ขออนุญาตนำเมล์ส่งต่อจาก คุณสว่าง ศรีสม ทีขยันหมั่นเพียรทำงานสื่อสารกับคนในสังคมอย่างต่อเนื่อง บางท่านอาจได้รับ FW: Don't Write about Me Just Because I'm Disabled ภาคภาษาอังกฤษแล้ว วันนี้ที่นำมาวางคุณสว่างแปลเป็นภาษไทยพร้อมคำนำ
FW: อย่าเขียนถึงฉันเพียงเพราะฉันมีความพิการ (Don't Write about Me Just Because I'm with disability)
จาก: Sawang Srisom-NMAD เรียนทุกท่าน
หลังจากที่เมื่อสองสามวันนี้ผมได้รับบทความภาษาอังกฤษชื่อ Don’t Write about Me Just Because I’m with Disability จากเครือข่ายต่างประเทศ และส่งให้ทุกท่านได้อ่านไปแล้ว พอดีเห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ จึงลองแปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ อาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนัก (พอดีช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา) ถ้าท่านใดจะช่วยปรับให้อีกแรงก็จะยินดีมากครับ
เรื่องที่ผมแปลนี้ มีบริบทของสังคมตะวันตกอยู่มาก บางอย่างก็ต่างจากสังคมเรามากพอสมควร เช่นเรื่องการใช้คำเรียกคนพิการ ซึ่งใช้ต่างจากของสังคมตะวันออกในเรื่องวิธีการใช้ภาษา แต่โดยรวม ทัศนคติที่แฝงอยู่ในภาษาก็ไม่ต่างจากสังคมของเรา เช่น คำว่า Suffer ซึ่งอาจพบในประโยคเช่น He suffers from mental retardation ซึ่งหมายถึงมีความทุกข์ทรมานจากการเป็นคนปัญญาอ่อน (แปลตามภาษา) ซึ่งได้สะท้อนทัศนคติของสังคมตะวันตกว่า คนพิการคือคนที่ทุกข์ทรมาน ซึ่งก็เหมือนกับสังคมของเราเช่นกัน ฉะนั้นในบางตอนของเรื่องจึงอาจฟังดูไม่เข้าใจ แต่อาจจะพอเห็นความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
จริงๆ เรื่องที่ผมแปลนี้ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมของเรา โดยเฉพาะในสื่อ เราคงจะเคยได้ยินเรื่องของคนพิการสู้ชีวิต ขนาดเป็นอย่างนี้แล้ว (โดยนัยคล้ายกับจะบอกว่าไม่เจียม) ยังมีมานะอุตสาหะในการทำมาหาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้ (โดยทั่วไปเราคาดหวังว่าคนพิการจะทำไม่ได้ พอทำได้ขึ้นมาจึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่คนทั่วๆ ไปก็ทำอยู่แล้วไม่ใช่เฉพาะคนพิการ
คนพิการที่สู้ชีวิต คนพิการที่ทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คาดคิดว่าจะทำได้ หรือคนพิการที่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ มักจะถูกนำมาสรรเสริญเยินยอจนเกินจริง โดยมักเปรียบเทียบว่า “ขนาดเราเป็นคนปกติยังทำไม่ได้เลย” ซึ่งโดยความตั้งใจแล้วคงต้องการชดเชยสิ่งที่คนพิการเสียไปโดยการให้กำลังใจ (แต่มากเกินไปจนดูไม่จริงใจ) ในขณะเดียวกัน ก็สร้างความคาดหวังให้กับคนพิการมากเกินไป เพราะในความเป็นจริงคงจะคาดหวังให้คนพิการทุกคนเป็น "ยอดมนุษย์” ไม่ได้ทุกคน คนพิการที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งก็ควรได้รับการยอมรับในสังคมด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรยกย่องคนที่มีความมานะอุตสาหะ แต่สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับความพิการ แม้ว่าในความเป็นจริงคนพิการอาจจะประสบกับความยากลำบากมากกว่าคนทั่วไป (ซึ่งเป็นอุปสรรคที่อยู่นอกตัวคนพิการ) ก็ตาม เพราะไม่ว่าเราจะพิการหรือไม่ ถ้าเราเป็นพ่อ/แม่ เป็นลูก เป็นสามี/ภรรยา ฯลฯ เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งต่อครอบครัวและสังคม ทั้งโดยหน้าที่และความรัก
ผมกับเพื่อนๆ เคยได้รับการชื่นชมจากคนไม่พิการด้วยสีหน้าทึ่งและแปลกใจ เพียงเพราะผมและเพื่อนๆ คนพิการสามารถขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นยี่สิบกว่าๆ ได้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่อาจจะเป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นและไม่คาดคิดว่าคนพิการจะทำได้ก็เลยรู้สึกอย่างนั้น บางครั้งก็อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า “เป็นอะไรมากไหม?”
นอกจากนี้ สื่อยังมักนำเสนอเรื่องราวของคนพิการที่โชคร้าย (เพราะมีความพิการ) หรือบังเอิญโชคร้ายแล้วกลายเป็นคนพิการ เพื่อที่จะให้กำลังแก่คนเหล่านี้ และนำไปสู่การช่วยเหลือในรูปแบบของการบริจาค/สงเคราะห์ ซึ่งก็คือการทำดีอย่างหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็สร้างทัศนคติว่าที่ผิดๆ ให้สังคมว่า ความพิการเป็นเรื่องของความโชคร้าย ความพิการไม่น่าพึงปรารถนา คนที่ตกอยู่ในสภาพนี้ต้องได้รับความเห็นใจ (ส่งเสริมให้เกิดการสงเคราะห์ที่ไม่สามารถช่วยคนพิการในระยะยาวได้ เพราะอาจช่วยได้แค่ทำให้อิ่มไปวันๆ) เพราะถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากพิการ (เป็นสิ่งที่พูดกันบ่อยมาก) ทำให้คนกลัวความพิการ และคิดว่าเมื่อพิการแล้วจะโชคร้าย ทนทุกข์ทรมาน ซึ่งผิดไปจากความจริง ผมไม่ได้หมายความว่าความพิการเป็นสิ่งที่ดีและเราควรเป็นคนพิการ เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถบอกได้ว่าชีวิตในสภาพแบบใดจะดีกว่ากัน คนที่เกิดในสลัมบางคนก็เป็นคนดีได้ ในขณะที่คนที่เกิดมาเพียบพร้อมกลับทำตัวเหลวไหล ความพิการก็ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินว่าเราจะทำให้ชีวิตให้ดีได้หรือไม่เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลส่วนหนึ่ง และปัจจัยเสริมภายนอกจากสังคม (ซึ่งมีความสำคัญมาก)
เราจะพบว่า สื่อจะพูดถึงอุปสรรค์ที่อยู่นอกตัวคนพิการน้อยมาก แทบจะไม่มีสื่อใดที่นำเสนอเรื่องราวของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ การศึกษา การจ้างงานหรือกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตอิสระได้มากขึ้น แต่เรากลับให้ความสนใจที่ความพิการของบุคคลมากเกินความจำเป็น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงความพิการเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้คนพิการได้น้อยมากหรือไม่ใช่ปัญหาเลย (หรือเป็นปัญหาที่คนพิการจัดการได้) เมื่อเทียบกับอุปสรรคที่มีอยู่มากมายในสังคม
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อย่าเขียนถึงฉันเพียงเพราะฉันมีความพิการ (Don't Write about Me Just Because I'm with disability)
จากผลการสำรวจสถิติเรื่องการมีส่วนร่วมและข้อจำกัดด้านกิจกรรมของแคนาดาเมื่อปี 2006 มีคนพิการอยู่ในแคนาดาราว 4.4 ล้านคน แม้ว่าจะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ประมาณร้อย 14.3 ของประชากรชาวแคนาดา แต่คนพิการก็มักถูกโดดเดี่ยว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยเห็นหรือได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคนพิการในสื่อกระแสหลักต่างๆ มากนั่นเอง
สื่อโดยภาพรวมถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมของสังคม อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่คนพิการถูกนำเสนอในสื่อว่าเป็นความน่ากลัวและสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของคนทั่วไปมากกว่าที่จะนำเสนอว่าคนพิการเป็นสมาชิกที่สร้างผลผลิตให้แก่สังคม
สื่อมีอำนาจที่จะเป็นเวทีสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม ในประวัติศาสตร์ สื่อส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงและสนับสนุนคนที่ต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สื่อได้สร้างความเชื่อที่ผิดๆ ทำให้คนพิการหลายล้านคนถูกโดดเดี่ยว มิหนำซ้ำยังละเลยที่จะนำเสนอภาพที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดการเหมารวมต่อคนพิการ
การนำเสนอเรื่องคนพิการของสื่อยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากมักสร้างจุดสนใจโดยการนำเสนอว่าคนพิการเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรี (Superhero) หรือเป็นเหยื่อ (Victim) ของความโชคร้ายบางอย่าง
ไม่ต้องสงสารฉัน
ยกตัวอย่างเช่น ฉันถูกยกให้เป็นวีรสตรี ในบทความหนึ่งในหนังสือ Kamloops ของสัปดาห์หนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2007 ก่อนที่ฉันจะจะจบมหาวิทยาลัย Thomson Rivers ด้านแผนการพัฒนาสังคมไม่นานนัก นักข่าวนำเสนอฉันว่าเป็นนักไต่เขาของวัดมายัน เขาบอกว่าฉันต้องต่อสู้ฝ่าฟันปีนป่ายตั้งแต่ฉันเกิด
ในความคิดของฉัน การได้ปริญญาพัฒนาสังคมเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ฉันเหมือนกับมาตรฐานของคนทั่วไป บทความนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกคนคาดหวังกับฉันและฉันต้องทำให้ได้ ฉันอาจจะได้สร้างแรงบันดาลใจหรือทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่าไม่มีความสามารถที่จะทำได้อย่างที่ฉันทำ (อีกด้านหนึ่ง บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่าฉันได้ปีนเขามาหลายลูกแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงเล็กน้อย)
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันถูกนำเสนอในบทความของ Elliot Lake Standard ว่าน่าสงสาร ในขณะเดียวกันก็มีสถานะเป็นวีรสตรีไปด้วย ในบทความเขียนว่า “แม้ว่าจะต้องนั่งอยู่บนรถเข็น ไม่สามารถขยับแขนขาได้เอง ไม่มีเสียงพูดจากการเป็นซีพี (Cerebral palsy)…”
พอฉันเห็นตัวเองถูกนำเสนอเช่นนี้ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยเพราะว่าฉันไม่อยากให้คนสงสารฉัน ฉันไม่คิดว่าการพูดถึงความพิการของฉันเป็นสิ่งจำเป็นนัก นักเขียนคนนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่สามารถมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันได้โดยการบอกว่าฉันนั่งอยู่บนรถเข็น
สื่อมักให้ความสำคัญกับการนำเสนอคนพิการว่าเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรีและเหยื่อของความโชคร้าย ซึ่งทำให้คนพิการรู้สึกว่าเขาอาจจะไม่ใช่คนปกตินอกเสียจากว่าจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจากที่กล่าวมา (วีรบุรุษ/วีรสตรีหรือเหยื่อผู้โชคร้าย) คนอื่นๆ ก็คงมองคนพิการในทำนองเดียวกัน ซึ่งสร้างภาพที่บิดเบี้ยวของคนพิการในสังคมของเรา
จากผลการศึกษาในปี 2000 ของนักวิจัยชาวอังกฤษชื่อ Caroline Cooke, Liz Daone และ Gwilym Morris ในเรื่อง “หยุดสื่อ – สื่อนำเสนอคนพิการอย่างไร” ได้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้คำที่ไม่เหมาะสมกับคนพิการหลายคำในสื่อ โดยคำที่ความหมายเชิงลบเหล่านี้มักใช้กันคนพิการทางจิตใจและสติปัญญา เช่น คำว่า Handicap (คนพิการ-มีนัยว่ามีข้อจำกัด/ความเสียเปรียบ) Cripple (ง่อย) Wheelchair-bound (ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น) Sufferer (ผู้ที่ทุกข์ทรมาน) หรือคำอื่นๆ เช่น ด้อยโอกาส ผิดปกติ ปัญญาอ่อน สิ้นหวัง ทุกข์ทรมาน หรือคนที่เหมือนของที่เสียแล้ว (Damaged)
เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อต้องนำเสนอคนพิการอย่างเป็นธรรมและถูกต้องเพื่อสร้างความรู้และเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมต่อคนพิการ ความพยายามเพื่อข้ามผ่านความเศร้าโศกเป็นสิ่งที่ดีแต่นักเขียนควรต้องเลือกว่าจะใช้ในบริบทใดในเนื้อหาเช่นใด คนพิการควรถูกนำเสนออย่างถูกต้องและไม่โอเวอร์มากเกินไป
ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำที่นักเขียนสามารถใช้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับคนพิการ
หลีกเลี่ยงการใช้คำอย่างเช่น (the) handicapped (คนพิการ/คนเสียเปรียบ/คนขอทาน), afflicted by (มีความทุกข์ทรมาน), suffers from (ทรมานจาก), victim of (เหยื่อของ), confined to a wheelchair (ต้องอยู่บนรถเข็น), wheelchair-bound (ต้องอยู่บนรถเข็น), mentally handicapped/subnormal (ปัญญาอ่อน/สมองทึบ), cripple (ง่อย), invalid ทุพพลภาพ), the disabled (คนพิการ), able-bodied (คนปกติ) ให้ใช้คำอย่างเช่น People with Disabilities (คนพิการ) คนที่มี (ความพิการ/ความบกพร่องทาง...) คนใช้รถเข็น (Wheelchair user) ความพิการทางการเรียนรู้ (Learning disability) เป็นต้น
พูดถึงความพิการของบุคคลในกรณีที่จำเป็นกับเรื่อง/บทความเท่านั้น สำรวจบริบทที่จะเขียน ระวังการเน้นย้ำความคิดในแง่ลบและมองว่าความพิการเป็นการสูญเสีย ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะคุยกันเรื่องที่ใครสักคนกำลังประสบกับความลำบาก แต่พยายามเลี่ยงการพูดเกินจริงหรือคาดเดาเอาเอง
เมื่อพูดถึงการคาดเดา (สันนิษฐาน) นักเขียนต้องไม่ทึกทักเอาเองว่ารู้จักความพิการของบุคคลอื่นจากการประเมินของตนเองฝ่ายเดียว ควรถามบุคคลนั้นโดยตรง จากการศึกษาของประเทศอังกฤษพบว่า มักมีข้อมูลของคนพิการและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความพิการไม่ถูกต้องและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ด้วย เมื่อมีการนำเสนอคนพิการในสื่อ มักมีการพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์มากจนเกินไป เพื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานของคนทั่วไป
ผลการศึกษาพบว่าหนังสือพิมพ์ภายในประเทศมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ การวิจัยเชิงการแพทย์และประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมาย ในขณะที่หนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นเน้นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้คนพิการในการระดมทุน ตัวอย่างที่มักพบบ่อยก็มีเช่น “คนพิการผู้กล้าหาญระดมทุนเพื่อทำประโยชน์...” และ “สมาชิกของครอบครัวช่วยพิทักษ์สิทธิ์ให้คนพิการ” ในกรณีของคนพิการที่เป็นผู้กล้าหาญนั้น หัวเรื่องที่ใช้มักเกี่ยวกับการให้คนพิการเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรี มีความดี/เก่งเหนือมนุษย์ทั่วไปหรือไม่ก็เป็นคนที่ต้องการการสงเคราะห์ น่าเวทนา
สิ่งที่ขาดหายไปจากสื่อก็คือการวิเคราะห์ว่าเหตุใดคนพิการและครอบครัวต้องถูกบังคับให้ต้องระดมทุนสำหรับซื้อบริการหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่มีใครให้ความสนใจมากนักต่อประเด็นการศึกษาหรือการจ้างงานคนพิการ
การสนทนาที่ต้องถูกยกเลิกไป
สิ่งที่สังคมต้องตระหนักก็คือ คนพิการมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไปทุกวันเช่นเดียวกับคนทั่วไป
จากปี 1998-2007 หน่วยงาน CBC ได้ผลิตรายการ Moving On (ก้าวต่อไป) ซึ่งออกอากาสทั่วประเทศแคนาดาทุกสัปดาห์ และได้แสดงให้เห็นว่าสถานที่ทำงาน สุขภาพ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ ศิลปะ กีฬาและกิจกรรมสันทนาการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตของคนพิการในทุกวัน เคยมีผู้ชมรายการนี้มากถึงสองแสนคน
แต่หลังจากที่ออกอากาศมากว่า 10 ปี CBC ได้ยกเลิกรายการ เนื่องจากมีกระแสตอบรับน้อย (เรตติ้งต่ำ) สมาคมร่วมอาชีพสื่อแห่งแคนาดา ซึ่งได้นำเสนอเรื่องของแรงงานในรายการโชว์ กล่าวว่าการยกเลิกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัจจัยอื่นๆ รวมถึงความเข้าใจต่อประเด็นคนพิการของสังคมด้วยเช่นกัน
ด้วยการรายงานข่าวที่เป็นธรรม เที่ยงตรงและมีความรู้ นักเขียนสามารถมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดเรื่องของคนพิการในสื่อได้ และผลักดันประเด็นคนพิการเข้าไปสู่วาระของสังคม เราต้องทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น
จาก
http://rcdisabilities.blogspot.com/ Best regards,
Mr. Sawang Srisom
Chairperson
Network of Music and Arts of Persons with Disabilities (NMAD)
c/o Foundation for Children with Disabilities (FCD)
546 Latprao 47, Wang Thong Lang, Krungthep Mahanakorn, THAILAND 10310
Tel/Fax: 66-2-539-9958, 539-9706, 539-2916
Mobile: 66-8-4079-3744
Website:
www.nmad2006.orgE-mail:
sawang@nmad2006.orgEnglish Info:
http://www.spotlight-inclusiveartsasia.org/networking/members/thailand.phpFor NMAD Music Performance, please contact Mr. Samran Homwong on 66-8-4448-4659
การแสดงดนตรีของวง NMAD ติดต่อนายสำราญ หอมวงษ์: 08-4448-4659
For Disability Equality Training (DET) and Web Accessibility Evaluation, please contact Mr. Sawang Srisom on 66-8-4079-3744
อบรมความเสมอภาคของคนพิการและการตรวจประเมินเว็บที่ทุกคนเข้าถึงได้ ติดต่อนายสว่าง ศรีสม: 08-4079-3744