ำงบประมาณถูกดึงกลับจ่ายให้ต่อหัวเพียงปีละ 20,000 บาททั้งที่ค่าใช้จ่ายจริงประมาณปีละ 60,000 บาท ต่อหัว

 ข้อที่ 2 คือ การประกอบอาชีพ เพราะอาชีพทางเลือกสำหรับคนตาบอดและพิการน้อยมาก ข้าราชการไม่รับ รัฐวิสาหกิจไม่รับ บางคนเป็นข้าราชการอยู่ดีๆ พอพิการก็ถูกบีบให้ออก แทนที่จะให้ฟื้นฟูและกลับมาทำงานใหม่ ก็ไม่ได้ทำ ส่วนใหญ่ถูกบีบให้ลาออกไปเลย อาชีพอิสระอย่างอาชีพนวดแผนไทย ที่พอจะเปิดทางให้คนพิการบ้าง รัฐบาลก็ปั้นอาชีพนวดแผนไทยมาแข่ง ซ้ำบางแห่งพอมานวดแผนไทยกลับไปสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่สำหรับคนตาบอดพอเปิดสถานบริการนวดแล้วกลับเบิกไม่ได้ ไปเล่นดนตรีเพื่อหาเงินก็ถูกเทศกิจจับ ทั้งที่ พ.ร.บ.ขอทานของไทยมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ก็ไม่แก้ไขเสียที บ้านอื่นเมืองอื่น คนพิการเล่นดนตรีเปิดหมวก เขาไม่เห็นจับ แต่บ้านเราเล่นไม่ได้จับตลอด

 สำหรับประเด็นที่ 3 คือ เรื่องอุปสรรคทางสิ่งแวดล้อม และข้อมูลข่าวสาร เช่น การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างไม่ได้มาตรฐานสากล และเป็นอันตรายต่อคนพิการและผู้สูงอายุ เพราะประตูเป็นประตูบานสวิง ซึ่งประเทศอื่นเลิกใช้แล้ว พื้นเป็นพื้นหินขัด อันตรายและลื่นมาก ซ้ำลิฟท์ขึ้นลง ไม่มีเสียงพูด และไม่มีอักษรเบลล์ เอาไว้บริการคนพิการทางสายตา ทั้งที่เรื่องนี้เราท้วงติงมามากแล้ว แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าหากต่างชาติมาแล้วมาเกิดอุบัติเหตุเขาฟ้องเราตายแน่

 "ที่ผ่านมานายกฯ ได้ไปเซ็นต์ลงนามในการประชุมสุดยอด ว่าด้วยสังคมสารสนเทศ หรือ WSIS ซึ่งไทยได้ไปเสนอการออกแบบที่เป็นธรรม เรื่องการออกแบบข้อมูลข่าวสาร แต่แผนดำเนินการในประเทศเรากลับไม่มี แม้แต่เวปไซต์ของรัฐบาลไทย ได้รับการประเมินจากนานาชาติต่ำมาก ต่ำกว่าของรัฐบาลเวียดนามเสียอีก เวียดนามได้ 8% แต่ไทยเราได้แค่ 0% "

 นายมณเฑียร กล่าวอีกว่า การมาพบนายกฯและคณะในครั้งนี้ นอกจากจะยื่นหนังสือแล้ว ยังอยากจะทราบวิสัยทัศน์ของนายกฯ ว่าจะแก้ไขปัญหาคนพิการและคนตาบอดอย่างไร เพราะที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้พูดถึงการแก้ไขปัญหาความยากจน แต่ไม่แตะเรื่องการช่วยเหลือคนพิการเลยแม้แต่น้อย คนพิการก็ต้องไปขอเศษเล็กๆ น้อยๆ จากนโยบายช่วยเหลือมาตลอด แม้แต่เรื่องสลากเพื่อคนพิการเอง ที่รัฐบาลจัดสรรให้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็เบี้ยวกลับเอาไปจัดสรรให้กับเอกชน 40 รายแทน

 "สำคัญที่สุดเราอยากจะให้มีการบูรณาการระบบการบริหารจัดการเรื่องคนพิการระดับชาติ ประเทศอื่นๆ เขามีคณะกรรมการประสานงานคนพิการแห่งชาติ แต่ไทยเราไม่มีสักที มีแต่การตั้งงบประมาณซ้ำซ้อน และอยากจะให้มีกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติกับคนพิการ และให้ออกกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรค 3  และให้โอกาสด้านการประกอบอาชีพต่อคนพิการอย่างเป็นธรรม ซึ่งพอคนพิการมีอาชีพก็จะได้ช่วยเหลือรัฐด้วยการจ่ายภาษีให้ด้วย"นายมณเฑียร กล่าว
 
คมชัดลึก  7 สิงหาคม พ.ศ. 2549
http://www.komchadluek.net/2006/08/07/k001_35147.php?news_id=35147


* NDA - B&W 1b_r.jpg (100.24 KB, 500x700 - ดู 93 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 30, 2008, 04:49:37 PM »

เครือข่ายคนพิการประกาศเจตนารมณ์เรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรม

คณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดการเสวนา เรื่อง “การจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้” เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ณ อาคารรัฐสภา เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการพัฒนางานบริหารราชการแผ่นดินให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสภาพแวดล้อมได้อย่างเสมอภาคกับคนทั่วไป มีผู้ร่วมเสวนาประมาณ ๑๕๐ คน ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรด้านคนพิการแต่ละประเภท องค์กรผู้ปกครองคนพิการ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “การจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้” เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ต่อการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้บรรลุเป้าหมาย

เครือข่ายคนพิการทุกประเภทและผู้เข้าร่วมเสวนาดังกล่าวข้างต้นได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้ร่วมเสวนาต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคม และเป็นการขยายโอกาสของการเข้าถึงสิทธิ การบริการ และสวัสดิการต่าง ๆ ของคนทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุ ทั้งนี้ เพื่อให้การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิดังกล่าวเกิดผลที่เป็นรูปธรรม เครือข่ายคนพิการทุกประเภทและผู้เข้าร่วมเสวนาฯ จึงได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งมีสาระสำคัญ รวม ๗ ประการ ดังนี้
๑) ให้รัฐบาลประกาศให้ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็น “ปีแห่งการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้”
๒) ให้รัฐบาลจัดงบประมาณและระบบการบริหารจัดการสนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จาก อาคารสถานที่ และบริการสาธารณะต่างๆ เช่น บริการขนส่งมวลชน บริการข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งบริการเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก บริการจัดการศึกษา และบริการด้านการแพทย์ เป็นต้น
๓) ให้รัฐสภาแก้ไข/ปรับปรุง กฎหมาย ประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับ ให้ทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากอาคาร สถานที่ บริการสาธารณะ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพ เพื่อการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเสมอภาคกับคนทั่วไป
๔) ให้ทุกหน่วยงานกำหนดนโยบายและดำเนินการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนอกและในอาคารสาธารณะของรัฐและเอกชน ในการก่อสร้างอาคารใหม่ โดยเฉพาะอาคารรัฐสภาใหม่
๕)ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปรับปรุงอาคารสาธารณะทั้งของรัฐและเอกชนที่จัดสร้างแล้ว ให้จัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคน รวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะอาคารรัฐสภาปัจจุบัน
๖)ให้ทุกหน่วยงาน เชิญผู้แทนองค์กรของคนพิการร่วมพิจารณาการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่เริ่มวางแผนงาน ออกแบบ ระหว่างก่อสร้างหรือเตรียมการจัดบริการ และตรวจรับงาน และ
๗) ให้หน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้งบประมาณเหลือจ่ายประจำปี จัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคน รวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตามที่สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังได้อนุมัติแล้ว


คณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการเห็นด้วยกับการประกาศเจตนารมณ์ทั้ง ๗ ประการของเครือข่ายคนพิการทุกประเภทและผู้เข้าร่วมเสวนาฯ และขอเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา หน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้เร่งดำเนินการตามประกาศเจตนารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็ว ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการพร้อมจะติดตาม และประเมินผลการบริหารราชการแผ่นดินเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ( มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๓๐ กย. ๒๕๕๑ )

http://www.tddf.or.th/tddf/newsroom/detail.php?id=0004646
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 30, 2008, 04:51:59 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2008, 03:06:52 PM »

เรื่องตลก ๆ ขำ ๆ กับงานด้านคนพิการ  www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=4321&READNUM=34&refpage=1

อาชีพขอทานตาม พรบ.....คนพิการคิดอย่างไร www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=4146&READNUM=101&refpage=3

เครือข่ายผู้พิการค้านกม.ขอทาน เหตุหนุนให้มีมากขึ้น www.tddf.or.th/tddf/newsroom/detail.php?id=0004658

บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2008, 10:03:08 PM »

ทึ่ง...หนุ่มพิการปฏิเสธความช่วยเหลือขออยู่อย่างพอเพียง
6 ตุลาคม 2551


หนุ่มใหญ่เดินไม่ได้วัย ๔๖ ปี พิการขาลีบทั้ง ๒ ขา ตั้งแต่อายุ ๑ ขวบ ไม่หยิ่งแต่ทระนง ดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด โหระพา กระเพรา กล้วย มะละกอ ฯลฯหน้าเพลิงหมาแหงนเล็ก ๆ ชมรมคนพิการ สโมสรไลออนส์ ดีเจเครือข่ายช่วยเหลือคนพิการ และชมรมนักจัดรายการวิทยุสัตหีบ ยื่นมือช่วยเหลือ ปลูกบ้านพักให้ ๑ หลัง ถูกปฏิเสธการช่วยเหลือสิ้นเชิงขอใช้ชีวิตแบบพอเพียง

เรื่องนี้ได้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ต่อเมื่อ นางประเสริฐ เอี่ยมเพชร ประธานสโมสรไลออนส์สัตหีบ จังหวัดชลบุรี นางอภิณะฎา ใสไหม ประธานที่ปรึกษาชมรมนักจัดรายการวิทยุและเครือข่าย และคณะกรรมการตำรวจสัตหีบ นางนงนภัส จูวันนะ ประธานชมรมนักจัดรายการวิทยุและเครือข่าย อำเภอสัตหีบ นายเสนี่ย เกรดสำราญ เลขาธิการชมรมคนพิการอำเภอสัตหีบ พร้อมคณะดีเจนักจัดรายการวิทยุชมชนได้เดินทางมายังที่พักของ นายวิสูตร หนองใหญ่ อายุ ๔๔ ปี สภาพขาขวาลีบ ขาซ้ายเล็กไม่มีแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพรับจ้างอื่น ๆ ได้ เพื่อต้องการหาแนวทางช่วยเหลือให้มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะขณะนี้ได้ปลูกที่พักยกสูงจากพื้นชั้นเดียว มุงด้วยสังกะสี ทั้ง ๔ ด้านไม่มีประตู และหน้าต่าง กว้าง และยาวประมาณ ๒ เมตร เท่านั้น อาศัยที่ดินผู้อื่นที่พักและปลูกผักไว้หลายชนิด เช่น ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด กระเพรา โหระพา กล้วย มะละกอ

นายเสนี่ย เกรดสำราญ เลขาธิการชมรมคนพิการอำเภอสัตหีบ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีองค์กรภาคเอกชน และชมรมต่าง ๆ ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้มีการรวมพลังกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนพิการ คนยากจน และผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ และทราบว่า นายวิสูตร หนองใหญ่ เป็นคนพิการที่ลำบาก ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีครอบครัว พ่อ แม่เสียชีวิตหมดแล้ว ยังมีน้องสาวที่คอยให้ความช่วยเหลือส่งอาหารให้รับประทานหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่ทำตัวเป็นภาระของท้องถิ่น ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับสังคม มีความพยายามสูง ช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด จนได้ฉายาว่า "พิการทระนง" และไม่ต้องการสร้างของมีค่า ทรัพย์สิน สมสมบัติใด ๆ ให้เป็นภาระต่อการเก็บรักษา ถ้าหน่วยงานใดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือก็จะรับแต่เพียงที่ตัวเองพึงพอใจเท่านั้น ซึ่งครั้งนี้ชมรมต่าง ๆ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจะปลูกบ้านพักให้ก็ยังได้รับการปฎิเสธอย่างสิ้นเชิง

นายวิสูตร หนองใหญ่ พิการทระนง กล่าวว่า การที่ไม่รับความปรารถนาดีของผู้ใจบุญทั้งหลาย ไม่ใช่หยิ่งยโสแต่อย่างใด แต่ไม่ต้องการของมีค่า ทรัพย์สินใด ๆ เข้ามาเก็บรักษาไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ในทางตรงกันข้ามอาจเป็นโทษต่อตัวเอง โดยเฉพาะบ้านหลังใหม่ต้องเป็นภาระสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นก็คือการดูแล รักษา เพราะตัวคนเดียว พิการ ถ้าหมดลมหายใจจะได้ไม่ต้องทิ้งสิ่งที่เป็นภาระหรือหวาดกลัวต่อผู้พบเห็น ขอใช้ชีวิตตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่รวย ไม่จน และไม่อดอยาก ปลูกพืชผัก ผลไม้ไว้หน้าบ้านไว้สำหรับรับประทาน และประกอบอาหาร อีกทั้งยังได้เผื่อแผ่เพื่อนบ้านได้อีกด้วย

นางประเสริฐ เอี่ยมเพชร ประธานสโมสรไลออนส์สัตหีบ เปิดเผยว่า ทางสโมสรมียอดเงินบริจาคจำนวนหนึ่งที่ซึ่งได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการ และสมาชิกให้นำเงินออกมาช่วยเหลือปลูกบ้านพักราคาไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้กับคนยากจน พิการ ด้อยโอกาส ถูกทอดทิ้ง แต่เป็นครั้งแรกที่พบว่า นายวิสูตร หนองใหญ่ ปฏิเสธการช่วยเหลือ เพียงแต่ขอให้ใช้ผ้าพลาสติกกั้นข้างที่พักป้องกันแดด ลม และฝน เท่านั้นเป็นพอ ถ้าจะกรุณาก็ขอให้สร้างห้องน้ำเล็ก ๆ ให้ก็พอแล้ว ทางชมรมจึงได้ตั้งฉายาให้ เป็น พิการทระนง รายแรกที่ดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ( สยามรัฐออนไลน์ ๔ ตค. ๒๕๕๑ )

http://www.tddf.or.th/tddf/newsroom/detail.php?id=0004681

http://www.tilf.or.th/news241.htm
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2008, 02:47:34 PM »

ความเชื่อ และความไว้วางใจ ที่เป็นการให้โอกาสจริงๆ 

โอกาส กับ ทางเลือก เหมือนกันมั้ย?

เปี๊ยกเพื่อนเก่า ให้ทั้งทางเลือกและโอกาส ได้หัดขับรถเกียร์ออโต้ รุ่นท๊อปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ให้เวลาสอน ยอมเสี่ยงกับเพื่อนคนนี้อย่างคนรู้ใจกันมานานอย่างใจเย็น ซึ่งทำให้หายกลัวไปหลายๆ อย่าง ได้รู้ได้เข้าใจ คนที่ใช้รถใช้ถนนมากขึ้น ทั้งมือใหม่หัดขับ หัดขี่ มือเก่าที่ขึ้นมาพอสมควร การได้ควบคุมรถเองนั้นมีหลายอย่างที่ควรระมัดระวังโดยไม่กังวลจนเครียด การทำอะไรให้ตัวเองไม่ได้หายความว่าจะเป็นการแห็นแก่ตัวเสมอ หากเป็นการบริหารความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง

ขอบคุณเพื่อน หลายๆ คนที่ช่วยกันที่ช่วยเผยให้โอกาสและทางเลือกต่างๆ ขอบคุณเทคโนโลยีหลายอย่างที่ให้โอกาสและทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละห้วงเวลาของแต่ละคน ให้มีความหลากหลายของคนของเทคโนโลยี ของทางเลือกในการใช้ชีวิตของแต่ละคน
บันทึกการเข้า
nwdpd
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60


อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2009, 11:21:25 PM »

ส.ว.ตาบอดแจ้งจับ "มท.๑" หมิ่นกล่าวหาคนตาบอดไร้ความสามารถ
4 กรกฎาคม 2552

เมื่อวันที่ ๓ ก.ค. ๒๕๕๒ ที่สน.ดุสิต นายมณเฑียร บุญตัน อายุ ๔๔ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๗/๑๒ หมู่ที่ ๙ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา ส.ว.สรรหา และนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย พร้อมผู้พิการตาบอดรวม ๑๐ คน เดินทางเข้าพบ ร.ต.ต.คมศักดิ์ ตุ้มเล็ก พนักงานสอบสวน (สบ ๑) สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ข้อหาหมิ่นประมาท โดยนำเอกสารข่าวในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ วันที่ ๑๑ มิถุนายน มามอบเป็นหลักฐาน

นายมณเฑียร กล่าวว่า สาเหตุที่มาแจ้งความ เนื่องจากตนได้อ่านข่าวจากเว็บไซต์ดังกล่าว ที่มีแบบเสียงอ่านให้คนตาบอดฟังที่รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน.ที่ผ่านมา โดยข่าวดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายชวรัตน์ถึงกรณีแจกเงินให้คนตาบอดที่ จ.สกลนคร ว่า เป็นการซื้อเสียงหรือไม่ นายชวรัตน์ตอบว่า "ไม่ถือว่าเป็นการซื้อเสียง เพราะตามกฎหมายนั้น ถือว่าคนตาบอดเป็นคนไร้ความสามารถ ไม่มีสิทธิในการทำนิติกรรมใดๆ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิเลือกตั้ง"

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า การที่นายชวรัตน์ให้สัมภาษณ์แบบนี้ ถือเป็นการหมิ่นประมาทและหมิ่นศักดิ์ศรีคนตาบอด ดูถูกความเป็นมนุษย์ เป็นการตอกย้ำให้เกิดการเลือกปฏิบัติและความไม่เป็นธรรมต่อคนตาบอด อีกทั้งสิ่งที่นายชวรัตน์พูด ถือเป็นเรื่องเท็จ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุว่าคนตาบอดเป็นคนไร้ความสามารถแต่อย่างใด คนที่จะเป็นคนไร้ความสามารถต้องเป็นคนวิกลจริต ที่จะต้องมีคนไปร้องขอต่อศาลเท่านั้น อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ระบุว่า คนตาบอดไม่มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด ที่ผ่านมาก็ไปเลือกตั้งทุกครั้ง

นายมณเฑียร กล่าวด้วยว่า เคยเรียกร้องให้นายชวรัตน์ออกมารับผิดชอบคำพูดของตัวเองแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังออกมาพูดเหมือนเดิม ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่รู้กฎหมายของนายชวรัตน์ ทำให้ในวันนี้ต้องเดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท

ด้าน พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช ผกก.สน.ดุสิต กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ แต่ทางตำรวจจะรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ( มติชนออนไลน์ ๓ ก.ค. ๒๕๕๒ )
[/color]

สมาคมคนตาบอดแจ้งความ"ชวรัตน์"หมิ่นประมาทวันนี้

สำนักข่าวเนชั่นออนไลน์ 2 กค. 2552 19:24 น.

นายต่อพงษ์ เสลานนท์ โฆษกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศ เปิดเผยว่า วันนี้( 3 ก.ค.) เวลา 11.00 น. นายมนเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา ในฐานะนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยแกนนำคนตาบอด จะเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย ในข้อหาหมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552 ว่า “ การให้เงินคนตาบอด สองพันบาทไม่ใช่การซื้อเสียง เพราะคนตาบอดเป็นคนไร้ความสามารถตามกฎหมายและไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ” ซึ่งถือว่าเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับคนตาบอด

http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=6792&READNUM=24&refpage=1
บันทึกการเข้า
nwdpd
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60


อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2009, 11:28:08 PM »

มีบทความของคุณอันธิกา ที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนพิการเรื่อง "เจ็ดสิบกว่าปีที่ไม่สูญเปล่า" ที่ http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=6796&READNUM=8&refpage=1  และ "นิยามและความเข้าใจ" http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=3587&READNUM=91&refpage=1
บันทึกการเข้า
nwdpd
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60


อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2009, 07:18:26 PM »

คน คือ คน
คนพิการ คือ คน

ทิพวรรณ ศิลป์สกุลสุข

6 เดือนในโรงพยาบาลเพื่อการบำบัด เป็นเวลานานพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยนสภาพจากการเป็นคนไข้กลายเป็นที่ปรึกษาของน้องใหม่ในโรงพยาบาล การไม่ท้อถ้อยและพัฒนาการของร่างกายที่เขาคิดค้นวิธีการบำบัดกล้ามเนื้อด้วย ความรู้ที่เขาค้นคว้ากลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นดี ว่าคนพิการที่หนักกว่ายังพัฒนาได้ด้วยความรู้ ความเข้าใจ และความอดทนไม่ถอยแม้จะทุกข์
   “ใจสู้อย่างเดียว ทุกอย่างจะดีตามมา”
   ก้าวแรกของการหนุนคนพิการให้ออกมาแสดงศักยภาพ และก่อนจะถึงจุดที่สังคมจะเข้ามาสนับสนุน
   ต่อพงษ์ คิดว่าการยอมรับความพิการของตนเองว่าเป็นความธรรมดาที่เจ้าตัวต้องกล้าที่จะเผย
   “สมัยที่ผมอยู่โรงพยาบาล เทศกาลลอยกระทง ปีใหม่ ผมก็ทำเรื่องขอคนพิการออกไปเที่ยว ไปกินเหล้าบ้าง ถ้าคิดในเชิงของหมอ ก็บอกว่ากินเหล้าไม่ดี แต่ผมมองว่าถ้าคนพิการมันไปนั่งกินเหล้าให้ใครเห็นได้ แสดงว่าใจมันยังอยู่ แสดงว่ามันไม่มีปมด้อย กลับไปบ้านมันจะไม่ไปนอน หมกตัวอยู่ในบ้าน”
   การเรียกร้องครั้งนั้น จึงกลายเป็นภาพที่นำความประหลาดใจให้กับผู้ผ่านทางบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อเห็นบรรดาผู้ป่วยบนรถเข็นพาเหรดกันออกไปเป็นแถว เพื่อไปดื่มกินอย่างคนปกติตามร้านค้าบริเวณอนุสาวรีย์ฯ เป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งต่อสายตาของคนปกติหลายคู่ รวมทั้งผู้พิการเองว่า สามารถมองตัวเองว่าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อาจจะเดินทางด้วยวิธีทีแตกต่างออกไปเท่านั้น
   ปัญหาใหญ่อีกประการที่ต่อพงษ์จะต้องเอาชนะอีกประการหนึ่งคือ การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนพิการ
   “เย็นๆ ผมจะเข็นรถไปตามตึกพูดคุยกับเขา มีปัญหาอะไร เพราะเราเริ่มมีความรู้เยอะ ก็แนะนำพ่อแม่ให้กำลังใจบอกวิธีที่ถูกต้อง...อย่างปัญหาเรื่องของการรักษา หมอมักปลอบคนไข้ว่า เดี๋ยวก็หาย แต่ศึกษาจากการอ่านการค้นคว้า โดยเฉพาะเรื่องกล้ามเนื้อผมทะลุปรุโปร่ง ผมรู้ว่าไม่มีความหวัง เมื่อเรายอมรับได้เร็วเท่าใดเราจะสามารถหาวิธีที่จะอยู่ต่อไปอย่างไร เหมือนกับคนไข้คนหนึ่งเป็นผู้หญิง จนป่านนี้เขายังเชื่อว่าเขาจะหาย และยังไม่เริ่มต้นที่จะทำอะไร ในขณะที่ผมต้องลงไปดึงเขาขึ้นมา จะทำอะไรก็ต้องเอาเลย เวลาผ่านไปเราเรียกกลับไม่ได้ ถึงแม้ว่ามันจะหาย แต่การเริ่มทำก็ไม่เสียหาย แต่ถ้ามันไม่หายล่ะ ต้องตั้งหลักวางแผนตั้งแต่ตอนนี้”
   ต่อพงษ์ประมวลภาพของคนพิการจากตัวเอง และคนรอบข้างเพื่อนๆ ในโรงพยาบาลเขาพบว่าปัญหาคนพิการ ทำไมมันมากมาย เหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด ตั้งแต่การถูกเลือกปฏิบัติ การปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะกลายเป็นปัญหาให้ความเจ็บป่วยลุกลามแล้ว บางรายยังทำให้คนไข้เกิดความหวังไม่สิ้นสุดจนขาดการพัฒนาตัวเอง
   ดังนั้นปราการที่คนพิการต้องทลายเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เป็นชีวิตที่พึ่งพาตัวเองได้ และได้ประโยชน์ นั่นคือปราการทางร่างกายและความคิด


Society For All
   
นับตั้งแต่ต่อพงษ์มุ่งมั่นกับการทำงานเพื่อคนพิการ โดยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย กระทั่งนั่งในตำแหน่งนายกฯ มาสองสมัย งานเพื่อคนพิการได้เปลี่ยนแนวทางในการให้คนพิการได้ดำเนินชีวิตที่พึ่งตนเองได้ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ 2 ข้อของการทำงาน
   โดยเขาไว้วางหลักเบื้องต้นและเบื้องปลาย เช่น ก้าวแรกคือ การทลายกำแพงทางด้านจิตใจของผู้พิการเอง ต่อจากนั้นคือการรองรับทางด้านสังคมที่เอื้อต่อการเปิดตัวตนของคนพิการ
   “สิ่งสำคัญของการพัฒนาคนพิการ การทลายอุปสรรคทางร่างกายเป็นเรื่องไม่ยาก และเราก็ทำได้เช่นเวลานี้ เวลามีผู้ป่วยเข้ามา หมอจะโทรฯ มาว่ามีเคสเข้ามาผมก็จะจัดเวลาเข้าไป ผมจะขับรถไปเองเราอาจจะไม่ต้องพูด แต่การที่เราเป็นอย่างนี้ บางทีเป็นมากกว่าเขา แต่เรายังมีชีวิตที่ดีได้ เวลาผมแนะนำให้เขาทำ เขาจะเถียงผมไม่ได้ว่า ทำไม่ได้ เพราะผมเป็นตัวอย่าง ผมก็จะถามว่าติดขัดตรงไหน ผมจะแนะนำให้แต่ปัญหาสำคัญคือ เรื่องของทัศนคติเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำงาน”
   “อย่าถามว่าคนพิการต้องการอะไร ต้องการเหมือนกับคนทุกคน หรือใช้หลักของมาร์ชโลว์ คือความต้องการทางด้านร่างกาย และความต้องการทางด้านจิต จนถึงการได้รับการยอมรับนับถือหรือสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทั่วไป แต่การที่จะให้ได้มานั้น อาจจะใช้วิธีพิเศษ แต่ไม่ใช่สิทธิพิเศษอย่างผมจะขึ้นมาข้างบนนี้ผมขึ้นบันไดไม่ได้ ผมต้องมีทางลาด เราก็เรียกร้องว่าสถานที่ราชการ ต้องมีทางลาด ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นวิธีที่ทำให้ผมขึ้นมาใช้สิทธิ ตราบใดที่ยัง
ไม่มีวิธีอื่นดีกว่า นี่เป็นสิทธิของผม”
   “อย่างเรื่องของรถไฟฟ้าเราก็เรียกร้องให้มีลิฟท์ เราใช้เวลา 5 ปี ได้ลิฟท์มา 3 ตัว ตอนนี้ปิดหมดเลย ลิฟท์ชำรุด ซึ่งผมก็บอกแต่ต้นว่า มันไม่ได้เฉพาะคนพิการ คนแก่ คนท้อง พระ แต่กลับมีข้ออ้างว่าคนใช้น้อย ก็เลยไม่ลงทุนให้ ผมมองว่าคนตั้ง 4 – 5 กลุ่ม ที่จะใช้หรืออนาคตวันหนึ่งคุณป่วย คุณไม่มีแรงขึ้น หรือมองว่าจะมีคนมาใช้กันหมด เรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความรู้กับคน ซึ่งคนดีๆ เขาก็จะรู้หน้าที่ของเขาเอง”
   “ปัจจุบันความรู้สึกพึ่งพา เพราะคนพิการมันมืดแปดด้าน คือมองไม่เห็นทางเลย เมื่อก่อนไม่มีทางลาด ผมมาทำงานไม่ได้ รถเมล์ก็ไม่รับ รถไฟก็ไปไม่สะดวก แท็กซี่ก็ไม่จอด ถ้าอย่างนั้น ฆ่าให้หมดประเทศไทยไปเลย ทุกวันนี้มันงอมืองอเท้าเพราะมันไม่มีทางเลย สภาพแวดล้อมและสังคม ทำให้เป็นอย่างนั้น เอาชนะความพิการเอาชนะได้แล้ว แต่เอาชนะอุปสรรคในสังคมไม่ได้ คนพิการก็เลยท้อถอย”
   “ผู้ใหญ่ในสังคมไทย ไม่มีใครพูดถึงเรื่องสิทธิของคนพิการ จะพูดแต่น่าสงสาร จะช่วยเหลืออะไรต่างๆ ไม่มีใครพูดถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิทางการศึกษามันหายไปไหน สิทธิในการเดินทางเสรีภาพต่างๆ มันหายไป ตรงนี้เป็นความคิดที่ต่างกันขององค์กรเพื่อคนพิการกับองค์กรของคนพิการ คนทำงานด้านองค์การเพื่อคนพิการเขาไม่คิดถึงเรื่องสิทธิและโอกาสไม่คิดว่าทำอย่างไรให้คนพิการเป็นอิสระอยู่กับตัวเองได้พัฒนาได้ เราไม่ได้อยากอยู่ในสถานสงเคราะห์ เราอยากจะอยู่ในสังคม”
   ประเด็นของการต่อสู้เรื่องสาธารณูปโภคเพื่อคนพิการสำหรับคนปกติ อาจจะไม่เห็นความจำเป็น บ้างก็มองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเป็นการบริการพิเศษสำหรับผู้พิการ แต่ที่จริงสิ่งเหล่านี้ คือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะต้องได้รับจากการบริการของรัฐ ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้จะสามารถเป็นจริง มีผลในทางปฏิบัติที่ยั่งยืนได้เมื่อไร นั่นเท่ากับจะบอกได้อย่างดีว่าคนในสังคมมองคนพิการอย่างไร
   และผลประโยชน์ เมื่อสังคมมอบโอกาสให้คนพิการได้เข้ามาร่วมใช้ชีวิตปกติร่วมกัน นั่นหมายถึง ผลผลิตมหาศาลของสังคม จะเพิ่มพูนขึ้นหากมีการลงทุนในเรื่องเหล่านี้
   “ถ้าคนพิการ มีโอกาสในการทำงาน มีโอกาสในการเดินทาง โดยรัฐช่วยเรื่องระบบสาธารณูปโภค เรื่องของภาษีรถเข็น เพื่อให้คนพิการเดินทางได้ ให้คนพิการมีโอกาสกลับมาทำงานได้ หรือบริษัทต่างๆ เปิดรับคนพิการให้ทำงานได้ คนเหล่านี้พึ่งตัวเองได้แล้ว ยังมีเงินเสียภาษี มันเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่เราไม่ทำอะไรเลย มันจะเป็นศูนย์หรือติดลบ เพราะการที่คนพิการหนึ่งคน มีญาติพี่น้อง ต้องมาดูแล ต้องจัดระบบสงเคราะห์มันเป็นการสูญเสียอีกเท่าไร ซึ่งในแนวทางของต่างประเทศเขาจะเน้นให้คนทุกคนต้องออกมาทำงานได้”
   และการสงเคราะห์ที่ผิดทาง หรือคิดเพียงให้เงิน หรือสิ่งของ ล้วนเป็นการสงเคราะห์ที่เป็นดาบสองคมที่คนพิการต้องการ ให้รัฐบาลต้องตระหนัก
   “ผมบอกว่ามีคนใจบุญของเรา วันเกิดก็เอาอาหารไปสถานสงเคราะห์ สถานสงเคราะห์คนพิการ แล้วก็เกิดกุศลจิตปลื้ม ผมบอกว่าคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง อาจจะไม่มีเงินเลี้ยงอาหารแต่ก็ไปซื้อถั่วให้ยีราฟ ซื้อกล้วยให้ลิงในเขาดิน เขาก็ปลื้ม แล้วมันต่างกันไหม ไม่ต่าง เด็กพิการเขาก็รอเมื่อไร จะวันเกิด ก็เกาะกรงรอคุณไปเลี้ยงเขาต้องมีมากกว่านั้น ต้องให้เขาช่วยตัวเองได้ เหมือนกับรัฐที่เวลาให้แล้วต้องมีการประเมินผล อย่าสักแต่ว่าให้ จะเป็นการทำให้คนพิการเสียนิสัยคิดว่า ของ่าย เขายังสงสาร ซึ่งเป็นการทำลายคนพิการระยะยาว เพราะฉะนั้นจะให้ก็ต้องให้เพื่อเป็นการเสริมทักษะเขา ไม่ใช่ให้ทาน ผมอยากเรียกร้องไม่ใช่ความสงสาร แต่ต้องการโอกาสที่เท่าเทียมอย่างฝรั่งเรียก Chance not Charity “ประเด็นเรื่องการจัดการทางด้านสาธารณูปโภคเพื่อคนพิการ แม้จะเป็นเรื่องของการยอมรับในหลักการ แต่การปฏิบัติยังคงขาดความต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นทางลาด ฟุตบาท การบริการคมนาคม ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องกระตุ้นเตือนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเหล่านี้คือ ภาพสะท้อนต่อปัญหาทางทัศนคติของคนปกติต่อผู้พิการ
   แต่ต่อพงษ์ก็ยังกล่าวว่า การเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ไม่ด้ำเพื่อตนเอง หรือผ้ำพิการ 5 ล้านคน แต่เพื่อพวกเราทั้งหมด เพราะไม่มีใครรู้ว่า วันข้างหน้าจะเป็นคุณรึเปล่าที่ชีวิตมืดเพราะการกระทำของสังคม
   “ตอนนี้เรากำลังพูดถึง society for all แต่สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นก่อน เราทำเพื่อทุกคนไม่ใช่เพื่อคนพิการ แต่เพื่อคนที่จะพิการต่อไปด้วย ลองตรวจดูอุบัติเหตุแต่ละครั้ง มีคนพิการกี่คน สิ่งที่เราทำเพื่อให้คนที่พิการหรือกำลังพิการเห็นว่า ความพิการไม่ใช่สิ่งน่ากลัว คนที่ประสบอุบัติเหตุพิการ อาจร้องไห้อยู่คืนสองคืน พอฝึกเสร็จมามีระบบการขนส่งมวลชน พร้อมไปทำงานได้เหมือนเดิม ความพิการก็ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป
   ตอนนี้คนพิการอาจจะเห็นว่าน่ากลัว ถ้าทำใจอย่างผมไม่ได้ก็จะรู้สึกว่ามันหมดไปทั้งชีวิตแต่ถ้าทำอย่างที่ผมพูดได้ เสียใจแป๊ปหนึ่ง ก็กลับเข้าสู่สังคมได้”

เสียงจากคนพิการ
   “คนพิการก็คือ คนธรรมดา อย่างที่ผมยกตัวอย่างของทฤษฎีของมาร์ชโลว์ มีความต้องการตอบสนองทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ เช่น เรื่องของความรัก ตั้งแต่ผมพิการผมก็เห็นคนพิการแต่งงานกันเป็นครอบครัวเยอะ เพราะผมพูดเสมอว่า รักได้ ชอบได้ แต่ต้องศึกษาเรื่องเพศเรื่องของคู่
   ก่อนพิการผมก็จะแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้แต่ง เพิ่งแต่งจริงเมื่อ 8 เมษายน 2535 แต่ก็เลิกกัน ส่วนแฟนปัจจุบันก็คือ คนที่ทำงานด้วยกัน ก็พยายามบอกเขาว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะคนปกติยังเลิกกันได้ แล้วทำไมคนพิการถึงเลิกไม่ได้เป็นเทวดามาจากไหน
   ผมอยากให้มองคนพิการเหมือนคนทั่วๆ ไป เพราะบางคนเห็นคนพิการกินเหล้าแล้วไปด่าเขา ขาผมเดินไม่ได้ก็ไม่ได้ใช้เท้าประคบแก้วเหล้ากิน สมองผมมีไม่ได้พิการ มันก็ต้องมีความอยาก อยากมี อยากเป็น ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนมีพื้นฐานอย่างไร คนชอบธรรมะก็ไปวัด คนชอบคาราโอเกะก็ไปร้องซิ มองคนพิการแล้วต้องมองอย่างนั้น ไม่ใช่ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เขามีความคิดความอ่านของเขา”
   การทำงานของต่อพงษ์ จึงต้องรวมถึงการทำงานเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนปกติพร้อมๆ กันไป

งานอนาคต
   หลังจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 คณะกรรมการ Franklin and Eleanor Roosevelt Institute และ World Committee On Disability ประกาศให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สนับสนุนการทำงานเพื่อคนพิการ โดยมีพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติ ที่มุ่งให้สิทธิและโอกาสในการรับการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางการแพทย์ การศึกษา อาชีพ และสังคม เพื่อให้คนพิการได้ทัดเทียมกับคนทั่วไปและไทยก็ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เมื่อ 3 ธันวาคม 2541
   สิ่งเหล่านี้คือชัยชนะในด้านนโยบายของคนทำงานเพื่อคนพิการโดยรวม เป็นเหมือนพันธะสัญญาในการดำเนินงานในอนาคต แต่การปฏิบัติเพื่อให้คนพิการได้รับสิทธิอย่างสมบูรณ์ดังประเทศพัฒนา จะต้องมีการกระตุ้นเตือนและการออกมาแสดงความต้องการอีกในอนาคต แต่พัฒนาการของระบบเพื่อคนพิการของไทย ก็ยังมีแสงสว่างที่รออยู่ปลายอุโมงค์
   “เดิมการทำงาน 100 ปีลงไป การทำงานเพื่อคนพิการเกิดจากจากค่านิยมความเชื่อดั้งเดิมคือ การช่วยเหลือในลักษณะมองว่าเป็นการให้ทานกับคนตกทุกข์ได้ยาก คนพิการไม่มีความสามารถทำกรรมเก่าไว้ ต้องมาชดใช้กรรม ไม่ได้มองถึงความสามารถของคนพิการ
   ต่อมาเริ่มมีระบบการจัดการเรื่องของสวัสดิการสังคมสงเคราะห์ แต่เรายังมองการสงเคราะห์ในลักษณะมีหน้าที่ให้มีการไปเยี่ยม การช่วยเหลือ หรือหน่วยบรรเทาทุกข์ ซึ่งมันต่างจากทฤษฎีของการสังคมสงเคราะห์
   เมื่อ 50 ปีหลัง มีแนวคิดเรื่องของการฟื้นฟูสมรรถภาพ คือ เริ่มเชื่อว่ามันน่าจะฟื้นฟูได้ในเมืองไทย เริ่มเมื่อเห็นว่าคนตาบอดในสหรัฐฯ เรียนหนังสือได้ความคิดคนจึงเริ่มเปลี่ยน
   “ปัจจุบันการทำงานเพื่อคนพิการของไทย ก็ยังคงเดิมตามแนวของสหประชาชาติ ถึงแม้จะตามหลังห่างบ้างชิดบ้างขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้นของแต่ละกลุ่มองค์กร แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะเป้าหมายของคนพิการที่ต้องการเห็นการจัดการและการบริการสังคมที่เป็นไป เพื่อคนในสังคมทั้งมวล หรือในนามของ Society For All เป็นสังคมที่คนปกติและคนพิการ จะได้รับการบริการและโอกาสที่เท่าเทียมเป็นสังคมที่ความพิการไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป
   ต่อพงษ์หรือพันโท ต่อพงษ์ กุลครรชิต แม้วินาทีนี้ เขาก็ยืนยันว่า ชีวิตของเขาหลังจากวันที่ 22 มิถุนายน 2529 เป็นชีวิตที่มีแต่ได้ เป็นชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมาย ตื่นเช้าทำงาน กลางวันต้องวิ่งรอกประชุม ให้สัมภาษณ์บ้าง กลางคืนทำงานเอกสาร เป็นความเหน็ดเหนื่อยที่เจ้าตัวน้อมรับด้วยความยินดี
   “ทางคริสเตียนมีคำกล่าวว่า พระเจ้าเลือกแล้วว่า ต้องเป็นคุณ เพราะเมื่อคุณพิการแล้ว คุณจะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะพระเจ้าเลือกแล้ว ไม่ใช่บังเอิญพิการ”
   เมื่อชีวิตนี้ แม้ไม่ได้เลือก แต่ก็ไม่ใช่ความบังเอิญ ชีวิตของเขา จึงไม่ใช้ชีวิตที่สูญเสีย แต่เป็นชีวิตที่เจ้าตัวให้ความหมายว่า ชีวิตเขาเป็นชีวิตที่มีแต่ได้ ได้ทั้งการยอมรับของคนพิการ และคนทำงานเพื่อคนพิการว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อคนพิการ ทั้งเรื่องของวัตถุและคุณค่าของจิตใจ และการให้โอกาสคนพิการในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งวัตถุจากมิตรมากมาย
   “ตอนรับราชการ ผมยังคิดเลยว่า ผมจะมีเงินซื้อรถเองได้รึเปล่า แต่ตอนนี้ผมมีรถซึ่งเพื่อนญี่ปุ่นเขาให้ผมไว้ใช้ เป็นรถที่ต้องมีการดัดแปลงให้เหมาะกับคนพิการ หรือเมื่อก่อนเดินไปไหนไม่มีคนมองผม แต่เดี๋ยวนี้หมายังเห่า... หรือถ้าผมเป็นคนปกติจะมีใครสนใจมาคุยหรือสัมภาษณ์ผม”
   สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เขายังเดินหน้าภารกิจเพื่อคนพิการอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมๆ กันพยายามดูแลรักษาสุขภาพของจนเองให้สามารถทำงานต่อไป เป็นช่วงเวลาของการต่อสู้ในฐานะผู้นำ เพื่อที่จะใช้ชีวิตให้ยืนยาว เพื่อที่จะเห็นความสำเร็จให้คนพิการได้เป็นคนปกติในสังคม
   “เรื่องเหนื่อย....ตื่นเช้าก็หายเหนื่อย เวลาที่เราเรียนในโรงเรียนทหารเขาจะสอนว่า คนที่มีอาวุธต้องเป็นคนที่มีวินัย คนที่จะเป็นผู้นำต้องสอบให้ผ่านวิกฤตความหิว ความเหนื่อย ความง่วง ถ้าเหนื่อยแล้วหยุด ง่วงแล้วหยุด หิวแล้วหยุด นั่นเป็นคนธรรมดาไม่ใช่ผู้นำ”



ชื่อจริง
พันโท ต่อพงษ์  กุลครรชิต
จุดพลิกผัน
ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายช่วงล่างได้
อาชีพก่อนจุดพลิกผัน
รับราชการทหารยศร้อยเอก
คำหล่อเลี้ยง
ต้องกล้าที่จะเปิดเผยและยอมรับความพิการของตนเอง
เพราะคนพิการก็คือคน
ความภูมิใจในชีวิต
นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย
เคลื่อนไหวต่อคณะกรรมการ Franklin and Eleanor Roosevelt
Institute และ World Committee On Disability
ประกาศให้ประเทศไทย
เป็นประเทศที่สนับสนุนการทำงานเพื่อคนพิการ
โดยมีพระราชบัญญัติ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534
ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่มุ่งให้สิทธิและโอกาสในการรับการ
ฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางการแพทย์ การศึกษา อาชีพ และสังคม
เพื่อให้คนพิการได้ทัดเทียมกับคนทั่วไป
และไทยก็ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เมื่อวันที่ 3
ธันวาคม 2541
[/font][/color]CD ต่อพงษ์ - คนพังกำแพง / Topong - An agent of change ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พันโท ต่อพงษ์ กุลครรชิต  หน้า 52 -  57
บันทึกการเข้า
snowball
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 140



เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2009, 07:03:24 PM »

นี่เป็นประสบการณ์การทดลองเล่นละคร "สถานการณ์จริง" หรือ เรียกว่า "ละครล่องหน" ร่วมกับผู้พิการ เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกในเรื่องการบริการของรถไฟฟ้า BTS ให้กับผู้พิการ ซึ่งมีอยู่ยี่สิบกว่าสถานนี แต่มีเพียง 5 สถานนีที่มีลิฟท์ไว้ให้บริการผู้พิการ

ศรชัย


"ชีวิตจริงซ้อมไม่ได้"
      
   "จิงรู้สึกว่า..มันอึดอัด หายใจไม่ออก อยากจะพูดตอบโต้กลับแต่มันพูดไม่ออก" จิง - ลูกศิษย์ของผมที่มหิดล - พูดสะท้อนให้กลุ่มฟัง เรามารวมตัวกันเพื่อพูดคุยกันก่อนที่จะอำลากันไป "ละครสถานการณ์จริง" (Invisible Theatre) ที่พวกเราร่วมมือกันทำได้ปิดม่านที่มองไม่เห็นของมันลง ผมรู้สึกเข้าใจในความรู้สึกของจิงที่พูดเรื่องนี้ กี่ครั้งที่คนเราอยากจะพูดอะไรออกไปแต่ไม่ได้พูด กี่ครั้งที่เราอยากจะแสดงอารมณ์บางอย่างออกไปให้คนอื่นได้รับรู้ กี่ครั้งที่เราอยากจะรักษาสิทธิของเราเวลาที่ถูกละเมิด แต่แล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไรเลยในสถานการณ์จริง เมื่อเรากลับไปบ้านเราได้แต่เฝ้าคิดว่าบางทีเราน่าจะพูดอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ แต่ให้ตายสิ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาคร่ำครวญ ก็เมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ปากเจ้ากรรมมันก็ไม่ยอมพูด ขาสั่นผับ ๆ หัวใจรู้สึกหวิว ๆ ลมหายใจติดขัด อนิจจา แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ผ่านเราไปต่อหน้าต่อตา! 
      
   เราทุกคนคือผลจากการบ่มเพาะอันยาวนานของครอบครัว สังคม และวัฒนธรรม ไม่น่าประหลาดอะไรเลยที่เราจะไม่ลุกขึ้นยืนหยัดบนสองขา แล้วพูดเพื่อตัวเอง ในเมื่อทั้งชีวิตเราถูกอบรมให้เป็นคนมีสัมมาคารวะ ให้ทำตัวเรียบร้อย อย่าพูดจาเสียงดัง เจอผู้ใหญ่ต้องยกมือไหว้ เวลาผู้ใหญ่ต่อว่าเราไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ห้ามเถียง เป็นเสียอย่างนี้แล้วเราจะไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน?  ในเมื่อเราไม่เคยขบถต่อขนบธรรมเนียมเลย เพราะเรากลัวว่าเราจะไม่ได้เป็น "คนดีที่หนึ่งเลย" การจะลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคม จึงต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเสียก่อนเป็นอันดับแรก ขบถต่อจิตใจอันป้อแป้ของเราที่มันไม่ยอมเอาไหนสักอย่าง
      
   ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมีท่าทีต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่าง หรือเป็นคนแข็งกระด้างก้าวร้าว ไม่ใช่ต่อต้านไปเรื่อย ต่อต้านเพราะมันสนุกดี มันไม่ใช่อย่างนั้น เคยมีใครสักคนพูดว่า "เราจะขบถกับอะไรก็ย่อมได้ แต่ขอให้รู้ก่อนว่าจะขบถไปทำไม?" การปฏิวัติจึงต้องเริ่มต้นที่หัวใจของเราเอง แต่เราจะปฏิวัติตนเองได้ บางครั้งเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่มีพลังพลิกเปลี่ยนชีวิตของเราได้ แต่จะทำอย่างไรเล่าในชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ ครั้งจะรอสถานการณ์เช่นนั้นให้มาถึงเราอาจจะตายเสียก่อน!! เราจึงต้องฝึกซ้อมเสียตั้งแต่บัดนี้  "ฝึกละครซ้อมชีวิต" คือแบบนี้ เพราะเราจะเปลี่ยนอนาคตของเราได้ เราต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน การรู้จักตัวเองไม่ใช่คิดเอาเองแล้วจะทำได้ เรารู้จักตัวเองผ่านการกระทำของเรา ทำแล้วรู้สึก รู้สึกแล้วทำ และนี่คือการเรียนรู้ที่ไม่มีใครคนไหนมาทำให้เราได้เลย อย่างกรณีของจิง จะให้จิงไปเรียนจนจบปริญญาเอกก็ทำไม่ได้ เพราะปริญญาเอกที่ใจยังไม่ได้ร่ำเรียน อย่าว่าแต่ปริญญาเอกเลยชั้นประถมเรายังร่อแร่ หลายคนสับสนเรื่องความคิดกับความรู้สึก บางคนคิดเยอะรู้สึกน้อย แต่จะไปบอกเขาอย่างไรต้องให้เจ้าตัวเขาพูดเอง

"จ๋าได้เห็นตัวเองเลยว่าเราเป็นคนที่คิดเยอะจริง ๆ พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นเรากลับไปคิดว่าทำไมไม่เข็นรถเข็นมา ทำไมแอ๋มถึงหายไปแล้ว เวลาเราคิดเยอะมันทำให้เราไม่ได้ act (แสดง)"

นักแสดง หรือ actor จึงไม่ได้คิดเวลาเล่น คิดเยอะทำให้ไม่ได้ทำ และเพราะคิดเยอะจึงทำไม่ได้ เพราะสถานการณ์จริงมันไม่มานั่งรอให้เราพร้อม เราต้องพร้อมเสมอ ตื่นเสมอ "ตื่นรู้" ไม่ใช่พูดกันเล่นโก้โก๋ เวลาทำจะทำกันอย่างไร? เมื่อต้อง ป.ฉ.ด. หรือ "ปะ ฉะ ดะ" เรายังยืนรับหมัดอยู่ตรงนั้นได้หรือไม่? ไม่ต้องมา "สีหนาทบันลือ" กันหรอกให้เมื่อยตุ้ม ในเมื่อเจอของจริงแล้วเราเซื่องยิ่งกว่าลูกแมว แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขา ลองฟังที่ต่ายพูดแล้วจะเข้าใจว่านักแสดงที่ดีเป็นกันอย่างไร "ต่ายรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับเราเล่นละครน่ะ มันเหมือนกับชีวิตจริง"
      
   ละครสถานการณ์จริงก็คือการตั้งคำถามว่า "จะเกิดอะไรขึ้น" (What if?) คือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ยอมจำนนกับสถานการณ์ ไม่ยอมจำนนกับชีวิต เกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วต้องพบว่าคุณเดินไม่ได้ตลอดชีวิต มีคนเมาแล้วขับมากมายที่เป็นอย่างนั้น แน่นอนพวกเขาย่อมเสียใจแต่อะไรทำให้คนเหล่านั้นไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นสู้และมีชีวิตต่อไปทั้ง ๆ แบบนี้ หรือชีวิตมีความหมายมากกว่าสิ่งที่ตาเรามองเห็น การเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเรา แต่ "จะเกิดอะไรขึ้น" ถ้าหากคุณเดินไม่ได้ จะปวดใจขนาดไหนถ้าหากคุณต้องฉี่รดที่นอน หรือถ่ายรดที่นอน โดยที่ยังไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นจนกระทั่งสองสามชั่วโมงต่อมา หัวใจของคุณรับเรื่องแบบนี้ได้ไหม
      
   ในวันนั้นที่พารากอน พวกเราพยายามไปสร้างสถานการณ์บางอย่างเพราะเราอยากศึกษาว่า "จะเกิดอะไรขึ้น" ถ้าหากผู้พิการที่อยู่บนรถเข็น 4 คัน ต้องการขึ้นรถไฟฟ้า BTS เพื่อไปลงที่อนุสาวรีย์ชัยซึ่งไม่มีลิฟท์สำหรับขึ้นลง เราอยากจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ของเจ้าหน้าที่ของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นบ้าง แล้ววันนั้นเราก็ได้คำตอบบางอย่างกลับไปครุ่นคำนึงในใจของเราทุกคน ถามว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่ เราเขยื้อนสังคมตรงไหนในเมื่อการกระทำของเรามันดูน้อยนิดเสียเหลือเกิน ผมตอบไม่ได้ แต่ผมมีความเชื่อว่าทุกสิ่งที่อย่างที่เราทำด้วยเจตจำนงที่เข้มข้นของเรา จะส่งผลไป "หยิก" จักรวาลให้ได้เจ็บ ให้ได้คัน เรากำลังกวน (disturb) ระบบ เพราะระบบจะไม่เปลี่ยนถ้าเราสั่งให้มันเปลี่ยน แต่ระบบชีวิตจะเลือกเฟ้นข้อมูลและส่งต่อความหมายที่ระบบเห็นว่าควรคู่แก่การวิวัฒนาของมัน แล้วพอถึงเวลามันก็เปลี่ยน ทีนีใครจะไปรู้ว่ามันเกิดขึ้นที่ตรงไหน? ไถ่ ติช นัท ฮันห์ เล่าว่าครั้งหนึ่งท่านเห็นใบไม้ใบหนึ่งหล่นอยู่ใต้สระน้ำใส มันเป็นใบไม้ที่มีความงดงามแปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านจึงใช้กิ่งไม้ที่ตกอยู่ตรงนั้นพยายามจะเขี่ยใบไม้นั้นขึ้นมา แต่กิ่งไม้นั้นสั้นเกินไป ท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงได้แต่แกว่งกวนไม้ไปมา ใบไม้ก็ยังคงอยู่ ณ จุดเดิม ต่อมาท่านจึงล้มเลิกความตั้งใจเดินไปเสียที่อื่น กระทั่งได้เดินกลับมาที่สระน้ำนั้นอีกครั้งหนึ่งท่านต้องประหลาดใจเพราะใบไม้ที่เคยนอนนิ่งอยู่ใต้สระบัดนี้ได้ลอยขึ้นมาอยู่บนผิวน้ำ ให้ท่านเอื้อมมือไปหยิบจับได้อย่างละมุนละม่อม การจะเปลี่ยนระบบ เราต้องใช้ความละมุนละม่อม เพราะหากเราใช้ความรุนแรงกับระบบ ระบบจะตอบโต้กลับอย่างรุนแรง เพราะระบบมีธรรมชาติเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มิฉะนั้นก็คงไม่เรียกว่าเป็นระบบ
      
   เหตุการณ์ในวันนั้นเราส่งผ่านความหมายบางอย่าง อย่างน้อยย่อมสะกิดใจนายสถานนีผู้นั้นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เรากำลังทำงานกับใจของคน เป็นงานชิ้นเล็กที่ต้องตัดให้พอดี เป็น Tailor Made ความหมายนั้นย่อมแทรกซึมเข้าสู่ใจของเขา แล้วเขาเป็นใครเขาเป็นเพียงลูกจ้างที่รับเงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่ใช่ใครอยู่เบื้องบนที่จะสั่งการได้ แต่เราไม่สนเพราะในแง่หนึ่งเขาเป็นคน คนย่อมต้องสื่อสารกับคน หากเรื่องนี้กระทบกับจิตใจเขาจริง ๆ เขาย่อมสื่อสารกับคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งต่อไปเรื่อย ๆ และนั่นต่างหากคือการทำงานที่แท้จริงของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเสนอของสื่อกระแสหลัก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการนำเสนอนั้นด้วย
      
   ละครที่มองไม่เห็นจบลงไปแล้วแค่เพียงกระพริบตาเท่านั้น แต่ผมพร้อมแล้วสำหรับครั้งต่อไป เอ้า..ใครจะไปยกมือขึ้น.


ส่งเดช จำนรรจา
10 เมษายน 2552
      
--------------------------------------------------------------------------------------------

'ละครล่องหน' : เมื่อวงล้อ ปะทะ มนุษย์ล้อ
8:37 12/2/2552

         การพบปะกันครั้งแรกเพื่อทำละคร 'ล่องหน' ก็เกิดขึ้น กลุ่มผู้พิการมาจากเมืองนนท์ 5 คน ทำให้ห้องของพี่โด่งคับแคบไปถนัดตา เกิดความฉุกละหุกเล็กน้อยเพราะที่พักของพี่โด่ง 'ที่พักข้าราชการศาลสถิตยุติธรรม' ไม่มีทางลาดเอนให้กับพี่ๆน้องๆมนุษย์ล้อ ต้องมีการยกขึ้นลงโดยความช่วยเหลือของรปภ. แต่ก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น
         
         ผมเกริ่นนำให้พวกเขาฟังเล็กน้อยเกี่ยวกับละครของผู้ที่ถูกกดขี่ และละครล่องหน (Invisible Theatre) จากนั้นมีการแนะนำตัวกันสั้นๆ ผมนึกในใจว่าถ้าหากจะตั้งวงสุนทรียสนทนาให้กับผู้พิการนี่จะ้ต้องใช้อะไรมั่ง พื้นที่เป็นสิ่งที่ต้องเข้ามาเกี่ยวอย่างแน่นอน การเดินทางขึ้นลงลิฟท์ก็ไม่ค่อยสะดวก และนี่มากันเพียง 5 คน ถ้าหากมากัน 20-30 คนจะเกิดปัญหาในทางโลจิสติกส์ขนาดไหน พวกเราทานข้าวกันไปคุยกันไป พี่เหน่งบ่นกระปอดกระแปดเรื่องการลงโทลเวย์ผิด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของผมเองที่บอกทางไม่ได้เรื่องนัก ภาพเธอเดินเข้ามาในห้องหอบกระเตงถุงข้าว ถุงอาหารมาหอบใหญ่พะรุงพะรังยังติดตาผมอยู่ ดูเธอเป็นผู้หญิงที่มีพลังเต็มเปี่ยมจริงๆ น้องบอลติดตามเข้ามาทีหลัง ส่วนยุ่งได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์โดยการเสริฟข้าว เสริฟน้ำเป็นที่น่าเอ็นดูของคนหลายๆคน ก่อนที่จะแว่บไปนั่งทำรายงานซึ่งได้ข่าวว่ามีเยอะมาก
         
         หลังทานข้าวจ๋าเสนอให้ย้ายไปชั้นสาม ผมเห็นด้วยเพราะพื้นที่ในห้องคงไม่เพียงพอให้เราทำอะไร ชั้นสามเป็นที่ว่างๆโล่งๆคล้ายจะเก็บเอาไว้เป็นห้องอาหาร หรือห้องกิจกรรมบางอย่าง แต่เนื่องจากวันนั้นอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว เราทำกิจกรรมกันไม่เท่าไรก็เหงื่อซึมกันเป็นแถว ในที่สุดก็ต้องย้ายออกมาใช้บริเวณสระน้ำ การทำงานกับผู้พิการทำให้ผมต้องเปลี่ยนวงจรสมอง ปรับความคิดใหม่เกี่ยวกับการฝึกซ้อมละคร เพราะเกมส์และแบบฝึกหัดเพื่อฝึกทักษะละครที่มีอยู่ในมือมากกว่าครึ่งกลับใช้ไม่ได้เสียแล้วกับผู้พิการ ผู้มาถึงบางอ้อว่าเกมส์ที่ผมใ้ช้งานอยู่เป็นประจำนั้นมันไร้ประโยชน์จริงๆเมื่อมาทำงานกับคนพิการ สมองหมุนติ้วเพื่อค้นหาเกมส์บางเกมส์มาเล่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันก็ฝึกทักษะละครไปด้วยในตัว จะว่าไปเป็นกระบวนการที่ย่นย่อที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลยทีเดียว แต่เล่นเกมส์ไปไม่เท่าไร หลายคนเริ่มหมดแรงกันเสียแล้ว เพราะพึ่งทานข้าวกันมาอิ่มๆและผ่านวันที่แสนจะหนักหนา กลุ่มเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกนิดเมื่อเราเริ่มทำแบบฝึกหัด "ใช่... และก็" กับ "ใช่...แต่ว่า" แต่ก็ไขก๊อกกันอีกครั้งเมื่อมาฝึกละครภาพนิ่ง ผมพยายามดึงเข้าไปสู่ Improvisation จากภาพนิ่งแต่ยังทำได้ไม่เนียนนัก เพราะเป็นการกระโดดก้าวที่เร็วจริงๆ
         
         ผมเห็นว่าถ้าเล่นเกมส์่ต่อเห็นจะไปได้ยาก เลยลองให้มาสร้างบทกันดู น้องเล็กเป็นอาสาสมัครที่จะขึ้นรถ BTS โดยบอกเล่าประสบการณ์ในการรอคอยรปภ.มาเปิดลิฟท์ ซึ่งนานมากและได้รับการบริการแบบที่เสียไม่ได้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจากเรื่องจริงจึงให้เธอเล่าและลองด้นสดกันที่ฉากนั้นเลย ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ อาจารย์ตั๋นและผู้พิการคนอื่นๆช่วยเสริมบท เสริมมุมมอง ทำให้บทมีความรุ่มรวยลึกซึ้งมีแง่มุมมากขึ้น การทำงานกับบทแบบนี้ง่าย เพราะทุกคนช่วยกันระดมความคิด ระดมประสบการณ์ สักพักบทที่น่าสนใจก็ค่อยๆเผยออกมาเอง เราทำกันไปถึงการเพิ่มความขัดแย้งเพื่อดึงความสนใจของคนดู และประเด็นการชักพาให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม เหน่งกับแอ๋มช่วยเข้ามาแจมทำเป็นผู้โดยสารที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ทำให้พวกเราเห็นภาพของสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
         
         เราซ้อมกันจนถึงสามทุ่มครึ่งและได้เวลาแยกย้าย ผมรู้สึกดีที่ได้ทำงานร่วมกับผู้พิการเป็นครั้งแรก รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะได้รับบทเรียนสำคัญอะไรบางอย่าง ได้เชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนกลุ่มวงล้อแบบเอาตัวมาอยู่ร่วมแทนที่จะ email หากันเพียงอย่างเีดียว ยูทักว่าผมเปลี่ยนแปลงไปผอมขึ้น ดูเป็นศิลปินมากขึ้น ผมรู้สึกดีที่ได้เห็นสาวๆกลุ่มวงล้อล้อมวงทานข้าวกันตอนสี่ทุ่มในบรรยากาศที่อบอุ่น พี่โด่งเจ้าของห้องดูเป็นพี่สาวที่มีความเมตตากรุณาให้กับน้องๆทั้งหลาย เสียดายเอ๋อไม่ได้มาด้วย จบบันทึกเพียงเท่านี้.
         
         
      
      
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2009, 01:02:19 AM »

ขอบคุณ Snowball ศรชัย ที่มีเรื่องเกี่ยวกับคนพิการมาเล่าสู่กันฟังด้วย

เราคุยกับเพื่อนคนพิการคนหนึ่งเกี่ยวกับคนพิการอีกคนหนึ่งที่เพื่อนรู้จัก แต่เรารู้ผ่านเพื่อนเท่าที่เพื่อนบอก เขาอยากใช้ชีวิตอิสระโดยมีคนอื่นช่วย เขาขยับมือแลเท้าไม่ได้กินข้าวเองก็ไม่ได้ แต่คนที่เข่ามาช่วยส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่นานนัก อาจเพราะทนสิ่งต้องทำ และกฎเกณฑ์ที่คนพิการที่ถือตัวเป็นนายจ้างกำหนดขึ้นมา คนหนุ่มคนสาวอยากมีเวลาคุยเท่ยวกับแฟนไปทำอะรต่อมิอะไรตามใจชอบบ้าง คนที่มีอายุหน่อยที่ไม่ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานก็ไมค่อยจะมีแรงมากนัก แต่ละคนจึงอยู่ได้ไม่นาน ที่แย่ปกว่านั้นเขาทะเลาะกับแม่ของเขา แม่ไล่เขาออกจากบ้าน เมื่อเป็นแผลกดทับมากหลังจากพาส่งโรงพยาบาลแล้ว พ่อแม่พี่น้องก็ไม่ไปดู มีเพื่อนคนพิการไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว เขาก็ขอให้เพื่อนช่วยหาผู้ช่วยคนใหม่ แต่เพื่อนก็ไม่สามารถหาให้เขาได้ เราเสนอเพื่อนเราไปว่างั้น....ก็ให้เขาติดต่อศูนย์การดำรงชีวิตอสระ(Independet Living Center : ILC) ของคนพิการที่อยู่ใกล้บ้านดูสิ  เพื่อนบอกว่าเขารู้จักกัน แต่ผิดใจกันไปแล้ว ก็บอกให้เพื่อนทำใจ  ต่อมาได้ข่าวว่าอยู่โรงพยาบาลนานจนทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอให้กลับบ้านเพราะอากรดีขึ้น เขาไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านแม่ได้เพราะแม่ไม่ยอมรับ เขาจะกลับบ้านตัวเองก็ยังไม่ได้เพราไม่มีคนช่วย
มีการติดต่อไปหาน้องชายของเขาที่กรุงเทพ จนหาทางออกได้โดยการส่งเข้าสถานสงเคราะห์ฯ ใกล้บ้าน  แต่เขาก็ยังไม่สบายกายและไม่สบายใจในเมื่อมีเจ้าหน้าที่ 3 คนดูแลคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถึง 9 คน  3:9 หรือ 1:3 อาจจะดูเหมือนไม่เท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีการเข้าทำงานพร้อมกันครั้งละ 3 คน ก็คงอึดอัดกันทั้งฝ่ายที่เป็นผู้ดูและและรับการบริการ เขาก็ให้เพื่อนหาผู้ช่วยอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกซึ่งเพื่อนก็ไม่สามารถหาคนที่มีคุณสมบัติตามอย่างที่เขาต้องการได้แม้จะลดเงื่อนไขลงไปแล้ว
ข่าวล่าสุดคือมีคนอาสาไปดูแลเขาแบบตกลงกันได้ โดยมีการแบ่งเวลาก็คงรอดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร..


เราเคยไปพักกับเพื่อนคนพิการที่คล้ายเขา มีงานทำมีเรื่องที่จะต้องเดินทางอยู่เสมอๆ ต้องมีผู้ช่วยเกือบตลอดวันและคืนนทุกวันและทุกคืน มีปัญหาเรื่องความไวต่ออุณหภูมิ(ร้อนง่าย/หนาวง่าย คล้ายกับเรา)ก็มีปัญหาคล้ายเขาคนนั้นที่ฝึกคนแล้วคนเล่าก็อยู่ไม่นาน คนที่ยู่นานที่สุดอยู่ได้เป็นปีแต่ในที่สุดก็มีเหตุให้ต้องจากกัน และจ้างพี่เลี้ยง/ผู้ช่วยดูแลจากบริษัทเอกชนที่ทำตัวเป็นแค่นายหน้า รับเงินจากคนพิการที่ว่าจ้างแล้วส่งคนไปอยู่ด้วย ก็มีปัญหากันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ยังดีที่มีเพื่อนๆหลายคนช่วยดูแลและทางครอบครัวยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่

จริงๆแล้วเราจำได้ว่าเคยมีการจัดประชุมสัมมนาที่มหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับความต้องการของคนพิการที่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือหรืออะไรประมาณนั้นเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโรงเรียนสอนผู้ที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือ-ดูแลคนพิการอย่างมืออาชีพ เคยได้ยินว่าศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทางการแพทย์แห่งชาติจะรับเป็นเจ้าภาพก็หายเงียบไป
ทางกระทรวงพัฒนาสังคมทำโครงการนำร่องการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน (Community Based Rehabilitation for the Disabled – CBR)  ตอนี้มีข่าวว่าทางรัฐจะจ่ายเงินให้คนพิการ-คนชรา ผลักดันการลดหย่อนภาษีให้กับคนที่เลี้ยงดูคนพิการ(ซึ่งถ้าเป็นครอบครัวที่มีรายได้น้อยแล้วเท่ากับไม่ได้สิทธินั้นไปเพราะรายได้พวดเขาไม่มากพอที่จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคลอยู่แล้ว) ส่วนใหญ่ก็สามารถดูแลได้ในรายที่พิการไม่มากนัก หนำซ้ำยังเป็นการใช้คนซ้ำซ้อนกันในหลายงานหลายกระทรวงอาสาสมัครแต่ละคนจึงมีหน้าที่ล้นมือ(ซึ่งอาจต้องหาวิธีการกระจยงานออกไปยังคนที่ยังว่างงานอยู่?) ในรายที่พิการมากและยากจนยังเป็นปัญหาของครอบครัวต่อไปแม้บางคนอาจได้เบี้ยงยังชีพคนพิการเดือนละ 500 บาทตลอดชีวิต ที่คอยไม่ไหวตายไปก่อนก็มี
ส่วนเรื่องการจ้างพี่เลี้ยง/คนดูแลคนพิการรายหนักหรือระดับสูงนั้นและไม่สูงนัก ที่อยู่ใต้กฎหมายการว่าจ้างงานที่ถูกต้องเป็นของกระทรวงแรงงาน ส่วนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายยังไม่มีกระทรวงใดเป็นเจ้าภาพ ยังต้องร้องเรียนสำนักงาน/คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีงานล้นแล้วล้นอีก จนแทบนึกไม่ออกว่าควรจะทำเรื่องไหนก่อนดี และไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ซึ่อาจต้องหันไปหามมูลนิธิเพื่อนผู้บริโภคซึ่งงานเข้าล้นหลาม จนต้อง...

แต่ตอนนี้กลับมีข่าวออกมาว่าทางรัฐจะแจกเงินให้คนพิการทุกคนเดือนละ 500 บาทเท่าเทียมกันทุกคนไม่ว่ามีรายได้มากหรือน้อยหรือไม่มีรายได้เลยก็ตาม ซ้ำยังมีผู้นำคนพิการบางวคนออกมาเรียกร้องและสนับสนุนด้วย เราก็เป็นงงสิว่ารัฐบาลจะเดินแนวนโยบายแบบไหนกันแน่ จะช่วยเหลือคนพิการอย่างจริงจังหรือจะซ์อเสียงคนำพิการทั่วประเทศโดยใช้รายได้ของรัฐ-จากภาษีซึ่งก็ลดให้กลุ่มโน้น กลุ่มนั้น จนแทบจะเก็บภาษีไม่ได้อยู่แล้ว

ในตัวเมืองบางแห่งเริ่มเห็นว่ามีการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและทุกคนมาขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนที่ได้มาตรฐานก็กลับไปอยู่ในจุดที่แทบไม่มีคนพิการไปใช้ สร้างให้เห็นว่าฉันทำให้แล้วนะ แถมหลายแห่งยังได้รับรางวัลจากกรมอนามัยอีกด้วย ส่วนทางเท้านั้นส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้าแม่ขาย คนนั่งรถเข็นแทบไม่มีสิทธิใช้ทางเท้าได้ ทางเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด อบต. และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่มีหน้าทีดูแลให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวของปฏิบัติตามกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบของทั้งกระทรวงพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงมหาดไทย และดำเนินปฏิบัติ ส่วนใหญ่ไม่ก็ทำราวไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ เสียดื้อๆ แต่เข้าใจความจำเป็นขอผู้ดำเนินธุรกิจประดับยนต์/เครื่องเสียงรถยนต์เป็นนอย่างดีโดยทำทางลาดเอียง(Ramp/Slope) น่าชมเชยของเจ้าของกิจการดังกล่าวแต่คนพิการไม่มีสิทธิไปใช้นะ ถ้าไม่ใช่ลูกค้าของร้านผู้ดำเนินธุรกิจประดับยนต์/เครื่องเสียงรถยนต์   ก็เข้าใจการออกแบบของคนที่อ้างว่าทำงานระดับสหประชาติที่จ้างมาออกแบบระดมความเห็นคนพิการไปแล้ว 4 - 5 ปี สักเอาแต่ว่าก็นมีตัวแทนไปร่วมแสดงความเห็นแล้วไงจะเอาอะไรอีกล่ะ? เอาใจ(อดีต)หัวหน้าหัวโจกจนไม่กล้าหือแล้ว ก็น่าจะจบแล้ว ไม่มีคนอื่นกล้าหือหรอก... องค์กรคนพิการก็ไม่เห็นเคลื่อนไหวว่ายังไงเลยทั้งนระดับประเทศ ระดับภาค แม้แต่ระดับจังหวัด ทำได้กะแค่มีกฎหมายไว้ให้เป็นที่หัวเราเยาะของบางคน

มิหนำซ้ำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ยังกล่าวถึงการมอบเงิน 2,000 บาท ให้คนตาบอดคนหนึ่ง? ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งว่าไม่เป็นความผิดตามกฎหมายเพราะคนตาบอดไร้ความสามารถและไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบันนี้ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุย์ ในประเทศไทยซึ่งรวมถึงเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการด้วย  ซึ่งคนตาบอดก็ถือเป็น 1 ใน 5 ประเภทความพิการที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2534/2537 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเห็นด้วยกับที่ทางนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้แจ้งความกับรัฐมนตรีคนดังกล่าวแล้ว

"ชีวิตจริงซ้อมไม่ได้" อาจมีความเป็นไปได้ และอาจมีความเป็นไม่ได้ด้วยเช่นกัน เพราะบางคนซ้อม-เตรียมตัวทีจะเป็นคนตาบอด ซ้อมที่จะเป็นคนหูหนวก ซ้อมที่จะเป็นคนเดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ ขยับมือขยับเท้าไม่ได้สัก 5 นาทีขึ้นไปในสถานที่สาธารณะซึ่งเคยมีการดำเนินการไปบ้างแล้วในบางจังหวัด แต่สำหรับคนที่จะอยู่นานอาจนานมากจน.. เดินไม่ไหว หูไม่ได้ยิน ตามองไม่เห็น ลุกขึ้นไม่ไหว กินอาหารเองไม่ได้ อาจจะได้นึกเสียดายในภายหลังว่า "ชีวิตจริงซ้อมได้" แต่จะซ้อมหรือไม่ก็เท่านั้นเอง หลายคนที่พิการภายหลังมักคิดว่า"ชีวิตจริงซ้อมไม่ได้" หรือ "ชีวิตจริงไม่ควรซ้อม" หรือ "ชีวิตจริงซ้อมได้แต่ก็ไม่เหมือนจริง" ก็เลยต้องเล่นการสดๆ แบบไม่อ่านบทแล้ว 

วันนี้ถือหนังสือประวัติของพี่ต่อไปว่าจะอ่านต่อ... แต่เห็นเรื่องลงมือทำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่นั่งรถเข็นจากวัสดุ(กับ ตะปูที่ต้องไปซื้ออีก 5 บาท) ที่มีอยู่ที่บ้านของพ่อแก่แม่ชรา ต่อที่ทำไว้พอใช้ได้ให้สมารถใช้ได้ดีอีกหน่อย ลดความเสี่ยงที่จะร่วงลงอีกนิดจากการใช้งานจริงคราวก่อนที่ยัสดุดอยูบ้าง การทำงานภายใต้ข้อจำกัดไม้ซื้อ ใช้ได้ดี ไม่แพง สะดวกไม่เกะกะ และถูกใจ นั้นเป็นไปได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะผู้มีอำนาจมหาศาลที่มีในตัวทุกคนเบ่ง ออกมาเป็นเสียงว่าสิ่งที่ข้าสะดวกสบายดีอยู่แล้วไม่ควรที่ผู้ใดจะแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลง
ตัวตนของผู้มีอำนาจมหาศาล ต้องฟังข้าพูด และห้ามเถียงเด็ดขาด เพราะข้าถือปืนอยู่ในมือ(เอ๊ยไม่ใช่ นั่นมันในหนัง เมล์รกหมวยยกล้อ ที่เพิ่งเอามาดูอีกครั้ง) เพราะข้ามีอำนาจที่มิให้ใครบังอาจล่วงเกินด้วยวาจาได้
ข้าฯ จึงบอกกับตัวตนของผู้มีอำนาจมหาศาล นั้นไปว่าถ้าอยากให้เป็นเช่นนั้น ท่านก็ไปพูดกับพระอิฐพระปูนเถิด แล้วท่านจะสมหวังที่จะไม่มีคำโต้เถียงกลับมายังท่านอีก โกรธ
หรืออาจยังมีได้อยู่อีกล่ะเนี่ย? ตกใจ อายจัง

โดยส่วนตัวเราแล้วคนพิการต้องการเหมือน เอ๊ย..คล้ายๆ ผู้ที่กำลังจะพิการ ตกใจ(สำนวนพี่ต่อ ต่อพงษ์ กุลครรชิต เคยใช้อยู่)นั่นแหละ คือ ให้ดำรงชีวิตได้อย่างไม่ลำบากจนเกินขีดจนกลายภาระของคนอื่นมากจนเบื่อ จนบ่น จน..ตัวตนของผู้มีอำนาจมหาศาลออกมาทำงานอีก (อาจเป็นเพราะช่วงนี้เอาแผ่นเพลงเบื่อคนบ่น ของธเนศ วารกุลนุเคราะห์ ชุดแดนศิวิไล กลับมาเปิดฟังอีกหลังจากไม่ได้ฟังมาสิบกว่าปีแล้ว[/size]
...ไม่น่าเลยเรา [/color] โกรธ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2009, 04:33:08 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
nwdpd
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60


อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2009, 04:30:39 PM »

มีรายงานเรื่อง ปฏิบัติการขึ้นรถเมล์เฮฮา หรือ น้ำตาตก โดยทีมดีพีไอเอพี‏.DPI/AP - องค์การคนพิการสากลประจำภูมิถาคเอซียแปซิฟิค ( ที่อยู่ใหม่... 92 ซอย ราชครู  ถนนพหลโยธิน 5   แขวงสามเสนใน เขตพญาไท  กรุงเทพมหานคร  10400 )

รายงานเรื่อง ปฏิบัติการขึ้นรถเมล์เฮฮา หรือ น้ำตาตก
เมื่อวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ เป็นวันแห่งการบันทึกประวัติศาสตร์ไทยอีกครั้ง เรื่องการยื่นฟ้องอุทธรณ์ กรณี
รถไฟฟ้า BTS เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. ทีมงานดีพีไอ และอาสาสมัคร กว่า ๒๗ ชีวิต ซึ่งพวกเราใช้ชื่อ ดีพีไอและเหล่ามวล
มิตรภาคประชาชน เริ่มต้นการเดินทางด้วยเท้าออกจากสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เลขที่
๙๒ ซอยราชครู มุ่งหน้าสู่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ระหว่างทางชาวบ้านก็ดูตื่นเต้นที่เห็นคนพิการออกมา มีคำถามของชาวบ้านร้าน
ตลาดอย่างไม่ขาดสาย เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์ พวกเรารอสื่อจากทางบางกอกโพสต์ และไทพีบีเอส สักพักหนึ่งเมื่อสื่อเดินทาง
มาถึง เราก็เริ่มกระบวนการตามแผนที่วางไว้ ทีมงานเราแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่ ๑ มีคุณผักกาด โพธิ์ศรี คุณอาภาณี มิตร
ทอง(นก) คุณก่อง จากเอพีซีดี คุณขวัญฤทัย (เจี๊ยบ) พร้อมทั้งทีมอาสาสมัคร นำโดยพี่วัน คุณเฮนนิ่ง และน้องๆนักศึกษาจาก
ธรรมศาสตร์อีก ๕ ชีวิต ส่วนกลุ่มที่ ๒ มี คุณสว่าง คุณสุรีพร(ตั้ม) และคุณแขก ทีมอาสาสมัครนำโดยน้องเอ๊ะ และน้องๆ
นักศึกษาจากมหาลัยราชภัฎสวนดุสิต อีก ๖ ชีวิต และกลุ่มที่ ๓ เป็นทีมจาก Change Together Mission นำโดยคุณน้ำพุ คุณเอ๋
และทีมผู้ช่วยคนพิการพี่กัน บ๊อบบี้ พี่อิด แต่วันนี้มาเป็นอาสาสมัคร “ชีวิตเพื่อชาติ หัวใจเพื่อคนพิการ” ซึ่งรออยู่ที่ป้ายรถเมล์
ถนนแจ้งวัฒนะ และคุณเจี๊ยบที่อาสาเป็นสารถีขับรถตู้นำมาก่อน เพื่อมาเตรียมเสบียงสำหรับกำลังพลของพวกเรา เหตุการณ์ใน
วันนั้นฝนตกหนักมาก จนเวลาเกือบเที่ยง พอฝนเริ่มซาลง พวกเราก็เริ่มปฏบัติการ
กลุ่มที่ ๑ ออกเดินทางมุ่งหน้ามายังถนนแจ้งวัฒนะ ด้วยรถ ๑๖๖ สีแดง (รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน) เพื่อมุ่งหน้าสู่
แจ้งวัฒนะ และเปลี่ยนสาย ๕๒ เพื่อเดินทางต่อไปยังศาลปกครอง สามสาวสวยบนวีลแชร์ขึ้นรถมาโดยมีทีมอาสาสมัครช่วย
บ้างก็อุ้ม บ้างก็ยก บ้างก็แบกกันขึ้นรถก็มี เป็นภาพที่น่าตื่นเต้นตาตื่นใจสำหรับประชาชนที่พบเห็นและผู้โดยสาร ทำให้รายการ
สถานีประชาชน และหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่มาเก็บภาพได้ภาพที่สวยงามไปตามๆกัน
รายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณผักกาด (กลุ่ม ๑)
คณะของเราทีมดีพีไอและเหล่ามวลมิตรภาคประชาชนตื่นเต้นมากกับการเตรียมตัวขึ้นรถเมล์ก่อนหน้านี้พวกเรา
เตรียมงานโดยมีการโต้ตอบกันผ่านทางเน็ตเพื่อเตรียมในการปฎิบัติการที่ต่อไปพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสต์
ทางการเปลี่ยนแปลงใหม่ของสังคมและแล้วเวลาของการเริ่มเดินทางก็มาถึง ดังนั้นคณะของเราจึงมีผู้กล้าได้แก่มีคุณผักกาด มี
คุณนก มีคุณก่อง มีคุณเจี๊ยบ (คุณเจี๊ยบได้ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อจัดเตรียมอาหาร เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง) เรามี
อาสาสมัครที่มาร่วม ในครั้งนี้ คือ พี่วัน แฮนนิ่ง น้องฝ้าย และน้องๆนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น้องเทียน น้องเชอ
รี่ น้องพัฒ น้องเบียร์ น้องศิ พร้อมออกจากสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ๙๒ ซอยราชครู มุ่ง
หน้าสู่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ "ปฏิบัติการ - ขึ้นรถเมล์ฮาเฮ หรือน้ำตาตก" แต่ในเวลานั้นฝนก็ตกลงมาโปรยปรายมาแทนเหมือน
น้ำตาฟ้าช่างเป็นใจมากๆ กำลังเซียร์ว่าสู้ๆนะลูก (เข้าข้างตัวเองอ่ะค่ะ) การเปลี่ยนแปลงใหญ่ใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว ในไม่ช้านี้ผ่าน
ทางตัวคนพิการที่สังคมเคยมองว่าทำอะไรไม่ได้...สู้ๆเพื่อคนพิการรุ่นหลัง ตลอดเส้นทางมีสายตามากมายที่มองพวกเราอยู่ ทั้ง
สงสัยทั้งอยากรู้ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้บอกกับทุกคนให้รู้ว่าเราจะไปขึ้นรถเมล์ ขณะที่เรามาถึงสาย ๑๖๖ ผู้คนมากมายกรู
กันเข้าไปขึ้นจนทำให้เราไม่ได้ขึ้นทันที เมื่อสาย ๑๖๖ มาใหม่ น้องๆอาสาสมัครจึงได้ไปบอกทั้งคนขับ และขออนุญาติจากทุก
คนขอให้วิลแซร์ขึ้นด้วยเริ่มด้วยการพาเพื่อนของเรา เป็นภาพที่หลายคนมองนิ่ง บ้างก็อยากเข้ามาช่วยแต่คนของเราแม้ว่าจะมี
อาสาใหม่ก็สามารถช่วยได้ทันไม่แพ้อาสาที่ทำงานมานานเลย เมื่อได้ขึ้นไปนั่งแล้วเราจึงขออนุญาติพ่อแม่พี่น้อง และให้คุณ
ก่อง จาก APCD ช่วยอ่านปฏิบัติการ - ขึ้นรถเมล์ ฮาเฮ หรือน้ำตาตก และได้แจกแบบตอบรับเป็นอย่างดี ฝนตกมากๆแต่รถเมล์ก็
วนไปอีกทางเพื่อพวกเราจะได้ไม่เปียกฝนแต่เพื่อนของเราอีกกลุ่มก็เปียกไปแล้ว พวกเขาคือนักรบของเราแน่วแน่มากแม้จะ
เปียกก็ต้องออกมาเพื่อคาดหวังสู่อิสระภาพของพวกเราทุกคน ที่ทุกคนได้ใช้ร่วมกันได้ การเดินทางพบเจออุปสรรคมาก
กลุ่มที่ ๒ ทีมงานจากองค์การคนพิการสากลฯจำนวน ๓ คน และน้องๆนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ๖
คน ออกเดินทางจากอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ไปยังรายการสถานีประชาชน อาคารชินวัตร ๓ โดยรถเมล์สาย ๓๙ เมื่อเดินทางไป
ถึงสถานีโทรทัศน์ เดินเข้าซอยไปในตึกชินวัตร ๓ ณ รายการสถานีประชาชน ที่รายการมีชาวบ้านจากจังหวัดชัยนาทที่มารอ
ออกอากาศในรายการเดียวกันแต่คนละประเด็นปัญหา ส่วนทางทีมปฏิบัติการ “ขึ้นรถเมล์ เฮฮา หรือน้ำตาตก” เป็นช่วงที่ ๒
เมื่อถึงช่วงของทีมมนุษย์ล้อ ที่สถานีโทรทัศน์ผู้ร่วมรายการมี คุณชัยพร ภูผารัตน์ คุณสุรีพร ยุพา คุณสว่าง ศรีสม และคุณอรุณ
วดี ลิ้มอังกูร และผู้ดำเนินรายการ ในรายการมีเวลาประมาณ ๓๐ นาที เริ่มต้นรายการได้ถ่ายทอดสดบรรยากาศการยื่นอุทธรณ์
ที่ศาลปกครอง โดยมีทีมงานผู้สื่อข่าวรออยู่ที่นั่น หลังจากนั้นเป็นการสัมภาษณ์ผู้ร่วมรายการถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการ
จัดรถเมล์ที่คนพิการสามารถขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่เป็นคำถามที่เกี่ยวกับรถเมล์ว่ารถเมล์แบบไหนที่คนพิการอยากได้ ถ้ามีรถเมล์
หรือระบบขนส่งที่ดี จะทำให้คนพิการมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบของพวกเราก็คือ เราอยากได้รถเมล์ที่คนพิการขึ้น
ได้ ซึ่งรถเมล์ที่กำลังจะออกใหม่ ๔๐๐๐ คันนี้ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกคนใช้ได้ ซึ่งเราคาดหวังว่าจะต้องทำได้ ถ้า
หากระบบขนส่งดี ก็จะทำให้คนพิการสามารถไปเรียนหนังสือได้ มีงานทำและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนทั่วไป และจะส่งผล
กระทบถึงการท่องเที่ยวที่จะมีนักท่องเที่ยวคนพิการ ผู้สูงอายุชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นการทำรยได้ให้แก่ประเทศ ในรายการ
ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ ๑๕ นาที ผู้ดำเนินรายการสรุปและจบรายการ พวกเราจึงเดินทางกลับดีพีไอ ด้วยรถเมล์ พร้อมทีมน้องๆ
นักศึกษา ระหว่างทางกลับนั่งรถเมล์มาลงที่ปากซอยราชครูฝนตกแต่พวกเราก็เดินทางกลับอย่างปลอดภัยแต่ก็เปียกไปตามๆกัน
การเดินทางของเราในวันนี้ เป็นปฏิบัติการ “ขึ้รถเมล์เฮฮา น้ำตาพวกเราไม่ตกแต่น้ำตาเทวดาตก”
ประเด็นที่ได้เรียนรู้
๑. การต่อสู้ของกระบวนการคนพิการ เราจะสู้แบบเดี่ยวไม่ได้ เนื่องจากเราต้องอาศัยกลุ่มพี่ๆน้องๆ อาสาสมัครมาร่วม
ในกระบวนการของพวกเรา
๒. การเรียกร้องหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นและจบลงในเวลาเพียงวันเดียว แต่เรายังต้องดำเนินการ
อย่างต่อเนื่อง ชาญฉลาด และแก้ปัญหาให้ตรงจุด
๓. นอกจากนั้นแล้วการทำงานโดยเดินหน้าเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความ
ตระหนักต่อสังคมอย่างมาก
๔. ต้องหยุดคิดถึงตัวเอง เล็งเห็นถึงประโยชน์คนอื่นมาก่อน เราจึงกล้าออกมา
๕. ต้องมีเครือข่ายภาคประชาชน และสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร จากนักศึกษาในทุกมหาลัย
๖. ต้องมีโทรโข่งหรือเครื่องขยายเสียงเพื่อเสียงจะได้ดังเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ได้รับ
๑. สร้างความตระหนักแก่สังคมครั้งยิ่งใหญ่ เรื่องระบบขนส่งมวลชนที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อคนทุกกลุ่ม
๒. สร้างพลังให้แก่คนพิการเกิดความฮึกเหิมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองต่อการใช้ระบบขนส่งมวลชนมาก
ยิ่งขึ้น
๓. สื่อตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาทางสังคมมากยิ่งขึ้น
๔. อาสาสมัครและนักศึกษามีความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางสังคมที่มีต่อคนพิการมากยิ่งขึ้น
๕. ประชาชน หรือ ผู้โดยสารส่วนใหญ่มีเสียงตอบรับดี และเห็นด้วยกับการเรียกร้องสิทธิในระบบขนส่งของคนพิการ
สุรีพร ยุพา
ผักกาด โพธิ์ศรี
องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ทีมดีพีไอและมวลมิตรภาคประชาชนมารวมตัวกันที่ป้ายรถเมล์ อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ภาพขณะที่ทีมงานและอาสาสมัครช่วยกันเตรียมขึ้นรถเมล์
ภาพอาสาสมัครช่วยคุณผักกาดขึ้นรถเมล์ เนื่องจากความพิการของคุณผักกาดที่เป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้ต้องใช้อาสาสมัครช่วยยกถึง ๒ คน
ขณะที่อยู่บนรถเมล์ก็มีการแจกเอกสารแก่ผู้โดยสารและอ่านข้อความจดหมายเปิดผนึกของพวกเรา โดยคุณก่อง จาก เอพีซีดี เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของพวกเรา
เมื่อลงจากรถก็เจออุปสรรคเรื่องถนนหนทางที่ไม่ได้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกไว้
บันทึกการเข้า
nwdpd
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60


อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2009, 05:10:00 PM »

ขบวนการปลดแอกมนุษย์ล้อสู่อิสรภาพ

ขบวนการปลดแอกมนุษย์ล้อสู่อิสรภาพ ไปยื่นอุธรณ์ต่อศาลปกครองในการยื่นฟ้อง รถไฟฟ้า BTS

เยี่ยมชมได้ที่ http://www.mahatai.com/forum/index.php?topic=494.0

เราไม่ได้ไปร่วมการเคลื่อนไหวทั้งสองรายการ ได้แต่ใช้และสู้ชีวิต เผชิญอุปสรรค ในฐานนะที่เป็นคน และคนดพิการที่ใช้เก้าอี้ล้อเข็น ( Wheel Chair ) พาไปนที่ต่างๆ ทั้งบริการสาธารณะของทางการและเอกชน ในท้องถิ่น รวมถึงการดูแลญาติผู้ใหญ่ที่อาศัยเก้าอี้เข็นอีกเช่นกัน อาจช่วยในการสร้างความตระหนักรู้ของคนใช้เก้าอี้เข็นที่อยากมีอสระภาพในการเดินทางเช่นเดียวกันกับคนทั่วไป
บันทึกการเข้า
nwdpd
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60


อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2009, 05:45:00 PM »

เรื่องเดียวกันจากคนละทิศ เครือข่ายคนพิการยื่นอุทรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ชมภาพข่าวย้อนหลังได้ที่ สถานีโทรทัศน์ ทีวีไทย
  http://www.thaipbs.or.th/s1000_obj/front_page/page/1058.html?content_id=219744&content_detail_id=591415&content_category_id=688
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: มกราคม 07, 2010, 04:08:57 AM »

ยังคงเป็นคำถามที่สะกิดใจได้ดี  คนพิการแต่ละคนอาจต้องการไม่เหมือนกันแม้จะพิการเหมือนกันก็ตามที?

จากข่าวบัดนี้ใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาในนโยบาย "เบี้ยคนพิการ" ที่ทางรัฐบาลและทางการได้ประกาศให้คนพิการไปจดทะเบียนคนพิการ-แจ้งความประสงค์ที่จะขอ "เบี้ยคนพิการ" ภายในวันที่ 30 มกราคม 2553 นี้  ส่วนคนที่เคยได้รับ "เบี้ยยังชีพคนพิการ" ไม่ต้องยื่นแต่จะเปลียนเป็น "เบี้ยคนพิการ" แทน

ซึ่งจะได้รับ "เบี้ยคนพิการ" คนละ 500 บาท/เดือน ตลอดชีวิต 

หากว่าเป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพิการด้วยสามารถขอรับได้ทั้ง "เบี้ยคนชรา" คนละ 500 บาท/เดือน และ เบี้ยคนพิการ" คนละ 500 บาท/เดือน ตลอดชีวิต

นายกอภิสิทธิ์ประกาศว่าจะจ่าย "เบี้ยคนพิการ" งวดแรกในเดือนเมษายน 2553 

มีลิงค์เกี่ยวกับ เบี้ยคนพิการ หลายแห่งที่คนสนใจกันมากก็เป็น

การขอรับเบี้ยคนพิการ http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=7532&READNUM=33133&refpage=1

เฮ้!!!~เตรียมรับเบี้ยความพิการ...ดีไหม??? http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=7371&READNUM=13969&refpage=3



ทุกเรื่องที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ “เบี้ยความพิการ” และ ”การจดทะเบียนคนพิการ” รวีวรรณ์ พรายแสง นักสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ...ดาวน์โหลดได้จากหน้า http://www.tddf.or.th/tddf/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2010, 11:34:00 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: มกราคม 07, 2010, 04:18:12 AM »

ในมุมองทีอื่นก็มี

บทความ เบี้ยความพิการ : ความยั่งยืนของคนพิการไทย?
Thu, 2009-12-17 21:08

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน
 
กรอบคิดและนโยบายต่อคนพิการของรัฐไทยเป็นสิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องหลังการให้ความสนใจต่อคนพิการอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษที่ 2480 จนถึงปัจจุบัน ในอดีตความคิดของสังคมและรัฐไทยต่อคนพิการดูเหมือนจะเน้นหนักไปในด้านสังคมสงเคราะห์ ผ่านการจัดพื้นที่เฉพาะต่างๆ ให้กับคนพิการ อาทิ สถานสงเคราะห์คนพิการและโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เป็นต้น ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นการมองคนพิการในฐานะกลุ่มคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องได้รับการดูแลพิเศษแตกต่างกับคนปกติในสังคม อย่างไรก็ดีตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 2520 ถึงต้นทศวรรษที่ 2530 นโยบายและกรอบคิดของรัฐไทยก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษาที่เริ่มมีการนำแนวคิดการจัดการเรียนร่วมระหว่างคนพิการกับคนปกติมาใช้ ด้านการประกอบอาชีพที่มีการสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและการทำงานของคนพิการร่วมกับคนปกติมากขึ้น และด้านการดูแลฟื้นฟูคนพิการที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานทั้งหลายนี้ได้สะท้อนให้เห็นกรอบการมองคนพิการในฐานะกลุ่มคนที่ช่วยเหลือตัวเองและสามารถดำรงชีวิตอิสระได้เฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไปในสังคม
 
นอกจากนี้ความเท่าเทียมทางสังคมและการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการยังเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ในปี พ.ศ. 2537 รวมถึงการบรรจุประเด็นดังกล่าวนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และ พ.ศ.2550
 
กระนั้นก็ดีเมื่อไม่นานมานี้มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนแปลกใจอย่างมากกับนโยบายต่อคนพิการของรัฐไทย นั่นก็คือ การประกาศโครงการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยโครงการนี้จะดำเนินการสำรวจ จดทะเบียนและทำบัตรประจำตัวให้กับคนพิการทั่วประเทศ รวมถึงจะทำการจ่ายเบี้ยความพิการให้กับผู้ที่มีในทะเบียนคนพิการ ในอัตราเดือนละ 500 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2553 นโยบายการจดทะเบียนคนพิการและจ่ายเบี้ยความพิการดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ดำเนินตามกรอบ ของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่นำมาใช้แทน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534
 
ความแปลกใจของผู้เขียนอยู่ที่ว่าความคิดและการดำเนินนโยบายของรัฐไทยต่อคนพิการที่ดูเหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนจากกรอบคิดแบบสวัสดิการที่รัฐเป็นผู้ให้แต่เพียงอย่างเดียว มาสู่การเน้นให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการที่รัฐเป็นผู้คอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ แต่กลับต้องมากลับสู่กรอบเดิมแบบสวัสดิการอีกครั้งจากการจ่ายเบี้ยความพิการ
 
แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าการจ่ายเบี้ยความพิการเป็นนโยบายที่สะท้อนให้เห็น “ความหวังดี” และ “ความสนใจ” ของรัฐบาลต่อคนพิการ หากแต่ในอีกมุมหนึ่งการจ่ายเบี้ยดังกล่าวก็ได้สะท้อนนัยทางสังคมในการมองคนพิการว่าเป็นกลุ่มคน “พิเศษ” ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้โดยลำพังและมีความแตกต่างกับคนทั่วไปในสังคม
 
นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีข้อสังเกตและข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐและวิธีดำเนินการจ่ายเบี้ยความพิการที่อาจจะเกิดขึ้นในสามประเด็นหลักด้วยกัน คือ
 
ประการแรก ปัจจุบันจำนวนคนพิการที่จดทะเบียนมีประมาณ 8 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 40 ของคนพิการทั่วประเทศที่มีจำนวนประมาณ 2 ล้านคน และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตคนพิการทั้งหมดจะได้รับการจดทะเบียน ในแง่นี้รัฐไทยจะต้องใช้เงินประมาณเดือนละ 1 พันล้านบาท หรือปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาทในการจ่ายเบี้ยความพิการ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนของคนพิการ ในความคิดเห็นของผู้เขียนคิดว่าเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำมาสนับสนุนทางสังคมให้กับคนพิการด้านอื่นๆ ที่ให้ความยั่งยืนมากกว่าการจ่ายเบี้ยความพิการสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การเป็นงบสนับสนุนในการปรับปรุงการคมนาคม อาคารสถานสาธารณะสำหรับคนพิการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพของคนพิการ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูจะสิ่งเหล่านี้แม้จะถูกบรรจุใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 หากแต่ในปัจจุบันก็ยังมิได้มีการนำมาใช้อย่างจริงจังและทั่วถึง คนพิการจำนวนมากที่พยายามดำรงชีวิตอิสระต้องประสบปัญหาอุปสรรคมากมายจากการละเลยที่จะปรับปรุงการคมนาคมและอาคารสาธารณะ เช่นเดียวกับการประกอบอาชีพที่คนพิการอีกจำนวนมากมีความต้องการการฝึกฝนอาชีพเพื่อที่พวกเขาจะสามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวอย่างอิสระได้ ในทางเดียวกันเงินจำนวนดังกล่าวแม้จะมีมูลค่าไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ หากแต่ในอนาคตหากมีวิกฤติทางการเงินเงินจำนวนนี้ก็อาจเป็นภาระและปัญหาสำหรับรัฐได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากรัฐตัดภาระโดยการงดการจ่ายเบี้ยความพิการ ในมุมหนึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่คนพิการหรือครอบครัวคนพิการที่พึ่งพิงเงินจำนวนนี้เป็นหลัก โดยไม่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมด้านอื่นๆ อาจประสบปัญหาตามมาภายหลัง
 
ประการที่สอง ปัญหาหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในการดำเนินงานดังกล่าวก็คือการรับรอง “ความพิการ” ด้วยเครื่องมือและแบบประเมินทางการแพทย์ ซึ่งอาจมิได้เป็นปัญหาสำหรับกรณีของคนพิการทางกายที่ค่อนข้างแสดงความพิการให้เห็นอย่างชัดเจน หากแต่อาจจะเป็นปัญหาในกรณีของคนพิการทางสติปัญญาที่ยังไม่มีแบบประเมินหรือวิธีการคัดแยกที่ชัดเจน โดยเฉพาะคนพิการทางสติปัญญาในประเภทเกี่ยวกับการเรียนรู้ (Learning Disabilities - LD) และออสทิสติก ที่แทบจะมีพฤติกรรมเหมือนกับคนทั่วไปในสังคม นอกจากความซับซ้อนของการคัดกรองแล้ว ความซ้ำซ้อนในการจ่ายเบี้ยของกลุ่มคนต่างๆ ก็อาจจะเป็นปัญหาด้วย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนนักในกรณีคนพิการสูงอายุที่ได้รับเบี้ยสูงอายุอยู่แล้ว ซึ่งหากมีการจ่ายเบี้ยความพิการเพิ่มเติม จะเป็นการเบิกจ่ายที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่? และหากเมื่อรัฐเลือกที่จะจ่ายเบี้ยประเภทเดียวให้กับคนกลุ่มนี้ ปัญหาที่จะตามมาก็คือในมุมมองของคนพิการสูงอายุจะเป็นการเสียสิทธิในการรับเบี้ยที่จะได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่?
 
ประการที่สาม ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งมีการจ่ายเบี้ยในลักษณะที่คล้ายคลึงกันให้กับคนพิการในพื้นที่อยู่แล้ว การจ่ายเบี้ยความพิการของรัฐที่เพิ่มเข้าไปจะเป็นการทับซ้อนกับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่? และจะมีการจัดการอย่างไร? นอกจากนี้จากบทเรียนปัจจุบันที่องค์กรส่วนท้องถิ่นหลายแห่งไม่ยอมจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุตรงเวลา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในกิจกรรมส่วนอื่นก่อน ปัญหานี้จะเกิดขึ้นกับเบี้ยความพิการด้วยหรือไม่? รัฐส่วนกลางหรือชุมชนควรจะต้องมีการจัดระบบตรวจสอบที่รัดกุมจากบทเรียนที่ผ่านมาหรือไม่? อย่างไร?
 
จากที่กล่าวมา คือ ข้อกังวลและช้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายจ่ายเบี้ยความพิการของผู้เขียนในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความแปลกใจ แปลกใจตรงที่ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความพยายามหลักประการหนึ่งของประเทศไทย คือ การลดขนาดและภาระของระบบราชการและรัฐบาลกลางทั้งด้านการเงินและการบริหาร แต่นโยบายที่ออกมาในช่วงหลังกลับสะท้อนให้เห็นการอุดหนุน และเพิ่มภาระทางการเงิน (ในโครงการที่ดูไม่ยั่งยืนนัก) ของรัฐต่อประชากรกลุ่มต่างๆ ซึ่งในครั้งหนึ่งรัฐไทยมีแนวคิดในการเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้ให้สามารถยืนหยัดและดำรงชีวิตอิสระได้ด้วยตัวเอง ซึ่งคนพิการถือได้ว่าเป็นกรณีที่สำคัญอันหนึ่ง นี่ดูจะเป็นความขัดแย้งในตัวเองของประเทศไทยเช่นเดียวกับอีกหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น
 
 
 
*ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "มุมมองบ้านสามย่าน" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 ธันวาคม 2552 

http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27036
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: มกราคม 07, 2010, 04:31:45 AM »

เรียนทุกท่าน

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นบ้างละกันครับ หลังจากที่ไม่ค่อยได้เขียนอะไรยาวๆ มานาน

เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคมมีงานวันคนพิการจัดโดยกรุงเทพมหานคร และ ๒๒ ธันวาคมมีงานของสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีประเด็นตรงกับเรื่องนี้พอดี

 งานวันคนพิการที่กทม. จัดนั้นมีการเชิญวิทยากรทั้งคนพิการและนักวิชาการมาพูดถึงความก้าวหน้าของกฏหมายไทยที่จะให้ประโยชน์แก่คนพิการ ยกตัวอย่างเช่น เบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อเดือน การเพิ่มจำนวนโควต้าจาก 200:1 เป็น 50:1 (จ้างงานคนพิการ) การให้ทุนคนพิการเรียนปริญญาตรีฟรี การสนับสนุนค่าใช้จ่ายผู้ช่วยส่วนตัวคนพิการ การให้บริการล่ามภาษามือ ฯลฯ ซึ่งเกือบทุกอย่างล้วนแต่จัดให้คนพิการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในณะที่การประชุมอีกที่หนึ่งเกี่ยวกับสิทธิของคนพิการในการเข้าถึงกิจการโทรคมนาคม เมื่อสามปีที่แล้ว มีการออกประกาศ USO (Universal Service Obligation) หรือบริการทั่วถึง หนึ่งในประกาศดังกล่าวมีการแจกบัตรโทรศัพท์ (พินโฟน) ให้คนพิการจำนวน 1,000,000 ล้านใบ ใบละ 100 บาท ทุกเดือนเป็นเวลา 30 เดือน (ณ ขณะนี้ประกาศ USO ฉบับใหม่ออกแล้ว แต่บัตรเก่ายังแจกไม่หมด) รวมเป็นเงิน (1,000,000 x 100 x 30) 3 พันล้านบาท ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ในขณะเดียวกันก็มีคนพิการให้ความเห็นว่ามีบัตรแล้วใช้ไม่ได้ เช่น ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่จะใช้ไม่สะดวกสำหรับคนพิการ คนตาบอดไม่ทราบรหัสบนการ์ดเนื่องจากไม่มีอักษรเบรลล์ คนพิการหลายคนไม่ทราบว่าจะไปเอาบัตรที่ว่าได้ที่ไหน ฯลฯ และนโยบาย/กฎหมายต่างๆ เหล่านี้ต่างก็บอกว่า เป็นการให้สวัสดิการด้วยฐานสิทธิ

ผมได้แสดงความเห็นไปว่า ตอนนี้ประเทศของเรากำลังคลั่งคำว่าสิทธิ ทุกคนพูดเรื่องสิทธิ ทุกคนโฆษณางานของตนว่าเป็นงานเชิงสิทธิ แต่เราเข้าใจคำว่าสิทธิมากน้อยเพียงใด เรากำลังสับสนกับคำว่าสิทธิกันอยู่หรือเปล่า จากนโยบายและกฎหมายข้างต้น ผมเกิดคำถามว่า “เรากำลังจะหนีจากการทำงานเชิงสงเคราะห์หรือเรากำลังส่งเสริมให้มีการสงเคราะห์มากขึ้นโดยอ้างว่าเป็นสิทธิ” อยู่หรือเปล่า? ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า กลยุทธ์การ “ลดแลกแจกแถม” นั้นยังใช้ได้ในสังคมของเราอยู่ และนักการเมืองหรือหน่วยงานของรัฐก็ใช้กลยุทธ์เช่นว่านี้กับประชาชนบ่อยครั้ง และก็จะได้รับความนิยมแทบทุกครั้ง (ประชานิยม) เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ จำนวนกลุ่มเป้าหมายมีมาก คนอยากได้ของฟรีมีมาก โครงการที่ออกมาก็เลยดูเหมือนประสบความสำเร็จเพราะได้รับการตอบรับดี เช่น การให้เบี้ยคนพิการ 500 บาทต่อเดือน กลุ่มเป้าหมายคือคนพิการที่จดทะเบียน ณ ตอนนี้ประมาณเกือบหนึ่งล้านคน แต่จำนวนคนพิการที่จดทะเบียนก็จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายนี้ด้วยอย่างแน่นอน เพราะคนพิการอยากได้เบี้ยยังชีพ 500 บาท ผมไม่ได้ต่อต้านนโยบายนี้ และไม่ได้บอกว่าคนพิการไม่ควรได้รับเบี้ยยังชีพ แต่คำถามต่อไปของผมก็คือ

ระหว่างสวัสดิการจากรัฐ (จะให้ด้วยแนวคิดฐานสิทธิหรืออะไรก็แล้วแต่) กับโครงสร้างพื้นฐานที่สมเหตุสมผล อะไรมีความสำคัญมากกว่ากัน? หรือเราควรจะให้น้ำหนักในการทำงานกับสองอย่างนี้อย่างไร? ผมเคยยกตัวอย่างว่า “ถ้าสมมติเราเอาโทรทัศน์ไปให้ประชาชนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ประชาชนจะเปิดโทรทัศน์นั้นได้อย่างไร”? แน่นอนว่าเมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะจ่ายไฟไม่มี ประชาชนก็คงเปิดทีวีไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องไปดิ้นรนเอาเอง เช่น ไปหาเครื่องปั่นไฟมา เป็นต้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่ยั่งยืน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนพิการในปัจจุบัน ถ้าคนพิการได้เงินมา 500 บาท แต่ระบบขนส่งมวลชน โรงเรียน สถานที่ทำงาน แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก คนพิการออกจากบ้านไม่ได้ การจะเอาเงิน 500 บาทไปใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาเองอีกตามเคย ถ้าคนพิการได้รับทุนเรียนปริญญาตรีฟรี ก็ต้องไปหาวิธีเอาเองว่าจะไปเรียนอย่างไร จะเข้าถึงตำราเรียนอย่างไร จะสื่อสารกับครูและเพื่อนอย่างไร ฯลฯ จะเห็นได้ว่าเมื่อโครงสร้าง/บริการพื้นฐานไม่พร้อม (ในระดับหนึ่ง) ก็ส่งผลให้สวัสดิการที่ให้กับประชาชนไม่ประสบผลสำเร็จได้เช่นกัน ผมขอตั้งข้อสังเกตอีกข้อว่า นโยบายกฎหมายที่เน้นสวัสดิการให้กับประชาชนรายบุคคล (ได้สิ่งของหรือเงินเป็นสมบัติของตัวเอง) นั้นสามารถทำได้เร็วและมีผลในทางปฏิบัติค่อนข้างไว แต่นโยบายและกฎหมายที่เน้นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางสังคมหรือทางกายภาพ เป็นสิ่งที่เห็นผลช้าและมีผลน้อยในทางปฏิบัติ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น เมื่อคนพิการคนหนึ่งถึงวัยต้องเข้าเรียน เขาก็ต้องสามารถเข้าเรียนได้เร็วที่สุด ไม่สามารถรออีก 5 ปี 10 ปีต่อไปได้ แม้เราจะเคยมีนโยบายว่าคนพิการที่อยากเรียนต้องได้เรียน แต่มันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะคนพิการไม่อยากเรียน แต่โครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้คนพิการเรียนได้นั้นไม่มี และไม่ได้รับการกล่าวถึงในเชิงนโยบาย (เพื่อให้มีงบประมาณและการปฏิบัติ) เราก็ต้องถามตัวเองว่า เราจะต้องรออีกนานแค่ไหนเราจึงจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่สมเหตุสมผลพอให้คนพิการเรียนได้? ซึ่งมันก็ไม่ควรจะนานเกินไปเพราะการศึกษาเป็นฐานสำคัญมาก ที่จะช่วยให้คนพิการมีอาชีพและดำรงชีวิตในสังคมเช่นคนทั่วไปได้ โครงสร้างพื้นฐานอย่างอื่นเองก็ต้องมีการพัฒนาให้มีมากพอและสมเหตุสมผลเช่นกัน

กลับมาที่เรื่องสิทธิ ผมกำลังเกิดคำถามว่า สิทธิที่เราอ้างถึง ณ ขณะนี้มันคือสิทธิอะไรกันแน่ มันคือ “สิทธิมนุษยชน (Human rights)” หรือ “สิทธิพลเมือง (Civil rights)” หรือ “สิทธิที่ได้รับตามกฎหมาย (Entitlement)” เราเข้าใจความแตกต่างของสิทธิทั้งสามอย่างนี้หรือไม่ สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนในโลกได้รับตั้งแต่แรกเกิด เช่น สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการเคลื่อนที่ สิทธิในการได้รับการศึกษา สิทธิในการได้รับบริการด้านสุขภาพ สิทธิการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นต้น สิทธิพลเมือง เป็นสิทธิที่ประเทศนั้นๆ ให้แก่ประชาชนทุกคนของประเทศ เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการมีบัตรประชาชน สิทธิในการโยกย้ายถิ่นฐาน เป็นต้น ส่วนสิทธิตามกฎหมายนั้น เป็นสิทธิที่ให้กับคนเฉพาะกลุ่ม เช่น คนพิการ/คนชรามีสิทธิในการได้รับเบี้ยยังชีพ 500 บาทจากรัฐ เป็นต้น จากจุดนี้ เราจะเห็นได้ว่า การทำงานด้านสิทธิในประเทศไทยนั้นเน้นหนักไปที่ สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งเป็นสวัสดิการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเฉพาะกลุ่มและเฉพาะหน้า เราต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า การให้สวัสดิการหรือให้ของฟรีแก่ประชาชนนั้นเป็นการสงเคราะห์หรือไม่ อาจไม่ใช่เรื่องผิดที่จะสงเคราะห์ในบางครั้ง แต่ในระยะยาว ประชาชนจะมีทักษะหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จะสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองหรือไม่ นโยบายเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการทำโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ เพื่อเรียกคะแนนจากประชาชน แต่ในระยะยาว ประชาชนจะไม่ได้อะไรที่เป็นรูปธรรมมากพอที่จะต่อยอดต่อไปได้ เช่น การให้เบี้ยคนพิการ 500 บาท แม้จะเก็บเงินนั้นไว้โดยไม่ใช้เลย ในปีหนึ่งก็จะมีเงินเก็บเพียง 6,000 บาท ไม่พอแม้แต่จะซื้อรถวีลแชร์สักคัน เก็บ 10 ปีก็จะได้เพียง 60,000 บาท ไม่พอที่จะซื้อบ้านอยู่ด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ คนพิการจึงไม่สามารถหวังพึ่งสิทธิตามกฎหมายนี้ได้เพื่อความยั่งยืน เราจึงจำเป็นต้องคิดมากขึ้น ทำอย่างไรคนพิการจะอยู่ในสังคมได้ เริ่มต้นตั้งแต่การได้รับการยอมรับในครอบครัวและชุมชน การออกจากบ้าน การเรียน การทำงาน การฝึกทักษะต่างๆ การทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่คนพิการไม่ได้รับหรือได้รับแต่ไม่เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ แน่นอนว่าถ้าเราถามนักการเมืองหรือหน่วยงานของรัฐ เราก็จะได้รับคำตอบว่า มีแผนการอย่างนี้อยู่แล้ว เราไม่ได้ทำอย่างเดียว แต่...น้ำหนักจริงๆ ไปอยู่ตรงไหน? ในทางปฏิบัติงานไหนที่มันเห็นผลสำเร็จมากกว่ากัน? หรือจริงๆ แล้วเราชอบทำงานแบบไหนมากกว่ากัน? งานสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นงานที่เห็นผลช้า หาตัวชี้วัดยาก ใครก็ไม่อยากทำ เช่น การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในระบบขนส่งมวลชนเพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิมนุษยชนในการเคลื่อนที่ เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อทำไปแล้วคนพิการจะมาใช้หรือไม่ มาใช้กี่คนในหนึ่งเดือน จะได้เงินจากคนพิการเท่าไร คุ้มหรือไม่ ฯลฯ ก็เลยไม่ค่อยอยากทำ อนึ่ง จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่าในหลายๆ กรณี สิทธิมนุษยชนจะมีอิทธิพลต่อสิทธิอื่นๆ ด้วย เช่น สิทธิมนุษยชนในการแสดงความคิดเห็น อาจส่งผลให้เกิดสิทธิตามกฎหมายเพื่อให้คนหูหนวกได้รับเครื่องมือสื่อสารเฉพาะ เช่น โทรศัพท์ข้อความ เพื่อสื่อสารกับคนทั่วไป เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ สิทธิตามกฎหมายจะช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชนได้ด้วย ทีนี้ เราคงต้องมาคิดกันล่ะครับว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้สิทธิตามกฎหมายหรือสิทธิพลเมืองสามารถส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่กว่า) ได้ แน่นอนว่าสิทธิตามกฎหมายที่เน้นการสงเคราะห์นั้นอาจไม่ช่วยมากนักหรือเกิดผลสำเร็จได้ช้า โดยเฉพาะการสงเคราะห์ที่ไม่คำนึงถึงความต้องการหรือการมีส่วนร่วมของผู้รับ/ผู้ใช้

ผมเคยถามเพื่อนๆ คนพิการด้วยกันว่าระหว่าง “ของฟรีที่ใช้ไม่ค่อยได้” กับ “ของไม่ฟรีแต่ใช้ได้มากกว่า” เราจะเลือกอะไร เป็นคำถามที่ง่าย และถ้าให้ตอบก็คงง่ายเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติ เราชอบทำแบบไหนกันล่ะครับ?ฮืม?

สว่าง ศรีสม
 

ป.ล. ขออนุญาตพาดพิงหน่วยงานของรัฐในที่นี้ แต่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงถึงหน่วยงานของผู้ที่รับอีเมล์นี้ และไม่มีเจตนาเหมารวมทุกหน่วยงาน

หากท่านชอบข้อเขียนนี้ สามารถเผยแพร่ต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ให้ระบุที่มาเท่านั้น

จาก RE: เบี้ยความพิการ : ความยั่งยืนของคนพิการไทย?‏
จาก:  Sawang Srisom (sawang@dpiap.org
ส่งเมื่อ: 23 ธันวาคม 2552 11:32:04
ถึง:  'Sawadsri A (View)... 

สำเนาถึง:  'saowalak Thongkuay' ..................................................................


หมายเหตุ  คุณสว่างได้เปลี่ยนที่ทำงานและยกเลิกการใช้อีเมล์ sawang@dpiap.org  แล้ว โดนหันไปทำงานด้านดนตรี - ต้อย*

*สรุปความจากจดหมายเรื่อง My last day working at DPIAP‏ จาก:  Sawang Srisom (sawang@dpiap.org)  ส่งเมื่อ: 28 ธันวาคม 2552 18:34:58
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2010, 05:39:48 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: มกราคม 07, 2010, 09:39:55 PM »

คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไปได้หรือ?

เช้านี้เปิดเจอ  คำถามประจำวัน

คำถาม: คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไปได้

 จริง - พิการแล้วทำอะไรก็ลำบาก อยู่บ้านหรืออยู่สถานสงเคราะห์ดีกว่า
 เท็จ - ถ้าหากสังคมปราศจากอุปสรรคหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวก คนพิการก็สามารถดำรงชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไปได้

หมายเหตุ: คำถามแต่ละคำถามอาจมีได้หลายคำตอบ คำตอบข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น


โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับคำตอบที่ว่า - ถ้าหากสังคมปราศจากอุปสรรคหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวก คนพิการก็สามารถดำรงชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไปได้

                ในขณะที่หลายๆคนที่บางคนอาจคิดว่า - พิการแล้วทำอะไรก็ลำบาก อยู่บ้านหรืออยู่สถานสงเคราะห์ดีกว่า

                                              บางคนที่บางคนอาจคิดว่า - มีสิ่งแวดล้อมที่มีอุปสรรคก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวช่วยอำนวยความสะดวก/บริการให้เอง ...เป็นคนชอบช่วยเหลือคนอยู่แล้ว สบายมาก
           
              พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือญาติ ของพิการจำนวนไม่น้อยที่อาจจะคิดว่า - ลูกพิการไม่เป็นไร ...เลี้ยงดูได้  คนพิการไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองได้เพระจะมีพวกเรา(หมายถึงญาติๆ)ดูแลตลอดไป

ในชีวิตประจำวันเราจะพบผู้คนที่มีความเห็นต่อคนพิการที่หลากหลาย บางที่ความคิดเห็นทั้ง ๓ - ๔ ตัวอย่าง มีอยู่ทัวไป  บางครั้งก้อาจเกิดขึ้นอยู่ในคนเดียวกันก็มี/เป็นไปได้

ขอยกตัวอย่างที่จอมากับตัวเองในปี ๒๕๕๒ ละกัน

๑. ไปร่วมกิจกรรมกับพี่น้องผองเพื่อนที่เชียงใหม่ เอารถของเพื่อนๆไปกัน ๓ คัน (ขากลับเหลือ ๒ คัน)  เจอเรื่อง
     - เก้าอี้เข็น(wheelchair)อยู่ที่รถคนละคันกับที่เรานั่ง แล้วรถที่บันทุกเก้าอี้เข็นก็ไปจอดคนละที่ห่างกันหลายสิบกิโลเมตร คนละอำเภอกันที่ทำได้คือ รออย่างเดียวจนค่ำของวันรุ่งขึ้น
     - พอไปร่วมกิจกรรมต้องไปเดินหากันและกันระหว่าง wheelchair กับคนพิการ
     - ช่วงที่เข็นใกล้ๆ เพื่อนคนหนึ่งก็ยินดีที่จะช่วยเข็นเราช่วยหมุนล้อผ่านสนาม แต่พอพากันไปเที่ยวงานกาชาดซึ่งเข็นไกลทางไม่ค่อยดีก็ช่วยเข็นบ้างไม่เข็นบ้างก็ไม่เป็นไร
     - พอขากลับเข้าที่พักซึ่งอยู่ไกล และมีทางขึ้นเนินสูงด้วย เพื่อนคนเดิมที่ช่วยเข็นรู้สึกเหนื่อย-หงุดหงิด ใช้วิธีผลักแล้วปล่อย(เราเรียกว่าผลักไส) ซึ่งรู้สึกไม่ดีทั้งคนผลักไสและคนถูกเข็นแบบผลักไส

๒. ไปร่วมงานCongress7 ที่สนามกีฬาเอเชียนเกมส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คราวนี้ไปกันรถ ๒ คัน เพื่อนที่เข็นแบบผลักไสไม่ได้ไปด้วย
     - พื้นผิวระหว่างเดินทางราบเรียบดี เพื่อนคนหนึ่งบอกว่ารถพี่ต้อยนี่เข็นง่ายดีนะ แค่นิ้วเดียวก็เข็นได้สบายมาก ตอนขึ้นทางลาดก็มีอาสาสมัครใจช่วยเป็นอย่างดี
     - ตอนจะเข้าพิธีเปิดงานเขาปิดประตูชั้นล่างทั้งหมดให้เข้าได้ทางประตูชั้นบนเท่านั้น บันไดหลายสิบขั้น ไม่มีราวจับ คราวนี้ทีมงานผู้จัดงาน ๔ - ๕ คนช่วยกันยกทั้ง เก้าอี้เข็น(wheelchair)พร้อมตัวเรา ก็รูสึกหวิวๆ กลัวๆนิดหน่อย  แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีทั้ง ๓ วัน ๒ คืน
๓. พาน้องคนพิการไปทำผมที่ร้านในซอยทนายวอ หาที่จอดรถไม่ได้เลย  ตอนค่ำไปรับกลับหยุดรถรอปากซอยย่อยข้างร้านพร้อมกับเปิดไฟฉุกเฉิน ขณะที่รอก็ถูกรถเก๋งที่ขับตามหลังมาในซอยหลักจี้เข้ามาแล้วบีบแตร ดีว่าไม่นานน้องเขาเดินออกมาแล้วกล่าวขอโทษกับรถที่บีบแตร(น้องเค้าบอกภายหลังว่าคนขับรถที่ตามมาเค้าทำท่านจะเปิดประตูลงจากรถพอดี) ก็ว่าติดสติ๊กเกอร์รถคนพิการตามาตรฐานทั้งด้านหน้าและด้านหลัวแล้วนะ  ก็เลยตัดสินใจไปจ้างตัดสติ๊กเกอร์รถคนพิการขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่เกือบเต็มกระจกหลัง(อันนี้เพื่อความชัดเจนเลยเลือกเป็นสีแดง จะได้เข้ากับสีรถด้วย)

๔. ช่วงที่แม่ผ่าตัดต้อกระจก-ใส่เลนส์ตาเทียม (ดีว่าไม่เจอปัญหาติดเชื้ออย่างที่เป็นข่าวโด่งดัง อย่างที่ รพ.ศูนย์ขอนก่น ๙ - ๑๑ ราย  จนมีข่าวระงับการผ่าตัดตาต้อกระจกเป็นการชั่วคราว) จอดรถไว้ที่อาคารที่เราทำงานแบบจอดเสริมไว้หน้ารถคันอื่นโดยปลดเกียร์ว่างไว้ ที่ชั้น ๕
     - ในคืนที่เราไปนอนเฝ้าแม่ ก็ไปขยับรถเข้าช่องจอดรถ โดยจอดคร่อมสองช่องจอดเพื่อให้สามารถยกวีลแชร์ขึ้นลงได้สะดวกทั้งสองข้าง ที่ชั้น ๕  สายๆ พี่ที่ดูแลที่จอดรถมาถามว่า ทำไมจอดรถสองช่องจอด เราก็อธิบายให้พี่เขาฟังตามเหตุผลข้างต้น
    - ตอนเย็นจะขับรถกลับบ้าน ไปเจอ "โพสต์อิท" ลายมือน่ารักๆ เขียนข้อความว่า "ควายจอดรถ" ก็รู้สึกจี๊ดขึ้นมา   
    - แต่ก็ตั้งสติได้ว่ามีปัญหาในการจอดรับรู้/ความเข้าใจ/ความจำเป็น/ความเห็นใจเกี่ยวกับสิทธิของคนพิการ  การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการโดยเพาะอย่างยิ่งที่จอดรถคนพิการ จึงลงมือแสกนที่จอดรถสำหรับคนพิการ พร้อมทั้ง "ที่จอดรถสำหรับคนพิการ" ตามระเบียบว่าด้วยมาตรฐานอุกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๔๔ พิมพ์ออกมาแล้วไปถ่ายเอกสารแจก รปภ. ผู้เกี่ยวข้อง และรถทุกคันที่จอดรถในอาคารเดียวกัน  รปภ.ของห้างร้านที่เราเข้าไปติดต่อ สองวันแจกไปเกือบ ๔๐๐ แผ่น บางคนก็โวยว่าเอาไปวางที่กระจกรถเขาทำไม ก็เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปคุยทำความเข้าใจกัน บางคนโยนทิ้งโดยไม่อ่านก็ไม่ว่ากัน แต่มีสองสามคนที่เสนอแนะว่าน่าจะเข้าพบผู้อำนวยการฯ ซึ่งก็ได้เข้าพบผู้อำนวยการฯ และมอบเอกสาให้กับท่านด้วย ท่านบอกว่ายินดีที่จะทำให้ถ้าไม่กระทบสิทธิ์ของคนอื่น และมอบหมายไปกับหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องที่จอดรถ
      - หมอคนหนึ่งถามว่าคุณเอากระดาษนั่นไปไว้ที่รถผมทำไม  ผมว่าผมไม่เคยทำอะไรผิดนะ  ก็เลยเล่าถึงความเป็นมา  หมอแนะนำว่าน่าจะเล่นเรื่องทางเท้านะผมว่าเป็นเรื่องสำคัญที่รถเข็นน่าจะใช้ได้ ก็ตอบไปว่าก็ติดตามไปคุยกับทางเทศบาลไว้บ้างแล้วเขาอาจจะคิดว่าเป็นเมืองค้าขายเอาเรื่องค้าขายมาก่อนเป็นหลัก แต่ก็น่าจะทำให้คนพิการและคนนั่งรถเข็นใช้ได้ด้วย
    - ไปทำสติ๊กเกอร์ภาพคนนั่งหมุนล้อรถเข็น ติดที่กระจกประตูหลังทั้งสองข้าง  คาดหวังคนที่มา(จอดรถ)ใกล้ๆ อาจจะรู้ว่าในประตูดังกล่าวจะมีรถเข้า-ออก / ขึ้น-ลง แล้วจะเว้นพื้นที่ไว้ให้เราพอเอารถขึ้น-ลงได้

๕. ไปร่วมสัมมนาธุรกิจเครือข่ายที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เอารถยนต์ไป ๒ คัน รถ เราคันหนึ่ง ขาไปแยกวีลแชร์(เก้าอี้ล้อเข็น)ไว้รถยนต์คนละคันกัน
     - ไม่มีที่จอดรถสำหรับคนพิการ เราขับชั้นไปจอด ๓ ใกล้(ด้านขวา)ช่องทางเข้าอาคาร ด้านซ้ายติดเสาหลักแป๊บน้ำที่หล่อคอนกรีตติดกับยางรถยนต์ พี่ ๒ คนที่นั่งเบียดกับวีลแชร์ช่วยกันเคลื่อนย้ายจนสามารถเปิดประตูด้านซ้ายทั้งประตูหน้าและประตูหลังให้คนและวีลแชร์ลงได้สะดวก
     -  รถอีกคันที่ไปด้วยจอดที่ชั้น ๒ ๑/๒ ต้องรอเอาวีลแชร์อีกคันหนึ่งมาหากันที่ชั้น ๓ ด้วยความไม่คุ้นเคยกับพื้นที่หลงไปอีกด้านหนึ่ง แล้วกลับไปอีกสุดขอบอีกด้านหนึ่ง พี่ๆ ช่วยกันเข็นวีลแชร์ทั้งสองคัน เข้าห้องประชุมสัมมนา
     - ขากลับทดลองเอาวีลแชร์ ๒ คันไว้ด้านซ้ายของเบาะหลัง โดยคันหนึ่งถอดล้อใหญ่ซ้าย/ขวาออก(โดยการกดปุ่ม) แล้ววางเทินข้างบนตัวเก้าอี้เข็น  และพี่อีกสองคนนั่งเบียดกับเก้าอี้เข็นที่เบาะหลัง เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2010, 11:01:39 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: มกราคม 07, 2010, 11:33:11 PM »

To: Sawang Srisom ..............................................................................
Sent: Wed, December 23, 2009 12:45:07 PM
Subject: Re: เบี้ยความพิการ : ความยั่งยืนของคนพิการไทย?


ขอบคุณคะ คุณสว่าง ที่ให้ความรู้และแง่คิดที่น่าสนใจ
 
เนื่องจากว่าคนพิการมีหลากหลายในที่นี้หมายถึง ความหลากหลายทางความต้องการ ซึ่งดิฉันมองว่าปัญหานี้มองออกเป็น ๒ ส่วน คือ
 
ส่วนที่ ๑. คนพิการที่ยังต้องการความช่วยเหลือในการสงเคราะห์หรือที่เรียกกันว่าสวัสดิการนั่นเอง (ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบชั่วคราว) การแจกเงินเบี้ยยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง แจกรถเข็น หรือการให้อื่นๆ แต่จะดีมากยิ่งขึ้นถ้าการให้เป็นการให้เชิงพัฒนาและสนับสนุนให้คนพิการมีทางเลือก เช่น การแจกรถเข็นที่สามารถเลือกให้เหมาะสมกับความพิการ วัสดุอุปกรณ์มีคุภาพดี ใช้งานสะดวก หรือเป็นอุปกรณ์เสริมอย่างอื่นที่จำเป็นต้องใช้ เช่น เตียงนอน เตียงลม เครื่องยก อุปกรณ์เครื่องพิมม์สำหรับคนตาบอด หรืออุปกรณ์เครื่องช่วยอื่นๆที่จำเป็น หรือล่ามภาษามือที่เพียงพอ
    เมื่อผ่านพ้นส่วนที่หนึ่งมาได้ ก็จะต้องมีต่อภาคที่สอง ว่าจะพัฒนากันอย่างไรต่อไป
 
 
ส่วนที่ ๒. คนพิการต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น ต้องการมีอาชีพ ต้องการการศึกษา ต้องการสิ่งแวดล้อมที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย (ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและถาวร) ซึ่งการลงทุนในเรื่องเป็นการลงทุนครั้งเดียว ได้ผลในระยะยาว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แต่จะส่งผลดีในระยะยาว เช่น ถ้าทุกโรงเรียนคนพิการไปเรียนได้ เราก็จะลดจำนวนประชากรที่ไม่รู้หนังสือ เมื่อคนพิการมีการศึกษาก็สามารถหางานทำเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม ถ้าเตรียมระบบขนโดยเฉพาะรถเมล์ ที่คนทุกกลุ่มใช้ได้ สะดวก และปลอดภัย คนพิการก็สามารถออกเดินทางได้สะดวก ไปเรียนหนังสือได้ สามารถไปทำงานได้ ส่งผลกลับมาที่สังคมโดยรวมว่าลดภาระการดูและคนพิการ เพราะคนพิการจะดูแลตัวเอง
   
    ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่จะมีแค่เรื่องการศึกษา การเดินทาง หรืออาชีพ เท่านั้น แต่ทุกอย่างจะต้องสัมพันธ์กันทั้งระบบของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม คือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่จะทำอะไรต้องคิดๆๆๆๆๆๆ   การช่วยเหลือคนพิการอย่าคิดว่าเป็นการให้เปล่า แต่ให้คิดว่าเป็นการลงทุน ว่าคุณจะได้อะไรคืนมาจากคนเหล่านี้ เพราะถ้าคุณคิดว่าให้เปล่าเมื่อไหร่ คุณก็จะไม่ได้อะไรกลับคืนมา คุณจะเสียทุกอย่างไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถ้าคุณคิดว่านี่คือการลงทุน แน่นอน คุณจะต้องคิดว่าคุณจะทำอย่างไรที่คุณจะได้ทุนพร้อมทั้งกำไรกลับคืนมา
 
สุรีพร ยุพา
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: มกราคม 07, 2010, 11:40:39 PM »

From: toi...................................................................
To: tum_org...............................................................................
Subject: Re: RE: เบี้ยความพิการ : ความยั่งยืนของคนพิการไทย?
Date: Mon, 28 Dec 2009 17:11:45 +0700

สวัสดีท้ายปีเก่าครับทุกท่าน
 
ผมดีใจครับที่มีคนสนใจเขียนบทความ และแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นทั้งทางจดหมายและกระทู้ ในเรื่องแนวคิดที่เกี่ยวข้องจริงๆจังๆสักที หลังจากคุยแบบอ้อมๆแอ้มๆ มาช้านาน ผมเชื่อว่าทุกคนมีความปราถนาดีมีความหวังดีต่อคนพิการ  แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของวิธีคิด วัฒนธรรมพื้นถิ่น สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน แม้จะอยู่ในประเทศไทยเดียวกันก็ตามที
ขอบคุณ ผู้เขียนบทความ ที่ทำให้พวกเรากลับมาพินิจ พิจารณา ใคร่ครวญ/ไตร่ตรอง เกี่ยวกับการใช้เงินเพื่อคนพิการและคนทั้งประเทศ
ขอบคุณ คุณสว่าง ที่ให้ควาเห็นเพิ่มเติมจนกระจ่างชัดขึ้น
ขอบคุณ คุณสุรีพร ที่ช่วยเพิ่มเติมความต้องการของคนพิการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณ คณะทำงานคณะรัฐมนตรีที่ริเริ่มโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และขอบคุณคณะทำงานคณะรัฐมนตรีที่ต่อมาให้รักษาฟรีทุกคน(ที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ) ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน
 
เคยไม่เห็นด้วยกับที่คณะรัฐมนตรีใช้โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และรักษาฟรีทุกคน(ที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ) ไม่วาว่าจะร่ำรวยหรือยากจนในโรงพยาบาลของรัฐ เพราะข้ออ้างเพื่อความเท่าเทียมกันนั้นฟังไม่ค่อยจะขึ้น แต่มีประโยชน์มากๆสำหรับผู้มี่มีรายได้ไม่มาก  แต่ก็ทำให้เกิดการบริโภคยามาขึ้นด้วย


มาเรื่องเบี้ยความพิการนี้ก็อ้างเพื่อความเท่าเทียมกันก็คงใช้ไม่ได้อีกเช่นกัน การอ้างสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง
 
เบี้ยความพิการ อาจช่วยแบ่งเบาภาระของคนพิการ-ครอบครัวได้มากน้อยต่างกันไป บางครอบครัวอาจใช้ซื้ออาหารประทังชีวิตได้นับสิบๆวัน ในขณะที่บางคนนั้นใช้เป็นค่าโดยสารถรถไปหาหมอเที่ยวเดียวก็หมดแล้ว บางครอบครัวอาจช่วยให้คนในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสดวกสบายใจขึ้น ในขณะที่บางครอบครัวเงินที่เพิ่มมาเดือนละ ๕๐๐ บาทนั้นแทบไม่ได้ส่งผลใดๆเลย
 
ใจจริงแล้วผมยังเห็นว่าการใช้ความจำเป็นพื้นฐานเป็นตัวชี้วัดในการจ่ายเบี้ยยังชีพคนพิการ แต่พอถ่ายโอนไป อปท. การคัดกรองก็มีปัญาหามากขึ้นจากการเมืองในท้องถิ่น ทำให้เกิดการบิดเบือนไป
การแก้ปัญหาโดย เบี้ยความพิการ อาจะช่วยแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจ่ายเบี้ยยังชีพคนพิการได้ในระดับหนึ่ง  แต่ก็ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแบบใหม่(หรือใครจะว่าเก่าก็ตามใจ)ขึ้นมา
 
แต่ที่เห็นได้ชัดเจนคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยสร้างความเท่าเทียมกันระหวางคนพิการกับคนไม่พิการมีการทำไม่มากนัก โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนในประเทศทั้งประเทศ ที่มีอิยู่ก็เป็นการลดราคาค่าโดยสารสำหรับคนพิการที่ไปไหนมาไหนได้อยู่แล้ว  ส่วนคนที่ต้องอาศัยเครื่องช่วยหรือุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักก็ถูกกีดกันออกไปให้ต้องใช้บริการที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากกว่าปกติหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการที่อยู่ต่างจังหวัดต่างอำเภอ
 
การศึกษาเป็นสิ่งที่ช่วยได้ระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับการสอนให้ประกอบอาชีพต่างๆ ที่อาจทำให้บางคนมีอาชีพเข้ารับการอบรมประกอบอาชีพ เพราะใช้ไม่ได้ในความเป็นจริงเป็นส่วนใหญ่มีส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จ เพราะขาดการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและจริงจัง
 
ผมมีเพื่อนคนพิการที่ได้รับบัตรโทรศัพท์ฟรี แต่เขาใช้ไม่ได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร 
 
ผมเห็นมีตู้โทรศัพท์สาธารณสำหรับคนพิการมีมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนทางเท้าที่วีลแชร์ขึ้นไปไม่ได้ ผมเห็นมีสวนสวนสาธารณะที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ/ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีทางลาดสำหรับขึ้นไปบนทางเท้าได้ ไม่มีทางลาดจากทางเท้าที่จะขึ้นไปที่สวนสาธารณะ ต้องไปขึ้นจากพื้นถนนที่รถวิ่งไปมา ทางเท้าข้างถนนจริงๆ วิลแชร์แทบขึ้นไม่ได้ใช้ไม่ได้

สถานที่ราชการระดับจังหวัดไม่ทำที่จอดรถคนพิการโดยอ้างว่าถ้าติดป้ายจะบดบังภูมิทัศน์  ลิฟท์ขึ้นลงจะเปิดบริการเป็นเวลาเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า จึงเปิดตอนเช้า เที่ยง และเย็นเท่านั้น
 
ผมยังมองไม่ออกนักว่าเบี้ยความพิการ  เกี่ยวความยั่งยืนของคนพิการไทย มากน้อยเพียงไรในเมื่อแจกกันอย่างนี้ ก็จะมีบางคนไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการนี้อยู่ดี   ดูเหมือนจะมีเสียงชื่นชมของประชาชนบางคนที่บอกว่าดีนะทีรัฐบาลนี้เขาดูแลคนชราดูแลคนพิการหัวละ ๕๐๐ ต่อเดือน ซึ่งมีความเหมือนและความต่างกับโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และรักษาฟรีทุกคน(ที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ) ไม่วาว่าจะร่ำรวยหรือยากจนในโรงพยาบาลของรัฐ
 
ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างชัดเจนก็คือมีคนที่แสดงตัวว่าเป็นคนพิการ มีคนพิการอยู่ในครอบครัวมากขึ้น และได้ผลมากขึ้นกว่าโครงการต่างๆก่อนหน้านี้ และเม็ดเงินตกถึงมือคนพิการในวงกว้าง  ซึ่งอาจจะส่งผลระยะยาวที่ได้จำนวนคนพิการที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นคงมาดูกันต่อไปว่ารัฐบาล ระบบราชการ ภาคเอกชน องค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ องค์กรคนพิการ จะขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางใด
 
ซึ่งถ้าจะต้องยึดติดกับรุปแบบการแจกๆๆ แล้ววันหนึ่งไม่มีจะแจก  หรือแจกแล้วใช้ไม่ได้ จะทำอย่างไรกันต่อไป  เพราะปัญหาอย่างนี้ไม่ได้เกิดกับวงการคนพิการเท่านั้น การแจกผ้าห่มกันหนาวก็ส่วนใหญ่คนที่ได้แล้วก็ได้อีก  ไม่รับก็อาจถูกตั้งข้อหาว่าแข็งขืน ส่วนคนที่อยู่ไกลหนาวมากลำบากมากก็ยังลำบากกันต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ามีคนพิการวมอยู่ด้วย
 
ขอฝากทุกท่านช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอต่อไป
 
ขอแสดงความนับถือ และขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2010, 09:41:04 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
snowball
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 140



เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: มกราคม 09, 2010, 06:08:51 AM »

ขอบคุณพี่ต้อยที่เข้ามาแบ่งปันเรื่องราวของคนพิการ ผมเคยทำงานกับมนุษย์ล้อพบว่ามันยากจริง ๆ สำหรับการดำรงอยู่ตรง "จุดบอด" ของสังคม ที่ว่าเป็นจุดบอดก็คือมองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน ถ้าพูดถึงวงจรสมองก็คือตั้งแต่เด็กจนโต ระบบการศึกษาปกติของเรากีดกันผู้พิการออกไปจากการรับรู้ ตัวผมเองพบว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เคยเข้ามาอยู่ในหัวเลยตอนเป็นวัยรุ่น ผมไม่เคยสร้างวงจรสมองให้มองเห็นเรื่องเหล่านี้ ผมเชื่อว่าคนที่แปะ post-it ลงบนกระจกรถเองก็ไม่ตระหนักในเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการและผู้บริหารกี่คนแล้วที่เดินเข้าออกหน่วยงานของตนแต่ไม่เคยสังเกตว่าหน่วยงานของตนไม่มีทางรถเข็นให้กับผู้พิการ ไม่มีที่จอดรถสำหรับคนพิการ มองไม่เห็น เหมือนกับอยู่กันคนละมิติ วงจรสมองที่รับรู้เรื่องนี้ไม่เคยเชื่อมโยงเกิดขึ้น ผมสนใจว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้เด็ก ๆ ของเราสร้างวงจรสมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทนที่จะเอาไปท่องจำข้อสอบที่ได้มาจากโรงเรียนกวดวิชา การเรียนรู้ที่มีชีวิตเป็นศูนย์กลางที่หมอประเวศพูดถึง ฟังดูก็ดี แต่ชีวิตในที่นี้ต้องไม่ใช่แต่ชีวิตตัวเองควรจะต้องรวมคนที่อยู่ชายขอบ และคนเล็ก ๆ ที่มีเสียงเล็ก ๆ ของสังคมด้วย
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: มกราคม 15, 2010, 11:31:40 PM »

ใช่เลยครับ! คุณศรชัย คนพิการส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งจุดบอด

ถ้ามีจุดเด่น.. ก็จะเป็นเรื่องราวของคนพิการที่มีความรู้ มีชื่อเสียง มีเศรษฐานะทางบ้านดี จึงพอจะมีโอกาสได้รับความสะดวกที่ห้างร้านจัดให้

ส่วนหน่วยงานภาครัฐก็แล้วแต่ผู้บริหารจะให้ความสนใจมากน้อยเพียงไร ที่สำนักขนส่งจังหวัดนครสวรรค์ มีทางลาดยาวพร้อมราวจับสองข้างมานานแล้ว แต่เพิ่งจัดทำเป็นที่จอดรถผู้พิการและติดป้ายเมื่อปลายๆ เดือน ธันวาคม ๒๕๕๒ นี้  แม้จะมีพื้นที่เพียงพอแต่ก็ยังไม่ได้มาตรฐานตาม มาตรฐานอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๔๔  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการเริ่มเปิดพื้นที่ให้คนพิการขึ้นมาบ้าง

ในช่วงก่อนหน้านั้นเล็กน้อย อบจ.ก็จัดทำจุดรับส่งคนนั่งเก้าอี้เข็น แต่ยังไม่ทำที่จอดรถคนพิการ แม้ว่าจะมีพื้นที่ว่างอย่างเหลือเฟือ...

ที่แย่กว่านั้นหลังปีใหม่นี้เอง ที่เข้าห้องน้ำของห้างใหญ่ในจังหวัดแห่งหนึ่ง ด้วยความที่ปวดท้องมากต้องเข้าห้องน้ำที่มีป้ายสีแดงที่มีรูปคนนั่งเก้าอี้เข็น ที่ไม่มีกลอนล็อคจากภายในห้องได้ เราก็อุตส่าห์นั่งบนโถแล้ว ดันเก้าอีเข็นไปดันให้ประตูปิดไว้ ยังทำธุระไม่เสร็จก็มีคนมาผลักประตูซึ่งยังคงเปิดอยู่...แล้วะผู้ที่อยู่ข้างนอกก็ไม่สามารดึงประตูให้ปิดได้เพราไม่มีมือจับ เป็นอีกจี๊ดหนึ่งที่ขึ้นไปแจ้งให้บริษัททราบและถามว่าเขาทำห้องน้ำแบบนั้นไว้ ๒ ชั้น จากแนวคิดเกี่ยวกับคนพิการ/คนนั่งเก้าอี้เข็นอย่างไรกันแน่

ส่วนอีกห้างหนึ่งก็มีห้องน้าที่คนนั่งรถเข็นใช้ได้สะดวก ๑ ห้อง ที่ชั้นซึ่งลิฟต์ที่อยู่ใกล้เป็นอันดับแรกและอันดับที่สองไม่หยุดให้ แล้วขอให้มีการอำนวยความสะดวกสำหรับคนด้อยโอกาสหน้าห้องน้ำที่ไม่มีใครเปิดเข้าไปใช้ได้ ผมไม่แน่ใจว่าผู้บริหารรู้เห็นเป็นใจด้วยอย่างไรหรือไม่


บางทีบริษัทห้างร้าน ญาติ เพื่อน ผู้มีหน้าที่/หน่วยงาน องค์กรการกุศล อาจจะคิดว่าคนพิการ/คนนั่งรถเข็น ควรอยู่บ้านไม่ควรออกไปซื้อหาข้าวของด้วยตัวเอง ควรอาศัยญาติ พี่ น้อง ลูก หลาน เพื่อน คนรู้จักให้ไป-ซื้อไปใช้บริการแทน อย่างที่เขาทำกับคนในครอบครัวหลายครอบครัวกระมัง? หรือในสถานสงเคราะห์  ซึ่งกลายเป็นว่าคนการ คนนั่งรถเข็น ผู้สูงวัย เป็นภาระในบางครั้งบางเวลาหรือบ่อยครั้ง จนไม่สบายใจ -อึดอัดใจด้วยกันทุกฝ่าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2010, 12:27:57 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: มกราคม 20, 2010, 07:29:07 PM »

ด่วนมาก!!!! ต้องการ PA ให้คุณพ่อคุณอีริค‏

จาก:  Sawang Srisom-NMAD
ส่งเมื่อ: 19 มกราคม 2553 16:53:53
ถึง:  Antika, View.........
 
เรียนทุกท่าน

ขอฝากประชาสัมพันธ์ครับ คุณพ่อของคุณอีริค (คุณอีริคทำงานที่ยูเอ็นที่กรุงเทพ) เดินทางมาประเทศไทย จะอยู่ที่ประเทศไทย 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันนี้ ต้องการผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถทำงานได้ตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ หยุดวันอาทิตย์ เริ่มงาน 9 โมงเช้า-6 โมงเย็น ในการช่วยเรื่องการอาบน้ำ และช่วยเข็นรถเข็น พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง (ไม่ต้องมาก) ค่าจ้างสามารถต่อรองได้  ช่วงนี้คุณอีริคกำลังดำเนินการปรับสถานที่ในบ้านอยู่ ถ้าเสร็จแล้ว ก็อาจจะให้มาทำงานแค่ช่วงตอนอาบน้ำตอนเช้าและตอนเย็นอย่างเดียว ถ้าใครสนใจ หรือรู้จักว่ามีใครสนใจ ผมช่วยฝากบอกต่อด้วยครับ ต้องการด่วน ถ้าใครสนใจทำงานนี้ ติดต่อผมได้โดยตรงครับที่เบอร์ 08-4079-3744  หรือติดต่อคุณอีริคโดยตรงที่เบอร์ 08-6992-4210 ครับ

ขอบคุณครับ

Best regards,

Mr. Sawang Srisom

Chairperson

Network of Music and Arts of Persons with Disabilities (NMAD)

c/o Foundation for Children with Disabilities (FCD)

546 Latprao 47, Wang Thong Lang, Bangkok, THAILAND 10310

Tel/Fax: 66-2-539-9958, 539-9706, 539-2916

Website: www.nmad2006.org


ใครรู้จักผู้ที่สามารถจะทำงานผู้ช่วยเหลือส่วนตัว (Personal Assistant) บางช่วงเวลากรุณาช่วยบอกต่อหรือติดต่อไปตามที่อยู่ข้างต้น จะขอบคุณมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 22, 2010, 06:53:06 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: มีนาคม 29, 2010, 11:34:09 PM »

ขออนุญาตนำเมล์ส่งต่อจาก คุณสว่าง ศรีสม  ทีขยันหมั่นเพียรทำงานสื่อสารกับคนในสังคมอย่างต่อเนื่อง บางท่านอาจได้รับ FW: Don't Write about Me Just Because I'm Disabled‏ ภาคภาษาอังกฤษแล้ว วันนี้ที่นำมาวางคุณสว่างแปลเป็นภาษไทยพร้อมคำนำ

FW: อย่าเขียนถึงฉันเพียงเพราะฉันมีความพิการ (Don't Write about Me Just Because I'm with disability)‏
จาก:  Sawang Srisom-NMAD


เรียนทุกท่าน

หลังจากที่เมื่อสองสามวันนี้ผมได้รับบทความภาษาอังกฤษชื่อ Don’t Write about Me Just Because I’m with Disability จากเครือข่ายต่างประเทศ และส่งให้ทุกท่านได้อ่านไปแล้ว พอดีเห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ จึงลองแปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ อาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนัก (พอดีช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา) ถ้าท่านใดจะช่วยปรับให้อีกแรงก็จะยินดีมากครับ

เรื่องที่ผมแปลนี้ มีบริบทของสังคมตะวันตกอยู่มาก บางอย่างก็ต่างจากสังคมเรามากพอสมควร เช่นเรื่องการใช้คำเรียกคนพิการ ซึ่งใช้ต่างจากของสังคมตะวันออกในเรื่องวิธีการใช้ภาษา แต่โดยรวม ทัศนคติที่แฝงอยู่ในภาษาก็ไม่ต่างจากสังคมของเรา เช่น คำว่า Suffer ซึ่งอาจพบในประโยคเช่น He suffers from mental retardation ซึ่งหมายถึงมีความทุกข์ทรมานจากการเป็นคนปัญญาอ่อน (แปลตามภาษา) ซึ่งได้สะท้อนทัศนคติของสังคมตะวันตกว่า คนพิการคือคนที่ทุกข์ทรมาน ซึ่งก็เหมือนกับสังคมของเราเช่นกัน ฉะนั้นในบางตอนของเรื่องจึงอาจฟังดูไม่เข้าใจ แต่อาจจะพอเห็นความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง

จริงๆ เรื่องที่ผมแปลนี้ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมของเรา โดยเฉพาะในสื่อ เราคงจะเคยได้ยินเรื่องของคนพิการสู้ชีวิต ขนาดเป็นอย่างนี้แล้ว (โดยนัยคล้ายกับจะบอกว่าไม่เจียม) ยังมีมานะอุตสาหะในการทำมาหาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้ (โดยทั่วไปเราคาดหวังว่าคนพิการจะทำไม่ได้ พอทำได้ขึ้นมาจึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่คนทั่วๆ ไปก็ทำอยู่แล้วไม่ใช่เฉพาะคนพิการ

คนพิการที่สู้ชีวิต คนพิการที่ทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คาดคิดว่าจะทำได้ หรือคนพิการที่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ มักจะถูกนำมาสรรเสริญเยินยอจนเกินจริง โดยมักเปรียบเทียบว่า “ขนาดเราเป็นคนปกติยังทำไม่ได้เลย” ซึ่งโดยความตั้งใจแล้วคงต้องการชดเชยสิ่งที่คนพิการเสียไปโดยการให้กำลังใจ (แต่มากเกินไปจนดูไม่จริงใจ) ในขณะเดียวกัน ก็สร้างความคาดหวังให้กับคนพิการมากเกินไป เพราะในความเป็นจริงคงจะคาดหวังให้คนพิการทุกคนเป็น "ยอดมนุษย์” ไม่ได้ทุกคน คนพิการที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งก็ควรได้รับการยอมรับในสังคมด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรยกย่องคนที่มีความมานะอุตสาหะ แต่สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับความพิการ แม้ว่าในความเป็นจริงคนพิการอาจจะประสบกับความยากลำบากมากกว่าคนทั่วไป (ซึ่งเป็นอุปสรรคที่อยู่นอกตัวคนพิการ) ก็ตาม เพราะไม่ว่าเราจะพิการหรือไม่ ถ้าเราเป็นพ่อ/แม่ เป็นลูก เป็นสามี/ภรรยา ฯลฯ เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งต่อครอบครัวและสังคม ทั้งโดยหน้าที่และความรัก

ผมกับเพื่อนๆ เคยได้รับการชื่นชมจากคนไม่พิการด้วยสีหน้าทึ่งและแปลกใจ เพียงเพราะผมและเพื่อนๆ คนพิการสามารถขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นยี่สิบกว่าๆ ได้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่อาจจะเป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นและไม่คาดคิดว่าคนพิการจะทำได้ก็เลยรู้สึกอย่างนั้น บางครั้งก็อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า “เป็นอะไรมากไหม?”

นอกจากนี้ สื่อยังมักนำเสนอเรื่องราวของคนพิการที่โชคร้าย (เพราะมีความพิการ) หรือบังเอิญโชคร้ายแล้วกลายเป็นคนพิการ เพื่อที่จะให้กำลังแก่คนเหล่านี้ และนำไปสู่การช่วยเหลือในรูปแบบของการบริจาค/สงเคราะห์ ซึ่งก็คือการทำดีอย่างหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็สร้างทัศนคติว่าที่ผิดๆ ให้สังคมว่า ความพิการเป็นเรื่องของความโชคร้าย ความพิการไม่น่าพึงปรารถนา คนที่ตกอยู่ในสภาพนี้ต้องได้รับความเห็นใจ (ส่งเสริมให้เกิดการสงเคราะห์ที่ไม่สามารถช่วยคนพิการในระยะยาวได้ เพราะอาจช่วยได้แค่ทำให้อิ่มไปวันๆ) เพราะถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากพิการ (เป็นสิ่งที่พูดกันบ่อยมาก) ทำให้คนกลัวความพิการ และคิดว่าเมื่อพิการแล้วจะโชคร้าย ทนทุกข์ทรมาน ซึ่งผิดไปจากความจริง ผมไม่ได้หมายความว่าความพิการเป็นสิ่งที่ดีและเราควรเป็นคนพิการ เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถบอกได้ว่าชีวิตในสภาพแบบใดจะดีกว่ากัน คนที่เกิดในสลัมบางคนก็เป็นคนดีได้ ในขณะที่คนที่เกิดมาเพียบพร้อมกลับทำตัวเหลวไหล ความพิการก็ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินว่าเราจะทำให้ชีวิตให้ดีได้หรือไม่เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลส่วนหนึ่ง และปัจจัยเสริมภายนอกจากสังคม (ซึ่งมีความสำคัญมาก)

เราจะพบว่า สื่อจะพูดถึงอุปสรรค์ที่อยู่นอกตัวคนพิการน้อยมาก แทบจะไม่มีสื่อใดที่นำเสนอเรื่องราวของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ การศึกษา การจ้างงานหรือกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตอิสระได้มากขึ้น แต่เรากลับให้ความสนใจที่ความพิการของบุคคลมากเกินความจำเป็น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงความพิการเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้คนพิการได้น้อยมากหรือไม่ใช่ปัญหาเลย (หรือเป็นปัญหาที่คนพิการจัดการได้) เมื่อเทียบกับอุปสรรคที่มีอยู่มากมายในสังคม

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อย่าเขียนถึงฉันเพียงเพราะฉันมีความพิการ (Don't Write about Me Just Because I'm with disability)

จากผลการสำรวจสถิติเรื่องการมีส่วนร่วมและข้อจำกัดด้านกิจกรรมของแคนาดาเมื่อปี 2006 มีคนพิการอยู่ในแคนาดาราว 4.4 ล้านคน แม้ว่าจะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ประมาณร้อย 14.3 ของประชากรชาวแคนาดา แต่คนพิการก็มักถูกโดดเดี่ยว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยเห็นหรือได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคนพิการในสื่อกระแสหลักต่างๆ มากนั่นเอง

สื่อโดยภาพรวมถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมของสังคม อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่คนพิการถูกนำเสนอในสื่อว่าเป็นความน่ากลัวและสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของคนทั่วไปมากกว่าที่จะนำเสนอว่าคนพิการเป็นสมาชิกที่สร้างผลผลิตให้แก่สังคม

สื่อมีอำนาจที่จะเป็นเวทีสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม ในประวัติศาสตร์ สื่อส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงและสนับสนุนคนที่ต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สื่อได้สร้างความเชื่อที่ผิดๆ ทำให้คนพิการหลายล้านคนถูกโดดเดี่ยว มิหนำซ้ำยังละเลยที่จะนำเสนอภาพที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดการเหมารวมต่อคนพิการ

การนำเสนอเรื่องคนพิการของสื่อยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากมักสร้างจุดสนใจโดยการนำเสนอว่าคนพิการเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรี (Superhero) หรือเป็นเหยื่อ (Victim) ของความโชคร้ายบางอย่าง

ไม่ต้องสงสารฉัน

ยกตัวอย่างเช่น ฉันถูกยกให้เป็นวีรสตรี ในบทความหนึ่งในหนังสือ Kamloops ของสัปดาห์หนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2007 ก่อนที่ฉันจะจะจบมหาวิทยาลัย Thomson Rivers ด้านแผนการพัฒนาสังคมไม่นานนัก นักข่าวนำเสนอฉันว่าเป็นนักไต่เขาของวัดมายัน เขาบอกว่าฉันต้องต่อสู้ฝ่าฟันปีนป่ายตั้งแต่ฉันเกิด

ในความคิดของฉัน การได้ปริญญาพัฒนาสังคมเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ฉันเหมือนกับมาตรฐานของคนทั่วไป บทความนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกคนคาดหวังกับฉันและฉันต้องทำให้ได้ ฉันอาจจะได้สร้างแรงบันดาลใจหรือทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่าไม่มีความสามารถที่จะทำได้อย่างที่ฉันทำ (อีกด้านหนึ่ง บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่าฉันได้ปีนเขามาหลายลูกแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงเล็กน้อย)

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันถูกนำเสนอในบทความของ Elliot Lake Standard ว่าน่าสงสาร ในขณะเดียวกันก็มีสถานะเป็นวีรสตรีไปด้วย ในบทความเขียนว่า “แม้ว่าจะต้องนั่งอยู่บนรถเข็น ไม่สามารถขยับแขนขาได้เอง ไม่มีเสียงพูดจากการเป็นซีพี (Cerebral palsy)…”

พอฉันเห็นตัวเองถูกนำเสนอเช่นนี้ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยเพราะว่าฉันไม่อยากให้คนสงสารฉัน ฉันไม่คิดว่าการพูดถึงความพิการของฉันเป็นสิ่งจำเป็นนัก นักเขียนคนนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่สามารถมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันได้โดยการบอกว่าฉันนั่งอยู่บนรถเข็น

สื่อมักให้ความสำคัญกับการนำเสนอคนพิการว่าเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรีและเหยื่อของความโชคร้าย ซึ่งทำให้คนพิการรู้สึกว่าเขาอาจจะไม่ใช่คนปกตินอกเสียจากว่าจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจากที่กล่าวมา (วีรบุรุษ/วีรสตรีหรือเหยื่อผู้โชคร้าย) คนอื่นๆ ก็คงมองคนพิการในทำนองเดียวกัน ซึ่งสร้างภาพที่บิดเบี้ยวของคนพิการในสังคมของเรา

จากผลการศึกษาในปี 2000 ของนักวิจัยชาวอังกฤษชื่อ Caroline Cooke, Liz Daone และ Gwilym Morris ในเรื่อง “หยุดสื่อ – สื่อนำเสนอคนพิการอย่างไร” ได้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้คำที่ไม่เหมาะสมกับคนพิการหลายคำในสื่อ โดยคำที่ความหมายเชิงลบเหล่านี้มักใช้กันคนพิการทางจิตใจและสติปัญญา เช่น คำว่า Handicap (คนพิการ-มีนัยว่ามีข้อจำกัด/ความเสียเปรียบ) Cripple (ง่อย) Wheelchair-bound (ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น) Sufferer (ผู้ที่ทุกข์ทรมาน) หรือคำอื่นๆ เช่น ด้อยโอกาส ผิดปกติ ปัญญาอ่อน สิ้นหวัง ทุกข์ทรมาน หรือคนที่เหมือนของที่เสียแล้ว (Damaged)

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อต้องนำเสนอคนพิการอย่างเป็นธรรมและถูกต้องเพื่อสร้างความรู้และเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมต่อคนพิการ ความพยายามเพื่อข้ามผ่านความเศร้าโศกเป็นสิ่งที่ดีแต่นักเขียนควรต้องเลือกว่าจะใช้ในบริบทใดในเนื้อหาเช่นใด คนพิการควรถูกนำเสนออย่างถูกต้องและไม่โอเวอร์มากเกินไป

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำที่นักเขียนสามารถใช้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับคนพิการ

หลีกเลี่ยงการใช้คำอย่างเช่น (the) handicapped (คนพิการ/คนเสียเปรียบ/คนขอทาน), afflicted by (มีความทุกข์ทรมาน), suffers from (ทรมานจาก), victim of (เหยื่อของ), confined to a wheelchair (ต้องอยู่บนรถเข็น), wheelchair-bound (ต้องอยู่บนรถเข็น), mentally handicapped/subnormal (ปัญญาอ่อน/สมองทึบ), cripple (ง่อย), invalid ทุพพลภาพ), the disabled (คนพิการ), able-bodied (คนปกติ) ให้ใช้คำอย่างเช่น People with Disabilities (คนพิการ) คนที่มี (ความพิการ/ความบกพร่องทาง...) คนใช้รถเข็น (Wheelchair user) ความพิการทางการเรียนรู้ (Learning disability) เป็นต้น

พูดถึงความพิการของบุคคลในกรณีที่จำเป็นกับเรื่อง/บทความเท่านั้น  สำรวจบริบทที่จะเขียน ระวังการเน้นย้ำความคิดในแง่ลบและมองว่าความพิการเป็นการสูญเสีย ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะคุยกันเรื่องที่ใครสักคนกำลังประสบกับความลำบาก แต่พยายามเลี่ยงการพูดเกินจริงหรือคาดเดาเอาเอง

เมื่อพูดถึงการคาดเดา (สันนิษฐาน) นักเขียนต้องไม่ทึกทักเอาเองว่ารู้จักความพิการของบุคคลอื่นจากการประเมินของตนเองฝ่ายเดียว ควรถามบุคคลนั้นโดยตรง จากการศึกษาของประเทศอังกฤษพบว่า มักมีข้อมูลของคนพิการและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความพิการไม่ถูกต้องและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ด้วย เมื่อมีการนำเสนอคนพิการในสื่อ มักมีการพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์มากจนเกินไป เพื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานของคนทั่วไป

ผลการศึกษาพบว่าหนังสือพิมพ์ภายในประเทศมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ การวิจัยเชิงการแพทย์และประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมาย ในขณะที่หนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นเน้นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้คนพิการในการระดมทุน ตัวอย่างที่มักพบบ่อยก็มีเช่น “คนพิการผู้กล้าหาญระดมทุนเพื่อทำประโยชน์...” และ “สมาชิกของครอบครัวช่วยพิทักษ์สิทธิ์ให้คนพิการ” ในกรณีของคนพิการที่เป็นผู้กล้าหาญนั้น หัวเรื่องที่ใช้มักเกี่ยวกับการให้คนพิการเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรี มีความดี/เก่งเหนือมนุษย์ทั่วไปหรือไม่ก็เป็นคนที่ต้องการการสงเคราะห์ น่าเวทนา

สิ่งที่ขาดหายไปจากสื่อก็คือการวิเคราะห์ว่าเหตุใดคนพิการและครอบครัวต้องถูกบังคับให้ต้องระดมทุนสำหรับซื้อบริการหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่มีใครให้ความสนใจมากนักต่อประเด็นการศึกษาหรือการจ้างงานคนพิการ

การสนทนาที่ต้องถูกยกเลิกไป

สิ่งที่สังคมต้องตระหนักก็คือ คนพิการมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไปทุกวันเช่นเดียวกับคนทั่วไป

จากปี 1998-2007 หน่วยงาน CBC ได้ผลิตรายการ Moving On (ก้าวต่อไป) ซึ่งออกอากาสทั่วประเทศแคนาดาทุกสัปดาห์ และได้แสดงให้เห็นว่าสถานที่ทำงาน สุขภาพ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ ศิลปะ กีฬาและกิจกรรมสันทนาการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตของคนพิการในทุกวัน เคยมีผู้ชมรายการนี้มากถึงสองแสนคน

แต่หลังจากที่ออกอากาศมากว่า 10 ปี CBC ได้ยกเลิกรายการ เนื่องจากมีกระแสตอบรับน้อย (เรตติ้งต่ำ) สมาคมร่วมอาชีพสื่อแห่งแคนาดา ซึ่งได้นำเสนอเรื่องของแรงงานในรายการโชว์ กล่าวว่าการยกเลิกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัจจัยอื่นๆ รวมถึงความเข้าใจต่อประเด็นคนพิการของสังคมด้วยเช่นกัน

ด้วยการรายงานข่าวที่เป็นธรรม เที่ยงตรงและมีความรู้ นักเขียนสามารถมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดเรื่องของคนพิการในสื่อได้ และผลักดันประเด็นคนพิการเข้าไปสู่วาระของสังคม เราต้องทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

จาก http://rcdisabilities.blogspot.com/

 

Best regards,

 

Mr. Sawang Srisom

Chairperson

 
Network of Music and Arts of Persons with Disabilities (NMAD)



c/o Foundation for Children with Disabilities (FCD)

546 Latprao 47, Wang Thong Lang, Krungthep Mahanakorn, THAILAND 10310

Tel/Fax: 66-2-539-9958, 539-9706, 539-2916

Mobile: 66-8-4079-3744
Website: www.nmad2006.org
E-mail: sawang@nmad2006.org

English Info: http://www.spotlight-inclusiveartsasia.org/networking/members/thailand.php


For NMAD Music Performance, please contact Mr. Samran Homwong on 66-8-4448-4659

การแสดงดนตรีของวง NMAD ติดต่อนายสำราญ หอมวงษ์: 08-4448-4659

For Disability Equality Training (DET) and Web Accessibility Evaluation, please contact Mr. Sawang Srisom on 66-8-4079-3744

อบรมความเสมอภาคของคนพิการและการตรวจประเมินเว็บที่ทุกคนเข้าถึงได้ ติดต่อนายสว่าง ศรีสม: 08-4079-3744
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: มีนาคม 30, 2010, 08:37:27 PM »

หลายวันก่อนพี่ยามมาบอกผมว่า.. จัดที่จอดรถยนต์ให้พี่แล้วนะอยู่ตรงมุขหน้าโรงพยาบาล แต่ยังไม่ได้ติดป้ายให้นะ..  ผมฟังแล้วงงอยู่... ยังม่ได้ไปดูบริเวณที่พี่เค้าว่าไว้  เพราะจริงแล้วผมมักจะจอดรถยนต์ไว้ในตึกที่ผมทำงานอยู่ชั้น 14 ซึ่งมีลิฟต์ขึ้นถึงห้องทำงาน  ถ้าผมไปจอดรถบริเวณที่จัดให้อย่างที่บอกไว้นอกจากต้องใช้ลิฟต์อยู่ดีแล้ว ยังจะต้องขึ้นทางลาดชันมาก และทางลาดยาว(ไม่เกี่ยวกับอำเภอหรือตำบลลาดยาวนะครับ) คือเป็นทางลาดที่ยาวสำหรับขึ้นอาคารสนับสนุนบริการอันเป็นที่ตั้งของที่จอดรถและสำนักงานของผู้อยู่เบื้องหลังและผู้บริหาร

สำหรับหน่วยงานอื่นๆ มีแต่ระดับผู้ปฏิบัติที่บอกว่าน่าจะมี  แม้กระทั่งอำเภอยิ้ม-ศูนย์บริการ One Stop Service ของทางราชการที่บิ๊กซี ที่เคยตกเก้าอี้เข็นมาแล้วจากการไม่มีทางลาดเอียงเล็กๆ (Ramp) ยังคงไม่มีการแก้ไข-เตรียมความพร้อมให้รองรับคนนั่งรถเข็นไปใช้บริการเช่นเดิม ดีแต่ไม่ตกเก้าอี้เข็นซ้ำอีก 

สำหรับความเห็นของคุณสว่าง และบทความ อย่าเขียนถึงฉันเพียงเพราะฉันมีความพิการ (Don't Write about Me Just Because I'm with disability) นั้น เห็นว่ามีมุมมองที่น่าสนใจที่แตกต่าง จากวงการคนทำงานด้านคนพิการสำนักอื่นๆ ในบ้านเราไปพอสมควร  จำได้ว่าพันโทต่อพงษ์ นำเสนอเรื่องเหล่านี้เมื่อราวยี่สิบปีที่แล้วในวงการคนพิการไทย  นอกนั้นมักจะวนๆ อยู่ในองค์กรคนพิการะดับนานาชาติ

เมื่อปี 2545 ผมเคยทักท้วงนักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งจากที่ขอทำถ่ายทำสกู๊ปไปออกทีวีช่อง 11 พิษณุโลก  ในโอกาสที่ผมจะรับประทานโล่คนพิการตัวอย่างในงานวันคนพิการ ผมบอกว่าเป็นแผลที่เกิดจากการที่ขากดลงบนแผ่นโลหะแม้จะมีวัสดุหุ้ม เธอก็ยืนยันว่าจะใช้คำว่าเป็นแผลกดทับ แล้วก็ใช้คำว่าเป็นแผลกดทับในการออกอากาศจริงๆ เสียด้วย  กับนักสื่อสารมวลชนนั้นบางครั้งมีความคลาดเคลื่อนได้มาก  อาศัยเรียนมาทางนิเทศศาสตร์-สนใจเกี่ยวกับสื่อมวลชนช่วงหนึ่งผมเลยเป็นคนเขียนข่าวแล้วค่อยส่งให้สื่อมวลชนในท้องถิ่นด้วยตัวเอง และมีความแตกต่างเรื่องตัวเลขจำนวนคนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับข่าวแจกของทางราชการ พอไม่ค่อยได้สัมผัสแหล่งข่าวจริงก็เลิกเขียนข่าวไปเลย

หลายปีก่อนผมบังอาจไปทักท้วงนักเขียนชื่อดังแห่งค่าย "ผู้จัดการ" ที่ผู้เขียนบทความ ด่านักการเมืองบางคนโดยพาดพิงคนพิการ ว่า ....ราวกับคนพิการอะไรทำนองนั้นไป  ก็ได้รับการชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียดหยามคนพิการ 

   เมื่อ 28 มี.ค. 53 เวลา 22:24:55 มีผู้ตั้งกระทู้  สมควรหรือไม่ที่จะปราศัยในที่สาธารณะเช่นนี้  http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=7852&READNUM=4efpage=1  ในชื่อ  สว่าง ศรีสม (ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า)  มีประเด็นที่ว่า ...เหมาะสมหรือไม่ที่ ผู้หญิง(ผู้ปราศัยบนเวทีเสื้อแดง)คนนี้และกลุ่มผู้ชุมนุมหัวเราะเยาะลูกชายคุณอภิสิทธิ์ที่เป็นคนพิการแทบตลอดเวลา และประเด็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ฮืม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2010, 12:09:37 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2010, 05:41:12 PM »

เมื่อสถานที่สาธารณะกำลังกดขี่และกีดกันคนพิการ

ต้องขอออกตัวก่อนว่าเป็นคน(ยัง)ไม่พิการ และไม่มีประสบการณ์ตรงกับความพิการ แต่ด้วยกว่าสิบปีมานี้ ได้มีโอกาสเข้าไปยุ่งกับคนที่มีประสบการณ์ตรงกับความพิการ ขออนุญาตเอาประสบการณ์แบบอ้อมๆมาแบ่งปันกัน

หากแปล accessibility แบบตรงไปตรงมาก็คงเป็นการเข้าถึงและ accessible facilities มักได้ยินเป็นภาษาไทยว่า การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ตัวอย่างต่อไปนี้จึงขอพูด access แบบที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือระดับกายภาพ คือเข้าถึงจุดหมายและใช้ประโยชน์จากอาคาร สถานที่นั้นๆได้ เข้าถึงเพราะคนพิการมีกิจ มีความเชื่อมโยงกับสถานที่นั้นๆ ในทางกลับกัน ถ้าอะไรที่เข้าถึงไม่ได้ หรือใช้ไม่ได้ หมายความว่ามันกำลังกีดกันคนพิการออก เช่น บันได แค่สูงจากพื้นเกิน 2 เซน ก็หยุดล้อรถเข็นไม่ให้หมุนได้แล้ว เมื่อคนพิการเข้าอาคารสถานที่นั้นๆไม่ได้ คราวนี้ เค้ากำลังถูกกีดกันอีกระดับคือระดับนามธรรม ประมาณว่า “ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ” หรือ “คุณไม่มีอะไรที่จะต้องเข้ามาสัมพันธ์กับสถานที่เหล่านี้” เมื่อสถานที่เป็นแบบนี้คือมีอุปสรรคมากๆเข้า คนพิการกำลังถูกกีดกันออกจากสังคมของเค้า และดูเหมือนว่า วงจรแบบนี้กำลังเกิดขึ้นกับสังคมทุกสังคม หนัก-เบาก็ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและไม่ใส่ใจของคนที่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องเหล่านี้
ต้องขอขอบคุณพี่น้องคนพิการทุกท่านที่มีน้ำใจและอุทิศเวลาและกำลังกาย-ใจ เป็นอาจารย์ให้ผู้เขียนได้เรียนรู้เรื่อง Access และความต้องการของคนพิการอย่างลึกซึ้งมากขึ้นมาโดยตลอด
จุดเล็กๆที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตคนหลายคน

1.   นักออกแบบ วางผัง ไม่เข้าใจจริงว่าโลกนี้มีคนที่หลากหลาย เลยออกแบบอะไรที่เป็นค่าเฉลี่ยให้ร่างกายที่ได้ตามมาตรฐาน ไม่ขาดไม่เกิน และคิดว่าการสื่อสารมีรูปแบบเดียว คือ พูดด้วยปากฟังด้วยหูและดูด้วยตา

2.   คนที่มีอำนาจตัดสินใจไม่ว่ารัฐหรือเอกชน มักคิดว่า คนที่มีความพิการคงเป็นคนที่มีจำนวนน้อย(ม๊าก)ในสังคม เลยคิดแต่เรื่อง ลงทุนแล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม ที่น้อยอาจเพราะกระบวนการสร้างความนิยามมันจำเพาะ จนเหลือคนที่มีความพิการที่เข้าข่าย (หรือที่เข้าท่า) น้อยเหลือเกิน เมื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกมาแล้วก็ไม่ดูแลรักษาเพราะคิดว่าจะไม่คุ้มการลงทุน

3.   คนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับความพิการ คิดว่าไม่เคยเห็นคนพิการในที่สาธารณะ ก็เลยคิดว่า เค้าคงไม่ต้องการออกมาบวกกับความละเลย ไม่ใส่ใจเมื่อพูดถึงคนพิการก็นึกถึงแต่ขอทาน ที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิต ไม่ไปซื้อของ ไม่ไปดูหนังฟังเพลง ไปกินข้าวในร้าน ดังนั้น ก็คงไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้น

4.   สื่อที่เป็นภาพสะท้อนของสังคม มักไม่เสนอ หรือแม้เสนอก็สร้างภาพตัวแทนคนพิการให้เป็น ผู้ด้อยเปรียบของสังคม หรือหากใส่ใจนำเสนอ ชีวิตของคนพิการก็มักเป็นเรื่องน่าสงสาร น่าเศร้า “…ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย..โปรดมาทำบุญกันเถอะ”

5.   ที่แย่ที่สุดคือ คนที่ออกกฎหมายมาแล้ว ตามแบบที่ไปสัญญาไว้ในเวทีนานาชาติแต่ไม่ใส่ใจจะทำตามที่สัญญากัน เมื่อมีคนทวงสัญญาก็เลี่ยงที่จะได้ยิน
เอาแค่นี้ก่อน ลองมาสำรวจว่าปัญหาที่ว่ามันแอบอยู่ตรงไหนบ้างในที่ที่คนพิการต้องการไป ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ที่ที่คนพิการต้องการไปไม่ได้มีความแตกต่างจากใครอื่นเลย ซึ่งต่างจากที่โครงการรถเมล์ 4000 คันที่จะจัดให้เฉพาะผ่านโรงพยาบาลหรือสถานที่ราชการเท่านั้นโดยสิ้นเชิง
 
ภาพแรก ย่านสีลม- เพราะนักออกแบบคิดว่าทุกคนก้าวขึ้นลงถนนด้วยเท้า ขอบฟุตภาพสูงๆเลยเป็นอุปสรรคมหาศาลให้กับวีลแชร์ จุดนี้คือทางข้ามบนถนนสีลม ทั้งที่มีทางลาดเอียงแล้ว แต่เกาะกลางถนนกลายเป็นอุปสรรคอันใหญ่
 
ย่านรามอินทรา- เมื่อนึกว่าทุกคนข้ามถนนด้วยสองเท้าและร่างกายแข็งแรง แค่อย่างเดียว วิธีการข้ามถนนเลยถูกออกแบบแค่ทางเลือกเดียวคือสะพานลอย คนพิการบางคนต้องถึงกับพยายามขึ้นแท๊กซี่เพื่อให้เค้ากลับรถ เพียงแค่จะข้ามถนน
 
ย่านสยามฯ-เพราะในกระบวนการคิด และการออกแบบไม่เคยมีเรื่องคนพิการ ในความคิดของทุกคนที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ที่เหลือบนทางเท้าหลังจากสร้างป้อมตำรวจเสร็จแล้ว ก็เหมือนไม่เหลือพอสำหรับวีลแชร์หรือคนตาบอด หรือแม่เข็นลูกหรือแม้แต่เดินลากกระเป๋าใบโต
 
ย่านสยามเซ็นเตอร์-ทางลาดที่ดูเหมือนว่ามาสร้างเพิ่มภายหลัง และความชันจนเหมือนไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อให้คนพิการใช้เองได้ รปภ.ที่ไม่ได้รับการฝึกให้บริการคนที่หลากหลาย เลยทุลักทุเลเมื่อต้องบริการลูกค้าที่เข้าอาคารด้วยทางลาดมาเยือน
 
ย่านรามคำแหง เป็นเพราะนักออกแบบและคนก่อสร้างไม่ใส่ใจ ไม่นำพาว่า ไม่ใช่ทุกคนสามารถเดินข้ามความต่างระดับเหล่านี้ได้ ความมักสะดวก เอาง่ายๆ (ฐานปูนโครงสร้างสะพานลอยและบันไดเข้าห้างที่ไม่มีทางลาด) ของใครบางคน กำลังกีดกันใครหลายคนออกไป หุ่นแมคโดนัลด์ยกมือไหว้ต้อนรับ แต่บันไดหลายขั้นกำลังบอกคนใช้วีลแชร์ว่า เราต้องรับเฉพาะคนที่ก้าวขึ้นบันไดมาได้เท่านั้น 
 
ห้องน้ำสาธารณะอนุสาวรีย์ชัย- นักออกแบบ ผู้รับเหมาตัดคนที่ไม่ได้ใช้สองขา หัวเข่าเสื่อมหรือผู้หญิงส้นสูงออกไปจากงานออกแบบและก่อสร้าง
 
ย่านรามอินทรา ทางเท้าพังเพราะพอมีทางลาด มอไซค์ก็ใช้เป็นทางย้อนศร เมื่อพัง รัฐก็ละเลยที่จะดูแล กฎจราจรก็ไม่เอาจริง คนที่สร้างสาธารณูปโภคก็ไม่เอาจริง ผลก็คือ คนที่ต้องการจริงๆกลับใช้จริงไม่ได้นั่นเอง
 
ย่านปทุมวัน ใจกลางเมืองหลวง เราไม่ต้องอายใคร ทางเท้าที่เหลืออยู่นี้ สองเท้าก้าวข้ามยังต้องใช้สายตาระวังดีๆ ก็ลำบากมากแล้ว ไม่ต้องนึกว่ามันจะเป็นอุปสรรคขนาดไหนหากใช้วีลแชร์หรือไม้เท้าช่วยเดิน
 
ตลาดกลางคืนย่านสีลม- เพราะคนทั่วไปไม่ค่อยเห็นคนพิการ จึงไม่เหลือพื้นที่สำหรับเค้า เช่น บนทางเท้าไม่มีที่สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่มากกว่าแค่สองเท้าเดิน วีลแชร์จึงต้องมาลุ้นหาความปลอดภัยกับรถบนถนนแทน ความสูงที่ต่ำกว่าระดับสายตาจากคนขับทำให้ต้องเสี่ยงภัยกันเอง
 
บนฟุตบาทย่านรามคำแหง- หลายคนบอกว่า การขายของข้างทางเป็นเสน่ห์ของเมืองกรุง อย่างกรุงเทพ แต่ความสะดวกของหลายๆ คนกำลังเบียดเบียนสิ่งจำเป็นพื้นฐานของคนอีกหลายคน แผงขายรองเท้าค่อยๆ คืบคลานสินค้าลงมาบนทางลาดสำหรับมนุษย์ล้อ บางทีคนตาบอดชนเข้ากับของเหล่านี้ จะกลายเป็นความผิดของเค้าอีกหรือเปล่า
 
ย่านสัมพันธวงศ์-พื้นที่สาธารณะเป็นของใคร ย่านนี้มีการปูผิวทางเท้าใหม่ เรียบและสวยงามมากขึ้น มี slope และปุ่มเตือน แต่คนทั่วไปกลับใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จอดรถของกิจการตัวเองบนทางเท้าสาธารณะเหลือที่ให้พอเบียดๆ เดินสองขาได้ เท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐมักเหลือตาข้างเดียวเวลาผ่านมาแถวนี้
 
บางรัก- ย่านนี้ทางเท้าเรียบและมีปุ่มเตือนทางต่างระดับเมื่อดูด้วยตาแล้วน่าจะใช้ได้ดี แต่เหตุผลที่คนทั่วไปมักใช้มันผิดๆ เช่นเป็นทางขอมอไซต์และจอด คือเค้าไม่ค่อยเห็นคนพิการมาใช้ คำตอบง่ายๆ คือถ้ามาใช้แล้วเจอสิ่งกีดขวางแบบนี้ ครั้งสองครั้งพอไหว ให้มาประจำก็คงไม่เอาเหมือนกัน คงต้องบอกเจ้าหน้าที่ที่รักษากฎระเบียบให้ช่วยเปิดตาอีกข้างหนึ่ง
 
ท่าน้ำราชวงศ์ - ไม่แปลกที่คนทั่วไปจะนึกคนพิการว่ามักเกี่ยวข้องกับขอทานหรือไม่ก็ขายลอตเตอรี่ เพราะภาพติดตาในที่สาธารณะมักเป็นเช่นนี้ และในระบบทุนนิยมที่คิดอะไรบนฐาน คุ้มทุน และกำไร เมื่อภาพติดตาคนพิการเป็นเช่นนี้ จึงไม่คิดจะลงทุนอะไร เพราะไม่เห็นว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตทุนให้กับสังคม คนพิการหลายคนมีอาชีพ ซื้อของจ่ายภาษี อย่างในภาพนี้ทั้งๆ ที่เค้ามีอาชีพอิสระ ซื้อของราคาเท่าคนอื่นและนี่หรือวิธีที่เค้าต้องปรับตัว (ใช้ล้อสเกต) เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่สาธารณะที่พยายามกีดกันคนเหล่านี้ออกไป
 
เยาวราช- การข้ามถนนดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทายมากในกรุงเทพ ใครไวใครรอด แต่ไม่ใช้ทุกคนที่จะไวพอ ไม่มีการออกแบบทางข้ามที่ปลอดภัยและจริงจังกับการใช้งานจริงๆ คนที่เดินได้ช้ากว่าก็ต้องเป็นคนรอ รอน้ำใจ รอความเห็นใจถึงจะได้ข้ามถนน คนทั่วไปโดยเฉพาะเมื่อขับรถ ความรีบเร่งจึงไม่สามารถรับประกันน้ำใจอะไรได้ ดูเหมือนว่าเราต้องการกฎระเบียบที่จริงจังมากกว่ารอน้ำใจกัน
 
ย่านเพชรบุรี- จากเคยเป็นทางเท้า กว้าง สะดวก มอไซค์มาใช้กันมาก เลยมีเสาไปกั้น กั้นไปกั้นมา มอไซค์ก็ขึ้นมาจอดวินได้ปกติแต่มันเหลือช่องเล็กกว่าวีลแชร์จะผ่านได้ ดูเหมือนว่าทางเท้าโซนนี้จะเป็นเขตปกครองพิเศษไปแล้ว และก็ต้องเข้าใจกลุ่มอาชีพมอไซค์รับจ้างด้วย ถึงแม้มีรายได้ แต่ก็จ่ายค่า“ดูแลกัน“ ให้กับคนรักษากฎหมายที่เค้าแอบละเมิดเล็กๆไว้เหมือนกัน
 
ห้างเซ็นทรัล- ดูแล้วก็ดูดี ได้ตามมาตรฐานสากล ปัญหาคือการปฏิบัติการ เมื่อมีป้ายรู้แล้วว่าเป็นที่จอดรถคนพิการ เมื่อไม่มีคนพิการมา ก็มีคนไม่พิการมาจอดแทน หลายครั้งเข้า รปภ.ก็เอาแผงมากั้น กั้นแล้วกั้นเลย ลืมมาคอยดูว่า เมื่อคนพิการที่ขับรถมาคนเดียวต้องการให้ช่วยเอาออกเพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นลงรถหลายเที่ยว สรุปแผงกั้นนี้ก็กั้นคนพิการไปด้วย แต่อย่างไรก็ดี ที่มีแล้วก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ ผู้บริหารก็มีความก้าวหน้าที่จะรับความหลากหลายของคน (ภาพลักษณ์ก็ยังขายได้ดี)
 
หน้าสยามเซ็นเตอร์- ตู้โทรศัพท์ที่ใช้ไม่ได้อย่างเท่าเทียมกัน ทั้ง 4 ตู้ เพราะคิดเพียงว่าทุกคนสามารถเข้าไปใช้ด้วยเท้าสองข้าง ทุกตู้มีฐานปูนสูงกั้นวีลแชร์ ทั้งๆที่นี่คือย่านที่ทันสมัยและเป็นหน้าตาของกรุงเทพแห่งหนึ่ง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมสาธารณะที่เป็นอุปสรรค และกดขี่ความเท่าเทียมของคนพิการยังมีอีกมาก ปัญหาของสังคมไทยไม่ใช่เรื่องงบประมาณ หรือความรู้ด้านเทคนิควิธี เรามีคนเก่งๆด้าน วิศวกรรม และสถาปัตยกรรมแยะมาก ล้นเหลือ แต่ความคิดที่เรามีต่อคนพิการ ความพิการนี่สิ ปัญหาใหญ่ หากเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ คนชรา หรือแม้แต่เด็ก ยังเป็นเรื่องที่วางอยู่บนฐานความคิดเรื่องการลงทุน คุ้ม ไม่คุ้ม และการแก้ปัญหาวนอยู่กับเรื่องเทคนิค คูณกับจำนวนเงิน เราคงหนีไม่พ้น การเอาเปรียบคนพิการ การกีดกันคนพิการออกไปจากสังคม ทั้งๆ ที่ การเดินทางไปไหนมาไหน เป็นสิทธิมนุษย์ที่พื้นฐานที่สุดแล้ว (www.siameseminority.wordpress.com/ มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 17 มิ.ย.2553)


ข้อความพร้อมชมภาพประกอบได้ที่ http://www.tddf.or.th/tddf/topong/images/post-topong-2010-06-17-551.doc
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2010, 08:20:06 PM »

การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเนื่องจากการมีความพิการ น่าจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่คนพิการจำนวนหนึ่งต้องการ

บางส่วนได้สะท้อนนออกมาที่ http://www.tddf.or.th/tddf/topong/images/post-topong-2010-06-17-551.doc   www.tddf.or.th และที่อื่นๆ ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ในบ้าน - คนพิการและคนที่ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงทั้งจากความเจ็บป่วยหรืออายุมากบางคนในบางครอบครัว จะถูกจำกัดความสามารถโดยห้ามสาระพัดอย่าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม  โดยการจำกัดการสนับสนุนการศึกษาการเรียนรู้ โดยการจัดสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อที่พวกเขาหรือเธอจะช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างปลอดภัยพอสมควร  จริงอยู่บางครอบครัวมีข้อจำกัดทางด้านรายได้และทรัพย์สิน  แต่บางครอบครัวก็ไม่ได้มีปัญหาทางด้านรายได้หรือทรัพย์สิน แต่เป็นแนวความคิดที่เป็นอุปสรรคเสียเองซึ่งตรงนี้แก้ไขหรืเปลี่ยนกันได้ไม่ง่าย คนไม่เจอปัญหาด้วยตนเองจะไม่ข้าใจไม่ซาบซึ้งใจ และบางคนยังถูกคนในครอบครัวกล่าวหาว่าขี้เกียจ ไม่รู้จัช่วยเหลือตัวเอง ทั้งที่ไม่จัดสภาพแวดล้อมที่จะให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนอื่นในครอบครัวได้ด้วย

นอกบ้าน - ปัญหาระดับหมู่บ้าน/ชุมชน เมือง สถานที่สาธารณะ สถานศึกษา ตลาด  ถนน ทางเท้า โทรศัพท์สาธารณะ ห้องน้ำสาธารณะ  รถยนต์โดยสาร รถไฟ  เรือโดยสาร สนามกีฬา สนามเด็กเล่น สวนหย่อม แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนมากไม่ได้จัดการให้คนพิการหรือผู้สูงอายุสามารถเข้าใช้บริการได้สะดวก โดยอิสระมีความเป็นส่วนตัว มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลับสร้างสิ่งที่เป็นอุสรรค ดูเหมือนจะเป็นการกีดกั้น กีดขวางไม่ให้คนพิการ คนนั่งเก้าอิ้เข็นเดินทาง โดยมีค่าใช่จ่ายเท่าๆ กับคนทั่วไป ถ้าอยากไปกลับต้องจ่ายแพงกว่า ต้องหาคนคอยช่วยเหลืออาจจะเป็นลูกหลานหรืออาสาสมัครที่คนบางส่วนในสังคมคาดหวัง  แต่ใครจะมาคอยช่วยเหลือได้ตลอดเวลา? ทุกคนมีภาระหน้าที่ต้องทำมาหากิน มีครอบครัวที่ต้องดูแลด้วยกันแทบทั้งสิ้น แล้วก็มองว่าคนพิการ คนชรา ผู้ป่วย เป็นภาระของคนอื่นของสังคม จะออกมาทำไมให้คนอื่นเขาเดือดร้อน  ทั้งที่การสร้างสิ่งก่อสร้าง สถานที่ สถานบริการสาธารณะ เคาน์เตอร์ ระบบขนส่ง ระบบขนส่งมวลชน และบริการสาธารณะ ถ้าสร้างโดยคำนึงถึงทุกคนซึ่งจะรวทั้งคนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีเด็กเล็กที่อาจอยู่ในรถเข็น อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง  แต่บางอย่างแทยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเลย เมื่อเทียบกับการก่อสร้างใหม่ หรือปรับปรุงต่อเติม

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่กลับมากระตุ้นเตือนอีกครั้งหนึ่ง คือ
กรณีทุพลภาพ................................จะจ่ายให้....................................................................................
การทำประกันชีวิต มักจะมีข้อความในทำนองที่ว่า "ข้าพเจ้าขอรับรองว่า... ณ วันสมัครข้าเจ้ามีสุขภาพแข็งแรงสมบุรณ์ และไม่มีส่วนใดพิการหรืทุพพลภาพ.....   และ  ผู้เอาประกันต้องตอบคำถามตามความจริงทุกข้อ  การปกปิดความจริงหรือ แถลงความเป็นเท็จใดๆอาจเป็นเหตุให้บริษัท... ปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน ตาสัญญญาประกันชีวิต....

 ซึ่งอยู่บนพืนฐานคล้ายๆกันว่าคนพิการ คือคนที่ชำรุดเสียหายจนใช้การ(แทบ)ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว จะเสียเวลาลงทุนลงแรงอีกเล็กน้อยอีกทำไมกัน  หรือทำก็ทำไว้สามารถทำได้  แต่ไม่ให้ใช้งานได้จริงราวกับอนุสาวรีย์ ถ้าจะให้ใช้ได้จริงอาจต้องมีบางอย่างที่จูงใจ เช่นภาพข้างล่างนี้?? ฮืม


ส่วนที่พัฒนาก็มีบ้างอยู่เหมือนกันแต่ทำแต่ก็เป็นส่วนน้อย อยู่ในที่ที่คนมองไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยมีคนพิการไปใช้ได้จริงเช่น ห้องน้ำคนพิการที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 8 ที่ทางลาดขึ้นตึกอำนวยการทำมา 2 - 3 ปีแล้วก็ยังไม่เสร็จเพราะขาดแคลนวัสดุและแรงงาน??? ทั้งที่มีอาคารที่ที่พักมีทางลาดขึ้นอาคารไว้ให้ด้วย ตกใจ


* 25.JPG (115.68 KB, 1566x469 - ดู 9 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 23, 2010, 11:04:19 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2010, 06:58:35 PM »

เซ็กซ์ และ “ความพิการ” มหัศจรรย์แห่ง “หัวใจ”
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2553 10:07 น.
 
   
เวทีเปิดกว้าง คนพิการเปิดใจ
 
 
       ลองถามหัวใจตรงๆ ว่า เมื่อสองตาของเรามองไปเห็นคนพิการที่พบเห็นตามท้องถนน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นสงสาร บางคนคิดอยากช่วยเหลือ ทว่า ความรู้สึกนี้คงจะเลือนหายไปในเวลาไม่นาน เพราะถ้าไม่ใช่ผู้ที่สนใจหรือทำงานด้านการช่วยเหลือคนพิการอย่างจริงจัง ความสนใจในคงพิการก็คงจะไม่ลึกถึงขั้นคิดตามหรือไตร่ตรองยิ่งถ้าเป็นประเด็น “มิดเม้น” อย่างเรื่อง “เพศ” ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากจะพูดเข้าไปใหญ่
       
       “จริงๆ แล้วเรื่องเพศ ไม่ใช่แค่เรื่องปฏิบัติการทางเพศหรือเรื่องของอวัยวะเพศ แต่มันเป็นเรื่องของคุณค่าและความหมาย ซึ่งมีประเด็นให้เราหารือมากมาย” ดร.เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศวิถีคนพิการ เปิดประเด็นอย่างน่าฟังในงานเสวนาที่จัดขึ้นในนิทรรศการภาพถ่าย “หญิงพิการ:แรงบันดาลใจ ความงามและคุณค่า” กิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือและน้ำใจของทั้งคนพิการและคนไม่พิการที่นานๆ จะมีสักครั้ง
       
       “สังคมส่วนใหญ่มองผู้พิการเป็นผู้ด้อยความสามารถ และโดยตรรกะนี้นำไปสู่ความคิดที่ว่า การไม่น่าจะมีความสามารถมีความสุขในเรื่องทางเพศได้ แต่เราต้องไม่ลืมอย่างยิ่งคือเขาคือมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีสิทธิเต็มที่ที่จะมีความสุขในเรื่องนี้ในวงจำกัดของเนื้อตัวร่างกายเขา เราต้องเคารพสิทธิของเขา” ดร.เพ็ญจันทร์ ให้ภาพ
       
       “คนพิการจำนวนมากถูกมองข้ามความเป็นเพศ ซึ่งนั่นทำให้เขาเหล่านั้นถูกละเลยการให้ความรู้ในเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ หรือแม้กระทั่งเรื่องสุขอนามัยส่วนตัวในเรื่องเพศ เป็นหลุมดำช่องว่างที่เกิดขึ้นขนาดคนธรรมดายังเข้าใจแบบผิดๆ กันเยอะ นี่เป็นผู้พิการที่ถูกปิดและไม่ได้รับโอกาสให้เรียนรู้ แล้วเขาจะเข้าใจและดูแลตัวเองได้อย่างไร” ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศวิถีคนพิการจาก ม.มหิดล กล่าว

 
 
บรรยากาศที่ไม่ค่อยได้พบเห็น นิทรรศการเพื่อคนพิการที่ไม่ว่าใครก็ชมได้
 
        ในขณะที่เสาวลักษณ์ ทองก๊วย “นักสู้วิลแชร์” สาวเก่งที่ทำงานเพื่อสิทธิผู้พิการ หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ย้ำในประเด็นนี้ว่า มีผู้พิการจำนวนไม่น้อยที่ไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศและไม่รู้สิทธิด้านเพศวิถีของตัวเอง
       
       “คนพิการมีอุปสรรคมาก อย่างแรกเลย คือ ทางกายภาพ สังคมมองว่า พวกเราเป็นคนพิการ เป็นคนชำรุด เรื่องเพศก็น่าจะชำรุดไปด้วย พ่อแม่ที่มีลูกพิการไม่น้อยคิดว่าลูกของตัวเองเป็นเด็กพิการ แต่ไม่เคยคิดว่าเป็นลูกชายพิการหรือลูกสาวพิการ ประเด็นทางเพศมันหายไป บ้านเรายังมีกรณีการกระทำรุนแรงต่อคนพิการหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีเรื่องเพศ เพราะหลายครั้งหลายคนไม่มองว่าคนพิการเป็นคน แต่เป็นอะไรก็ไม่รู้ที่จะกระทำอะไรก็ได้ เช่นในกรณีพี่ชายข่มขืนน้องพิการและพาเพื่อนมาร่วมข่มขืน หรืออีกกรณีที่น่าเศร้ามากคือ น้องพิการอยู่กับพี่สาวมาตั้งแต่เด็ก พอพี่สาวแต่งงานก็ยังอยู่กับพี่สาวและพี่เขย พี่เขยไปติดเอดส์จากนอกบ้าน ไม่กล้าหลับนอนกับภรรยาเพราะสงสารเกรงจะติดเอดส์ จึงมาลงกับน้องภรรยาที่พิการ จนหญิงพิการคนนั้นติดเอดส์ เธอบอกพี่สาวๆ ก็ไม่เชื่อ สุดท้ายก็เสียชีวิตไป นี่คือความรุนแรงทางเพศที่คนพิการได้รับ” เสาวลักษณ์ ให้ข้อมูล

 
   
ครอบครัวแสงสุนทร ในวันที่ “ความรัก” ที่ก้าวข้ามกำแพงแห่ง “ความเงียบ”
 
       แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ยังมีผู้พิการบางส่วนที่โชคดีและสามารถใช้ชีวิตคู่กับคนธรรมดาได้อย่างมีความสุขและสร้างครอบครัวที่อบอวลไปด้วยไอความรักและความเข้าใจ ที่บางคู่ “เสาเรือน” อาจเข้มแข็งกว่าคู่สมรสของสามี-ภรรยาที่อวัยวะครบ32เสียด้วยซ้ำ!
       
       ไพรวัลย์ แสงสุนทร ชายผู้ความรักของเขา ก้าวข้ามโลกแห่งความเงียบสงัดของภรรยา “พัชราวัลย์” หญิงสาวผู้ไร้ความสามารถทางการได้ยิน อดีตนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องดัง “ผู้ชายชื่อต้น ผู้หญิงชื่อนุช” เล่าให้ฟังว่า ชีวิตคู่ของพวกเขาเป็นเหมือนพรหมลิขิตหรือบุพเพสันนิวาสชักพา เพราะเพียงเห็นหน้าครั้งแรก เขาก็รู้สึกว่า เขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้
       
       “เจอกันครั้งแรกตอนเข้าค่ายคนหูหนวกนานาชาติ ผมเป็นล่ามคนหูหนวก ส่วนเขามาเข้าค่าย ก็สะดุดตา พอค่ายจบทราบว่าเขาเรียนด้านทำการฝีมือที่เปิดสอนอยู่ที่สวนดุสิต ผมเองก็เรียนอยู่ที่นี่ ทีนี้ก็จีบ เขาก็พยายามสื่อสารกับเราให้รู้เรื่อง แต่เราเรียนด้านการสอนคนพิการอยู่แล้ว เลยมีภาษีมากกว่าหนุ่มอื่นเพราะเราคุยภาษามือได้”
       
       คุณพ่อลูก 2 รายนี้ย้อนเหตุการณ์สมัยแรกจีบ ว่า ตลอดระยะเวลาเป็นปีที่ตามจีบสาวผู้อยู่ในโลกเงียบผู้กลายมาเป็นแม่ของลูกในกาลถัดมานั้น เขาตามรับตามส่งทุกวันไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว โดยเดินทางจากบ้านที่ดอนเมือง ไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต รอจนฝ่ายหญิงเลิกเรียนแล้วพาไปส่งที่บ้านของเธอที่บางกะปิ แล้วจึงจะกลับบ้านตัวเองที่ดอนเมือง
       
       “คุณพ่อของคุณพัชราวัลย์มีลูก 4 คน เป็นผู้หญิงเสีย 3 หูหนวกทั้งหมด ผมไปสู่ขอ 4 ครั้ง ใช้เถ้าแก่ถึง 4 คน 3 ครั้งแรกคุณพ่อไม่ยอมยกให้ เพราะท่านกลัวเราไปหลอกลูกสาวท่าน กลัวว่าเราจะทิ้งเพราะลูกสาวท่านพิการ แต่ผมก็ยังตื๊อเพราะรู้สึกว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน”
       
       ส่วนเรื่องของชีวิตสมรสส่วนตัวนั้น ไพรวัลย์เปิดอกว่าเขามีความสุขดีและยังคงมีความสุขอยู่ ไม่ต่างจากคู่สามีภรรยาทั่วไป จริงไม่จริง ดูได้ที่พยานรักถึง 2 คนของครอบครัวแสงสุนทร
       
       “ผมไม่ได้มองเธอว่าเธอพิการ สำหรับผมเธอเป็นคนคนหนึ่ง เป็นภรรยา เป็นแม่ของลูก มันเป็นปกติที่มีทะเลาะกันบ้าง แต่ถ้าถามผมว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ผมจะแต่งงานกับเธอหรือไม่ แม้เธอจะไม่ได้ยิน ผมก็ยังต้องตอบดังๆ อยู่ดีว่า ผมจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้คนเดียว” ชายหนุ่มทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น

 
 
จิณฑาทิพย์ ศิลโสภิต นักธุรกิจผู้ทำงานเก่งกว่าคนขาดีอีกหลายล้านคน   
 
       เช่นเดียวกับนักธุรกิจระดับร้อยล้านอย่าง “จิณฑาทิพย์ ศิลโสภิต” หญิงแกร่งให้วงการการ์เมนต์ผู้ป่วยเป็นโปลิโอ แต่คนที่จำเป็นต้องอาศัยไม้ค้ำยันอย่างเธอ ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา เธอมีครอบครัวที่น่ารัก สามีที่เอาการเอางานและร่วมหัวจมท้ายบุกเบิกธุรกิจจากเล็กจนใหญ่โต และลูก 2 คนที่รายหนึ่งเรียนจุฬาฯ และอีกรายไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย และสติปัญญาของพ่อและแม่
       
       “ชีวิตครอบครัวมีความสุขมาก สามีพูดเสมอว่า เวลามองเราไม่เคยเห็นภาพคนพิการ เห็นแต่ภาพผู้หญิงทำงาน เวิร์กกิ้งวูเม่น ตอนนั้นสมัยก่อนแต่งงานเรามีผู้ชายมาจีบเยอะ แต่เลือกสามีเพราะเป็นผู้ชายไม่เอาใจ แต่เป็นผู้ชายที่พูดถึงแต่ครอบครัว พูดแต่เรื่องงาน จนวันนี้เรารู้ว่าเราเลือกไม่ผิด”
       
       เวิร์กกิ้งวูเม่นวัย 60 กะรัต ผู้เปิดเผยต่อสังคมว่าเธอจะไม่ยอมแพ้สังขาร ไม่ว่าจะด้วยวัยและกายภาพ ด้วยการแต่งตัวสวยทุกครั้งที่ออกจากบ้านและดำเนินชีวิตแบบสุดแฮปปี้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ฝากข้อความถึงผู้พิการทั้งหลายว่า อย่าสงสารตัวเอง แต่ควรรักตัวเองให้มาก แล้วคิดว่าทำอย่างไรชีวิตจึงจะดี และเมื่อคิดแล้วจงทำ อย่าท้อแท้กับข้อจำกัดทางกายภาพ เพราะชีวิตของเธอ คือ 1 ในตัวอย่างของผู้พิการที่มานะบากบั่นจนประสบความสำเร็จและมีความสุข
 
     
ที่มา http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9530000086475&#Opinion
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #37 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2010, 09:50:53 PM »

คนพิการร้องรัฐบาลช่วยติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ “รถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน”

วันนี้ (20 ก.ค.) นายธีรยุทธ สุคนธวิท นายกสมาคมคนพิการนนทบุรี พร้อมเครือข่ายคนพิการที่ใช้เก้าอี้รถเข็นในนาม “ขบวนการปลดแอกมนุษย์ล้อแห่งชาติ” ประมาณ 100 คน เดินทางมาที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนิน เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านทางเจ้าหน้าที่กองรับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกร้องขอให้รัฐบาลจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนทั้งมวล ในโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน และขอสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่อไป โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนทุกกลุ่ม

ซึ่งรายละเอียดของข้อเรียกร้อง คือ ขอให้กำหนดคุณลักษณะทั่วไปของรถเป็นรถยนต์โดยสารชั้นเดียว แบบชานต่ำ และจัดให้มีที่นั่งชนิดพับเก็บติดผนัง รวมทั้งติดตั้งเครื่องล็อกเก้าอี้รถเข็นคนพิการอย่างน้อย 2 ที่นั่ง บริเวณใกล้ประตูขึ้น-ลงรถ นอกจากนั้น กำหนดให้มีตัวแทนคนพิการ ผู้สูงอายุ และนักวิชาการเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน หรือคณะอนุกรรมการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรบคนทั้งมวล เพื่อร่วมวางแผน กำกับดูแลติดตามการดำเนินการ ร่วมตรวจรับงาน และให้รายงานให้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตแห่งชาติรับทราบ ทั้งนี้ การติดตั้งอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการประเภทต่าง ๆ นั้น ถือว่าเป็นส่วนควบของรถที่ต้องติดอยู่กับตัวรถ ไม่ใช่อุปกรณ์ถอดประกอบ.

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=8&contentID=79432
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #38 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2010, 09:56:39 PM »

กลุ่มคนพิการที่เข้าร่วมอบรมในโครงการต้นอาชีพ พากันเดินทางมาร้องเรียนนายกรัฐมนตรีกรณีที่ทางรัฐบาลประกาศยุติโครงการฯ

โดยระบุว่าได้ฝึกเสร็จแล้วแต่ไม่มีงานทำขอให้ช่วยเหลือด้วยที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล


http://www.siamrath.co.th/?q=node/47735


* PWD.jpg (29.58 KB, 450x242 - ดู 108 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #39 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2010, 03:59:22 PM »

เมื่อ 2 คืนก่อน พี่คนพิการคนหนึ่งโทรมาหา บอกทำงานที่กำแพงเพชรสนุกดี(จากการไปสมัครงานไว้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด) คิดถึงบ้าน โทรไปหาคนที่รู้จักหลายคนไม่มีใครรับ

พี่เค้าตื่นเต้นที่ทำงานกับคนพิการนั่งเก้าอี้เข็นหลายคน งานเป็นการทำชุดหมู่ ค่าจ้างรายวันต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ แต่มีที่พักให้ คิดค่าน้ำค่าไฟฟ้าเดือนละ 150 บาท/คน/เดือน มีสินค้า-อาหารไปขายถึงใกล้ๆที่ทำงาน อยากได้รถโยกไว้ใช้  เจ้าของกิจการอยากได้คนพิการไปทำงานเพิ่มสัก 2 - 3 คน

และเล่าถีงความมีน้ำใจของพี่น้องคนพิการอีกหลายคน จนต้องบอกว่าได้เวลานอนแล้วจึงได้วางสาย



ส่วนปัญหาอบรมในโครงการต้นอาชีพ  ก็น่าจะคล้ายโครงการฝึกอาชีพอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน คือ ไม่มีตลาดรองรับ ไม่มีช่องทางจัดจำหน่าย และอาจรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าด้วย? จนหลายคนเกือบจะมีอาชีพเข้ารับการอบรมฝึกอาชีพฯ 

มีเพื่อนคนพิการบางคนที่พัฒนาความรู้ความชำนาญและฝีมือจนสามารถไปเป็นวิทยากรร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และทำดอกไม้ สิ่งประดิษฐ์ขาย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ มีเพื่อนชวนไปทำธุรกิจ Agel ก็มีปัญหาสายป่านไม่ยาว-ขาดความมั่นใจเลยหยุดไป
บอกว่าตอนนี้กำลังเตรียมลุยงานด้านคนพิการในจังหวัดราชบุรีในนามสมาคมคนพิการจังหวัดราชบุรี ก็นับว่ายังดีที่คนในครอบครัวเข้าใจและสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคมไปด้วย
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #40 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2010, 09:25:58 PM »

ชอบไอเดียนี้ค่ะ เลยเอามาแปะไว้ให้ ลิงค์ด้านล่างนี้เป็นการโฆษณาน้ำหอมที่มีชื่อว่า Support Scent ซึ่งนำรายได้จากการจำหน่ายไปช่วยเหลือองค์กรสำหรับคนตาบอดทั่วโลก เขาว่า เมื่อคนตาบอดได้กลิ่นน้ำหอมนี้จากตัวเราก็รับรู้ได้ถึง ความห่วงใยที่มีต่อกัน

เราว่าคำนี้เป็นการเล่นคำนิดหน่อย คือ อาจจะรับรู้ในแง่ที่ว่า รายได้จากการจำหน่ายน้ำหอมขวดนี้ก็จะกลับมาสู่เขาในทางใดทางหนึ่ง หรือหากมากไปกว่านั้นก็คือ กลิ่นของน้ำหอมนั้นมีพลังในด้านการฟื้นคืนกำลังใจด้วยหรือเปล่า อันนี้เราไม่แน่ใจ

กลิ่น เป็นอีกเรื่องที่ลี้ลับ และน่าสนใจมาก กลิ่นบางกลิ่นให้ความรู้สึกเย้ายวน บางกลิ่นให้ความรู้สึกสงบ บางกลิ่นให้ความรู้สึกสดชื่่น เบิกบาน ...เรายังไม่ได้กลิ่นน้ำหอมนี้เลยไม่รู้เหมือนกัน ใครได้ลองใช้แล้วมาคุยให้ฟังบ้างก็จะดีค่ะ


http://www.youtube.com/watch?v=0WBE3Nuqt6I
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  การวัด การประเมิน มาตรฐาน  |  หัวข้อ: จริงๆแล้ว คนพิการต้องการอะไร แค่ไหน « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.3 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
วงน้ำชา.com