เย้! ได้เข้าบ้านแล้ว
ลองอยู่นานตามประสานคนโบ(ราณ) โลว์เทคมากๆ555
มารายงานตัวนะคะคุณเม น้องจิ๋ม น้องผึ้ง
เพิ่งเจอจิ๋มกับผึ้งเมื่อวันก่อน รู้สึกว่าสดใสเบิกบานทั้งคู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีความสุขเพียงใดกับชีวิตที่เป็นอยู่
ความพอใจเนี่ยมันหายากเหมือนกันนะ โดยเฉพาะในชีวิตที่ทุกคนต่างแข่งกันวิ่งไปข้างหน้า
เขาว่า "ความรัก" กับ "เวลา" เป็นสิ่งที่มาพร้อมกัน
ทว่าคนเดี๋ยวนี้บอกว่า "รักนะ" แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลา
ไม่เว้นแม้แต่กับตัวเอง 555
อยากออกกำลังกาย แต่อ้างว่าไม่มีเวลา
อยากกินมังสวิรัติ แต่อ้างว่าหากินยาก
อยากตื่นเช้า แต่อ้างว่าเมื่อคืนนอนดึก555
ฟังดูเหมือนกำลังนินทาตัวเองอยู่

ตกลงมันรักตัวเองหรือหวงเวลากันเนี่ย งงจริงๆ
เมื่อวานเป็นวันนัดพบอาสาข้างเตียง (รุ่นนักศึกษาแพทย์) ครั้งแรก หลังจากปล่อยให้ไปเจอของจริง
น้องๆ มากันประมาณ 14-15 คนได้มั๊ง ก็เปิดให้แต่ละคนเล่าประสบการณ์ของตัวเอง
ส่วนใหญ่จะจับคู่ไปเยี่ยมกันเพราะประหม่า ไม่เคยทำ กลัวว่าจะพูดอะไรไม่ถูก และอีกสารพัดเหตุผล
เราเป็นพี่ใจดีและเข้าใจน้อง ก็บอกว่าไม่เป็นไร ทำตามธรรมชาติของตัวเอง
ไม่ต้องคาดหวังว่าจะต้องดีที่สุด แค่ไปเยี่ยม
และถ้าเป็นไปได้ขอให้ลองฝึกรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง
ประหม่าก็รับรู้ เขินก็รับรู้
กังวล ง่วง อึ้ง เบื่อ.......ก็ให้รับรู้
ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องตั้งใจมาก
น้องนศ.แพทย์คนหนึ่งเล่าว่าเจอพี่ (คนไข้) คนหนึ่งอายุ 23 ปี กำลังเรียนอยู่ปี 4 ป่วยเป็นลูคิเมีย
( สังเกตไหม เวลาที่เค้าไปเยี่ยมเค้าเรียกคนไข้ว่า "พี่" แต่ไม่รู้ทำไมหลายคนจบเป็นหมอเค้าเรียก
คนไข้ว่า "นาย... หรือ นาง..." หรือไม่ก็ "คุณนั่นคุณนี่" )
น้องเล่าว่า "พี่จิ๊บ" น่ารักมาก คุยเก่ง ไม่ทำให้เราอึดอัดเลย
พี่เค้าจะชวนคุยตลอด เราก็เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไปๆ มาๆ คุยแต่เรื่องของตัวอาสาเอง (หัวเราะ)
ก็ดีใจนะที่ได้ไปเยี่ยมเค้า รู้สึกประทับใจพี่เค้ามาก
(ไม่รู้ใครเยียวยาใคร

)
ตอนแรกทีเจอพี่เค้าเพิ่งมา admit ได้ 3-4 วัน เค้ากำลังเหงา คุยเก่งมากๆ เลยเข้ากันได้ง่าย
อาจเป็นเพราะพี่เค้าวัยใกล้กันด้วย ก็เลยไม่มีช่องว่าง
"พี่เค้าชวนพวกหนูไปเที่ยวบ้านด้วยนะ" นิสิตแพทย์อาสาตาเป็นประกายเชียว
"ไม่ใช่ว่าอยากไปบ้านเค้าหรอก แต่เหมือนเค้ายอมรับเรา เห็นเราไม่ใช่คนอื่น"
"พี่เค้าบอกว่าดีใจที่โรงพยาบาลเห็นความสำคัญของคนไข้ และเปิดให้มีอาสามาเยี่ยมแบบนี้"
"เค้าบอกว่ากำลังเหงา เบื่อ เซ็งกับบรรยากาศรพ.มากๆ" (เบื่ออาหารรพ.สุดสุดดดดดด)
ความที่พี่เค้าเป็นคนต่างจังหวัดพ่อแม่ก็เลยต้องสลับกันมาดูแล
บางวันก็ต้องอยู่คนเดียว
อาสาคนเดิม "ตอนแรกหนูกะว่าเสาร์-อาทิตย์นี้จะไปยืดผม แต่พี่เค้าบอกว่าสวยอยู่แล้ว ไม่ต้องทำหรอก
แต่หนูตั้งใจไว้แล้วไง แต่มันมีอะไรในน้ำเสียงที่หนูรู้สึกว่าเค้าไม่อยากให้หนูไป เค้าอยากให้เราอยู่ด้วย
กลับมาที่หอพอนึกถึงตรงนี้ ก็เลยตัดใจไม่ไปยืดผมแล้ว"
พอไปถึงหนูถึงได้รู้ว่าพี่เค้าต้องไปรับยาเคมีบำบัด (ไม่รู้ว่าเค้ากลัวหรือป่าว)
จำได้ว่ามีช่วงหนึ่งเค้าพูดถึง "น้ำ-เดอะสตาร์" ว่า เป็นโรคเดียวกันเพิ่งได้เคมีบำบัดคอร์สแรกก็ไปเลย
ตอนนั้นหนูคิดว่าเขาเล่าเฉยๆ แต่พอมานึกดูอีกทีพี่เค้าคงอยากบอกอะไรเหมือนกัน
ไปที่เตียงพี่เค้ายังไม่กลับมา ก็เลยแป๊ะโน๊ตไว้
ตอนเที่ยงมันรู้สึกอยากไปเจอเค้า ก็เลยแวะไปอีกที
เห็นพี่เค้านอนคลุมโปงหนาวสั่นมาก ทั้งๆ ที่ข้างนอกอากาศร้อนจะตาย
เค้าบอกว่าหนาว แล้วให้เพื่อนไปขอผ้าห่มจากพยาบาลมาเพิ่ม
"พี่เค้าคลุมโปงเหมือนไม่อยากคุยด้วย"
"หนูก็เลยยืนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะพูดอะไร"
(หมอที่ฟังอยู่ด้วยบอกว่า การอยู่กับเค้าด้วยตัวเราทั้งหมดอาจสำคัญกว่าคำพูดมากมาย...โดนใจมาก)
สักพักพี่เค้าก็หันมาบอกว่า
"ช่วงนี้ไม่อยากเจอใคร ขออยู่เงียบๆละกัน"ฟังครั้งแรกมันอึ้ง แปลว่าอะไร มันเกิดอะไรขึ้น
วันก่อนยังคุยเล่นสนุกกันอยู่เลย
หลังจากตั้งสติได้พักใหญ่ นศพ.ก็เลยบอกว่า "งั้นเราค่อยมาเยี่ยมอีกทีวันหลังนะ พักเยอะๆ ละกัน"
ช่วงนั้นก็ไม่ได้ไปเยี่ยม 2-3 วัน พอไปอีกทีดูพี่เค้าซึมลง ไม่สดชื่นเหมือนตอนเจอครั้งแรกๆ
"เป็นครั้งแรกที่หนูต้องใช้ผ้าปิดจมูกปาก (mask) เวลาไปเยี่ยม"
"เหมือนพี่เค้าจะรู้ตัวว่ากำลังไม่ค่อยดี เกรงว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนที่ควบคุมไม่ได้"
"พี่เค้าบอกว่าช่วงนี้เค้าคุยด้วยไม่ได้ กลัวว่าพวกหนู (อาสา) จะเสียเวลาหรือจะไปเยี่ยมคนอื่นก็ได้"
"หนูก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องคุยก็ได้ อยากให้สบายใจ"
หลังจากที่อาสาเล่าจบ พี่จะใช้คำถาม 1-2 คำถามเพื่อให้อาสาได้เรียนรู้ตัวเองเพิ่มขึ้น (ไม่ใช่การไต่สวนหรือซักเอาประเด็น)
เช่น
คำถาม 1) ตอนที่พี่เค้าบอกว่าไม่อยากคุย ขออยู่เงียบๆ ละกัน "ใจเราเป็นยังไง?" ตอนแรกก็อึ้ง มันงง เหมือนเราได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า เบลอไปพักนึง คงเป็นเพราะเราคาดหวังว่าทุกครั้ง
เราจะต้องได้รอยยิ้มของคนไข้กลับไปเป็นรางวัล แต่ในชีวิตจริงมันไม่ใช่
มานึกอีกที "ก็แค่วันหนึ่งของเค้า" ที่เจออะไรแย่ๆ มามาก ก็เลยไม่อยากเจอหน้าผู้คน หนูก็เคยรู้สึกแบบนั้น
ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือว่าอะไร เข้าใจว่าความทุกข์ทรมานทางกายที่เค้าเจอมันคงหนักหนาเหมือนกัน
ยังดีนะที่เค้ากล้าบอกเราตรงๆ ถ้าพี่เค้าฝืนคุยกับหนู หนูก็ต้องรู้ว่าพี่เค้าฝืน
มันอาจจะยากยิ่งกว่าถ้าหนูต้องเป็นฝ่ายบอกให้พี่เค้าหยุดคุยเสียทีและพักผ่อนให้มากกว่านี้
( คำตอบของน้องๆ อาสาสมัคร สะท้อนถึงจิตใจที่งดงามและความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นที่ไม่มีในตำราเล่มไหน
แต่มันเกิดขึ้นได้ เพราะเค้ารู้จักใช้ "ใจ" ฟังสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งเสียงที่ได้ยินและไม่ได้ยิน )
คำถาม 2) มีอะไรที่อยากแบ่งปันเพิ่มเติมอีกบ้าง? รู้สึกดีที่ได้ทำ และภูมิใจมากๆ ที่มาทำตรงนี้ หนูเชื่อว่าพี่เค้าไม่ได้เกลียดเราหรอก
ต่อให้พี่เค้าไม่คุยกับหนูเลย หนูก็โอเคนะ "แค่เค้าไม่แย่ไปกว่านี้ก็ดีแล้ว" (พี่ฟังจบน้ำตาคลอเลย)
เรื่องที่เล่าก็เป็นเพียงบทเรียนเล็กๆที่เราได้มาแบ่งปัน และเกิดการเรียนรู้อย่างมาก ทั้งต่อตัวคนไข้
และข้างในตัวเราแต่ละคน ที่ทำให้หัวใจเราอบอุ่น และชื่นชมกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เอาเท่านี้ก่อนละกัน ชอบเผลอเขียนอะไรยาวๆ อยู่เรื่อย
เป็นกำลังใจให้จิ๋ม+ผึ้ง และทีม กับการเดินทางของฤดูกาลแห่งชีวิตนะคะ
พี่สุ้ย