วงน้ำชา Webboard
ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้สังเกตุการณ์ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 07, 2010, 12:12:55 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
เรียนสมาชิกใหม่ !!! การลงทะเบียนใช้งานเว็ปไซท์ จะสามารถเริ่มใช้งาน account ที่สมัครได้ใน24ชม.ให้หลัง หรือเช้าของวันถัดไป
13302 กระทู้ ใน 355 หัวข้อ โดย 1489 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Bebriencics
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  ลูกหมอประสาน (ผู้ดูแล: ตห (เต้าหู้))  |  หัวข้อ: ลูกทางจิตวิญญาณ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ลูกทางจิตวิญญาณ  (อ่าน 16496 ครั้ง)
ปุ้ย
Administrator
จิตตื่นรู้
*****
offline offline

กระทู้: 32


-- ปุ้ย --

cafe257@hotmail.com wormzeyeview@yahoo.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2007, 11:06:07 PM »

เจ๊ เต้าหู้ ส่งบทความมาให้ตั้งนานแล้วเพื่อลงเว็ปไซท์วงน้ำชาหน้าหลัก แต่ยังไม่ได้เอาไปลงให้ซักที ถือโอกาสเอามาลงตรงนี้เลยดีกว่า แลบลิ้น
----------------------------------------------------------------------------

ลูกหมอประสาน
ลูกทางความคิด ลูกทางจิตวิญญาณ


จำได้ว่าเมื่อครั้งยังเป็นเด็กมัธยม พอมีเวลาว่างก็จะอ่านนิตยสารอย่างชัยพฤษวิทยาศาสตร์ซึ่งกองรวมๆ กันอยู่กับ The Guitar (หนังสือเพลงที่มีคอร์ทกีต้าร์ประกอบ) นับสิบๆ เล่ม เป็นหนังสือที่แอบเจียดเงินค่าขนมไปซื้อหามาอ่านและเก็บสะสมไว้ ไม่ว่าแม่จะบ่นให้เข้าหูสักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหยุดกิจกรรมนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง กลับจากโรงเรียนมาก็พบว่ากองหนังสือแสนรักได้หายวับไปกับตา เพราะแม่เก็บเอาไปชั่งกิโลฯ ขายเป็นที่เรียบร้อย พร้อมสั่งห้ามอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์สติเฟื่องโดยเด็ดขาด รวมถึงมีรายชื่อคนดังในยุคพรรคพลังใหม่อย่าง “หมอประสาน ต่างใจ” ที่แม่บอกว่าเป็นหมอบ้า ซึ่งอาจทำให้เกิด “ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่เป็นตัวเป็นตน”
 
ด้วยความเป็นลูกสาวคนดี ไม่ใช่สิ!! คงเป็นเพราะวันเวลาในการพยายามเรียนให้จบ แล้วหางานทำ หาเงินมาดูแลแม่ ด้วยพ่อทางชีวภาพได้ถูกฆาตกรรมไปเมื่อลูกอายุเพียง 11 เดือน เห็นความเหนื่อยยากตรากตรำของแม่ ซึ่งทำตัวเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ตลอดมา คงเป็นช่วงเวลาของการเรียนเรื่องความอยู่รอด และอยู่ร่วมของชีวิตกระมัง
 
หนังสือของหมอประสาน ต่างใจ กลับมาอยู่ในมืออีกครั้งหลังจากงานศพแม่ผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ตอนนั้นก็อายุได้สักประมาณ 25 ปี กลายมาเป็นคนกำพร้าอย่างสมบูรณ์ในวัยทำงาน พร้อมกับการแสวงหา “พ่อ” ที่อยู่ส่วนลึกในใจเสมอมา พ่อคนที่แม่ห้ามไว้โดยเด็ดขาด
 
ครั้งแรกที่เดินเข้าไปหาพ่อในคลินิกแถวตลาดใหม่ ดอนเมือง พ่อเข้ามากอดและทักว่า “มาแล้วหรือลูก” มันเป็นความรู้สึกเต็มตื้นที่พ้นคำบรรยายอย่างแท้จริง
 
พ่อคือผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณโดยสมบูรณ์นับแต่วินาทีนั้นมา
 
พ่อสอนสัจธรรม ด้วยภาษาวิทยาศาสตร์ อันเป็นที่สุดแห่งตรรกะ พ้นตรรกศาสตร์ สู่ธรรมชาติ เห็นความแตกต่างของความจริงในหลายระดับ นำเราพ้นโลก สู่มหาจักรวาล พ่อให้กำเนิดจิตวิญญาณที่เปี่ยมความหมาย
 
พ่อบอกว่า “ตอนที่เรายังเป็นเด็กทารก โลกของเรามันก็แค่ขอบเขตของเปลหรือเบาะที่เรานอน มีใบหน้าที่คุ้นเคยและใบหน้าแปลกๆ โผล่เข้ามาบ้าง...พอเราโตขึ้นอีกหน่อย โลกก็คือห้องๆ หนึ่ง ที่เราจะคืบคลานเตาะแตะไปได้รอบๆ...โตขึ้นอีกก็เป็นบ้าน บริเวณบ้าน...ละแวกบ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ โลกทั้งใบ จนออกไปสู่จักรวาล ความจริงก็เปลี่ยนไป ซับซ้อน สับสนขึ้นเรื่อยๆ”
 
จากความฟุ้งซ่าน สับสน ที่แม่หวาดกลัวกลับกลายเป็นเคออสหรือเป็นความไร้ระเบียบที่ซ่อนเร้นระเบียบแบบแผนไว้ภายใน
จากความไม่เป็นตัวเป็นตนก็กลับกลายเป็นความพยายามเรียนรู้มุ่งสู่การสลายอัตตา สู่ความว่างอันเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพของความเป็นไปได้ทั้งมวล
 
ช่วงแรกๆ ที่เริ่มต้นคุยกับพ่อทุกวันอาทิตย์ เป็นช่วงเวลาที่เรียกได้ว่ายืนอยู่ปากเหว (พร้อมจะโผบินหรือร่วมลงสู่ก้นเหวทุกขณะ) ตั้งใจจะละโลกไปบวชเป็นภิกษุณีอยู่แถวธรรมศาลา หากพ่อก็ตั้งคำถามกับเราว่า “ตอบพ่อให้ได้ก่อนนะว่า เจ้ามาเกิดที่นี่ บนแผ่นดินอันไกลโพ้นนี้ เป็นหญิงที่ชื่อนี้ นามนี้ เพราะอะไร ถ้าตอบได้พ่อจะร่วมอนุโมทนา”
 
นั่นเป็นคำถามสำคัญที่ทำให้ลูกยังอยู่บนแผ่นดินไทย เป็นหนึ่งในชุมชนจิตวิวัฒน์ (เชียงราย) และ “เป็นอย่างที่เป็น”อยู่ในวันนี้
 
อยากชวนน้องๆ พี่ๆ มาร่วมวงน้ำชาผ่านเครือข่ายสายฟ้ากับเรา ไม่ว่าเครือญาติจะอยู่กันแห่งหนไหน บนโลกใบนี้
 
ลูกสาวคนแรก (ที่ไม่ใช่คนโต)
บันทึกการเข้า

Throw away your learning,your science, and your art
to attend a heart that watch and recieves //William Wordworth
อิ อิ อิ
ผู้สังเกตุการณ์


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 20, 2007, 03:21:36 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ลูกทางสายเลือด ลูกทางสายความคิด ลูกทางจิตวิญญาณ ลูกทางธรรม

ไม่ใช่สายเลือด รับแนวคิด ซึมซับแนวคิด อันนี้เรียกว่าลูกทางจิตวิญญาณได้ใหม
ผมอาจเป็นลูก ท่านพุทธทาส ลูกท่านติช นัท ฮัน ลูกองค์ทาไลลามะ ลูกท่านกฤษณามูรติ
ลูกหมอประสาน ในคราวเดียวกัน

บันทึกการเข้า
littlewave
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 9



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 24, 2007, 04:12:56 AM »

เต้าหู้ พี่สาวที่เป็นน้องสาว .. เราได้เขียนอะไรยาวมั่กๆ เลยอ่ะ ลงตรงนี้  แต่ว่า พอเขียนเสร็จ จะคลิกตัวการ์ตูนมาลงประกอบ มันเลยหายไปหมดเลย  อย่างที่พ่อสอนไว้  ไม่มีอุบัติเหตุในจักรวาล   จึงสรุปได้ว่า ข้อความมันคงไม่ได้หายไปโดยบังเอิญหรอก อิอิ หุหุ.. คงยังไม่ถึงเวลา "เปลือย" ตัวเองของเรา   ..ทั้งนี้ ทั่นสมเชีย น้องชายที่ (ทำตัวเหมือน)เป็นพี่ชายของเรา บอกว่า ให้เข้ามาเปลือยในนี้ซะดีๆ   และต้องขอโทษที่เข้ามาช้า เพราะว่า ไม่รู้จริงๆ ว่า เต้าหู้ วญ..และชาวเชียงราย มาเปิดวงน้ำชาให้เรามาร่วมดื่มกันที่นี่.. ตอนที่เต้าหู้บอกในกลุ่มที่ไปเยี่ยมคราวที่แล้ว เราคงจะต้องลุกไปเข้าห้องน้ำพอดีแง๋มๆ.. และทุกคน ทั้ง ณัฐ น้อง... และเพื่อนๆ อีกหลายชีวิต ก็ไม่มีใครบอกเรื่องนี้อีกเลย.. คงคิดว่า เราจะรู้โดยญาณทัศนะได้แน่ๆ   ดีจังที่ทั่นสมเชียเผลอหลุดออกมาในวันนี้ ทำให้ได้มาเยี่ยมกันเสียที   ทุกคนบอกว่า "out" มั่กๆ ที่เพิ่งจะรู้เรื่องวงน้ำจันฑ์ เอ๊ย วงน้ำชานี้น่ะ..

แต่ว่า ดีแล้วล่ะ เข้ามาเร็ว ก็จะเปลือยเร็ว  เข้ามาดูช้า จะได้เห็นใครๆ เค้าเปลือยไปก่อน  .. ดีจัง.. ขอบคุณสำหรับพื้นที่ดีๆ แบบนี้นะคะ รู้ได้งัยว่า ใครๆ ก็คิดถึงวงน้ำชาที่เชียงราย..

เรื่องเล่า ของลูกพ่อ    เอาไว้ค่อยคุยกันต่อนะ.. วันนี้ ดึกแล้ว  แค่ประมาณสักปลดๆ กระดุมแขนเสื้อไปก่อนแล้วกัน

แล้วจะให้ทั่นสมเชียเข้ามาเปลื้องต่อตามลำดับ  ดูดิ.. บอกให้เราเข้ามา ป่านนี้ ตัวเองยังไม่เขียนอะไรเลย.. หรือว่า เค้ามาในชื่ออื่นที่เรารู้ไม่เท่าทันก็ไม่รู้  .. เค้าเป็นคนแปลกๆ ใครๆ ก็รู้ :-) 

คิดถึงเต้าหู้จังค่ะ.. ไปพบกันที่กระทู้อื่นๆ ต่อไปก่อนนะ.. มีวงให้ร่วมจิบชาเยอะจัง เข้ามาทีหลังก็ยังงี้ล่ะ  เจริญตาเจริญใจ :-)
บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 24, 2007, 06:51:21 AM »

เดานะ เดาว่าอิอิอิ นี่คงเป็นน้องชาย  เจ๋ง ส่วน littlewave นี่เป็นพี่สาว จุมพิต ...แหง๋เล๊ย
อยากโพสต์รูปนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปโพสต์ไว้ตรงไหน ตรงนี้แหละ เหมาะสุด

ดีใจ อบอุ่นจังค่ะ

เต้าหู้เป็นลูกคนเดียวโดยชีวภาพ แต่ก็มีพี่น้องทางจิตวิญญาณมาทดแทน รักทุกคนนะ ถ้าดาวเคราะห์ดวงนี้แตกไปแล้ว เราก็ย้ายไปอยู่ดวงอื่น
ระบบอื่นกันนะะนะ เอ...ไปดวงไหนดีหว่า ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ไม่รู้จะมีดวงไหนน่ารักเท่าใบกลมสีฟ้าใสใบนี้รึเปล่า ไปอยู่ที่อื่นรูปร่างจะยึกยือ หัวกิ้งกือ หางเป็ด รึเปล่าน้า?

ดีใจ ดีใจ ดีใจ ...  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

ปล. ญาติๆ ท่านอื่นที่เห็นรูปนี้กรุณาอย่าคิดว่าพวกเราเป็นบ้า รูปมันถ่ายหน้าหนาว (น้องชายยิ่งขี้อายอยู่ด้วย)




* สามพี่น้อง03.JPG (63.68 KB, 350x392 - ดู 1230 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
littlewave
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 9



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 26, 2007, 02:49:39 AM »

มันเป็นรูปที่เราสามคนหน้าตาดูตลกมากเลย เต้าหู้.. ตัวจริงหน้าตาดีกว่านี้นะคะ  วันนั้นวันคริสตมาส ที่เชียงรายค่ะ..

คงเป็นที่มุมกล้องอ่ะนะ..หุหุ..
บันทึกการเข้า
Witch
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 172


แม่มดอารมณ์ดี


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2007, 09:54:27 PM »

น่ารักกันจริ๊งงงงงงงงงงง
คิดถึงอาจารย์น้อยจังเลยน่ะ
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
online online

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2008, 10:37:36 PM »

ทางกายภาพแล้วไม่แน่ใจว่าได้เจอตัวเป็นๆ ของคุณพ่อหมอประสานสักครั้งหรือไม่

แต่เมื่ออ่าน "ข้าราษฎร" โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ พิมพ์ครั้งที่ ๒ โดยสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรังสิต  แล้วรู้สึกว่ามันเชื่อมโยงกันผ่านการเมือง พรรคพลังใหม่   ความที่อยากเห็นสังคมร่มเย็นเป็นสุข ไปถึงคุณพ่อหมอประสาน ที่พี่ๆ เพื่อนๆ อาจรู้จักท่านดีกว่าเราเพราะเขาเรียนสายวิทย์กันเป็นส่วนใหญ่ ตัวเรานั้นเรียนไปด้านช่าง(ไม่รู้อะไรเสียเลย)

บันทึกการเข้า
Moddang
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 17


ชีวิตคือการเรียนรู้

i_am_mot_md@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2008, 01:30:29 PM »

วันนี้ ได้มีโอกาสได้อ่านบทความของท่าน ที่เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 12 กรกฎาคม 2551

ก็รู้สึกชอบ เพราะเราก็เรียนโทอยู่ในสาขา พยาธิวิทยาคลินิก ท่านอธิบายไว้ว่า

ผู้เขียนเป็นแพทย์ แถมเป็นพยาธิแพทย์ [พยา-ธิ เป็นคนละคำกับ พะ-ยาด ที่หมายถึง หนอนพะ-ยาดต่างๆ
โดยพยาธิวิทยามาจากคำว่า pathology ที่แปลว่า การศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ของโรคทั้งหลาย
ทั้งทางกาย (physical) และทางหน้าที่ (function)]


คำอธิบายที่เราดีใจ เพราะก็อยากจะให้คนทั่วไปเข้าใจเหมือนกัน ว่าสิ่งที่เราเรียนนั้นเป็นแบบไหน

และตอนท้ายท่านพูดเกี่ยวกับความตายไว้น่าคิดทีเดียว

เรื่องของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แม้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและทุกคนรู้ดีว่าจะต้องเกิดกับตัวเองไม่วันใดวันหนึ่ง
โดยไม่มีทางหลีกหนี แต่กระนั้นวัฒนธรรมของเรา (โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตก) ก็พยายามทำให้เราไม่นึกถึงมัน
ซึ่งเป็นการสอนให้เราทำผิดธรรมชาติ เลยไปถึงเอาชนะธรรมชาติ หรือยื้อแย่งกับธรรมชาติ
และเมื่อเอาชนะไม่ได้แน่ๆ ก็จงลืมมันเสีย

เพราะฉะนั้น แทนที่จะลืมนึกถึงความตายไปเลย ตรงกันข้าม โรงเรียนในทุกระดับควรสอนให้คิดถึงความตายให้มาก
และบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความเคยชินกับการนึกถึงความตายทุกๆ วันหรือบ่อยกว่านั้น จะยิ่งทำให้เราคุ้นเคยกับมัน
จนไม่กลัวหรือเลิกกลัวมัน เพราะรู้ว่าธรรมชาติต้องเป็นอย่างนั้น ชีวิต และสรรพสิ่งต้องเป็นอย่างนั้น หนีไม่พ้น
ถ้าหากมีเกิดย่อมต้องมีตายอย่างแน่นอน เพราะสาเหตุของการตายที่แท้จริงคือการเกิดขึ้นมานั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราต้องตายแน่ๆ แล้วเราจะไปกลัวสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ กันทำไม



ก็เลยทำให้มีความคิดว่า อยากจะขอเป็นลูกอีกคนนึง แต่แตกต่างตรงที่ ขอเป็นลูกศิษย์ ที่ติดตามผลงานต่อๆไป
บันทึกการเข้า

เมล็ดพันธุ์แห่งความรัก และความเข้าใจ งอกงามในใจฉัน
sympathy
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 17


อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2008, 02:13:53 PM »

ชอบตอนนี้

นอกจากนี้ ในช่วง ๗ – ๘ ปีมานี้ ผู้เขียนยังมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย รวมทั้งมะเร็งหรืออัมพาตอัมพฤกษ์จำนวนมากในสถานพยาบาลที่เป็นประหนึ่งฮอสปีซ [hospice - สถานพยาบาลที่ไม่ยื้อความตาย คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ รักษาด้วยการประคับประคอง (palliative)] และให้การดูแลทางจิตและจิตวิญญาณกับศาสนา เพื่อให้บางคนที่พอจะพูดกันได้บ้างไม่กลัวตาย ให้รู้จักและเข้าใจชีวิตที่แยกจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้ ซึ่งการพูด วิธีพูด กับท่าทางของผู้พูดไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะแพทย์และพยาบาลล้วนเรียนมาแต่เรื่องของวิทยาศาสตร์ทางกาย จึงมักไม่เชื่อในเรื่องของจิตและจิตวิญญาณ แพทย์เองแม้จะเรียนจิตวิทยามาบ้างก็เป็นเรื่องของโรคจิต ที่สำคัญ ผู้พูดไม่ใช่พระ จึงต้องทำให้ผู้ป่วยไว้ใจและเชื่อว่าแพทย์เองก็ไม่กลัวตายด้วย และการที่ผู้เขียนพอมีประสบการณ์การดูแลเรื่องทางจิตใจให้กับคนแก่มากๆ หรือดูแลคนเป็นโรคที่เกิดจากความชรามานานพอสมควร เห็นคนแก่ คนป่วย และตายไปมาก (หลายคนตายไปต่อหน้าต่อตา) พอจะสรุปได้ดังนี้ (ซึ่งนักวัตถุนิยมมักไม่รู้)

๑. คนแก่มากๆ (เช่น ๘๕ ปีขึ้นไป) ไม่ว่ามีโรคหรือไม่มีโรคมักไม่กลัวตายเลย

๒. ผู้ป่วยแทบทุกคน โดยมากที่เป็นผู้หญิง พอใจมากกับการพูดแสดงความรักความห่วงใยของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน โดยเฉพาะการกอดหรือสัมผัสทางกายอย่างเข้าใจและเต็มใจของแพทย์ บางครั้งการร้องด้วยความเจ็บปวดหรือความขมขื่นถึงกับหายไปเลย

๓. คนแก่จำนวนไม่น้อยมักจะหลงๆ ลืมๆ หรือเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือบางคนอยู่ในสภาพที่เรียกว่าโคม่า ซึ่งแพทย์ทั่วไปมักเชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้เรื่องแล้ว จะกลัวตายหรือไม่กลัวตาย หากคิดตามที่เรียนมา ย่อมไม่มีใครรู้ แต่ผู้เขียนเชื่อโดยหลักฐานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางส่วนว่า ผู้ป่วยเหล่านั้นรู้ และช่วยให้เข้าใจชีวิตได้หากพยายามจริงๆ ด้วยการติดต่อทางจิต

๔. ผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง อายุยังไม่เกิน ๖๐ ปี หรือเป็นมะเร็ง มักกลัวตาย (ผู้เขียนสังเกตเอาเองโดยไม่ได้อ้างอิงการวิจัยว่า มีอัตราเร่งของการเป็นมะเร็งทวีสูงขึ้นมากในปัจจุบัน และผู้ป่วยมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน) ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเท่าที่เห็นจะทรมานอย่างที่สุด ทั้งๆ ที่กลัวตาย แต่จะกลัวเจ็บทรมานมากกว่า จึงต้องการตายเร็วๆ

๕. ผู้เขียนเชื่อว่า สำหรับบ้านเรา การดูแลผู้ป่วยที่แก่มากๆ หรือใกล้ตายไว้ที่บ้านอาจดีที่สุด ถ้าเมืองไทยยังไม่มีฮอสปีซซึ่งจะช่วยได้มากในประเด็นทางจิตวิญญาณและการไม่ยื้อผู้ป่วยจากความตาย แต่หากมีฮอสปีซจะดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่จะจากไปโดยไม่ห่วงหน้าห่วงหลัง เพราะการดูแลทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยเป็นทั้งหน้าที่และจิตใจของฮอสปีซอยู่แล้ว

บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2008, 02:27:50 PM »

เข้ามารับน้องมดแดงจ่ะ
อยู่กับความตายกันเถอะเนอะ... ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

พี่ก็กำลังคุยกับพี่จิ๋มอยู่ (มดแดงจำได้ใช่ไหม) ตอนนี้พี่จิ๋มเริ่มเดินสายไปเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นคนที่รู้จักแล้ว
เธอมักจะมาพูดคุยปรึกษาหารือกันถึงลักษณะของการเยี่ยมเยียน เธอเห็นว่าผู้ไปเยี่ยมส่วนใหญ่นั้นก็ไปพร้อมกับโลกของตัวเอง ไม่ได้ตั้งใจจะไปเยี่ยมผู้ป่วยกันจริงจังสักเท่าไหร่ ตอนเธอป่วยหนักนั้น เธอแทบทนไม่ได้กับคำถาม คำสั่งสอน ซ้ำซากๆ และการยัดเยียดสิ่งที่ผู้มาเยี่ยมเคารพนับถือให้เธออย่าง..ปล่อยวางซะเถอะนะ ชีวิตก็แค่นี้ล่ะ ไม่มีห่วงกังวลอะไรแล้วนี่ ให้นึกถึงเจ้าพ่อโน่น เจ้าแม่นี่ พระรูปนั้นรูปนี้ ... มีแต่คนมาพูดๆ ไม่มีใครฟัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงของเธอ หรือเสียงของความตายอย่างแท้จริงเลย

ต้องทนกับโรคภัยไข้เจ็บแล้วยังต้องทนกับคนมาเยี่ยม ต้องทนแสดงเป็นเข้มแข็ง เสแสร้งว่าเข้าใจ รับได้กับคำสั่งสอนของผู้มาโปรดด้วย

และพี่ก็มีคนชอบพูดอีกคนหนึ่ง  ยิงฟันยิ้ม เป็นเพื่อนผู้อาวุโส เขาบอกว่า "แทนที่เราจะหวาดกลัว ดิ้นรน ต่อสู้ พยายามมีชีวิตอยู่ต่อให้นานที่สุด เราลองถามตัวเองดีกว่าไหมว่า จะอยู่ไปเพื่ออะไร อยากมีชีวิตยืนยาวไปทำไม" หากพบเหตุที่แท้ของการอยากมีชีวิตอยู่ อาจจะกลายเป็นการค้นพบลายแทงขุมพลังแห่งชีวิต ทำให้ยังไม่ตาย หรือตายอย่างสงบ สบายได้ล่ะมัง...

วันนี้ คุณคิดถึงความตายแล้วรึยัง... ยิ้มกว้างๆ ยิ้ม

บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2008, 09:48:51 AM »

เมื่อวาน ที่ห้องนั่งเล่น มีการรวมตัวกัน สร้างทีมและโครงการใหม่ขึ้นมา...
ชื่อว่าโครงการ "จุ๋มจิ๋ม".... ทำงานในเรื่องการผ่านเปลี่ยนฤดูกาลของชีวิต

ข่าวคราวความคืบหน้า หรือถอยหลัง ประการใด จะรายงานให้ทราบเป็นระยะๆ  ค่ะ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
Moddang
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 17


ชีวิตคือการเรียนรู้

i_am_mot_md@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2008, 09:19:10 PM »

ชื่อโครงการ น่ารักเชียว  จะเฝ้ารอ และติดตามดูความคืบหน้านะคะ

อยากไปนั่งอยู่ด้วยที่ห้องนั่งเล่นจัง คิดถึงทุกคนค่ะ  จุมพิต
บันทึกการเข้า

เมล็ดพันธุ์แห่งความรัก และความเข้าใจ งอกงามในใจฉัน
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2008, 11:20:13 AM »

ตัวยังไม่มา ส่งใจมาก็อบอุ่นแล้วจ่ะ  ยิ้มกว้างๆ
เหตุที่ชื่อโครงการว่า "จุ๋มจิ๋ม" ก็เพราะเป็นโครงการที่พี่หนานจุ๋ม กับน้องจิ๋ม ร่วมกันเป็นหลัก
พี่หนานจุ๋มนี้เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรืองเมืองแพร่ ซึ่งเมประทับใจท่านมาแต่สมัยก่อนเก่า ท่านเป็นพระหนุ่มที่รังสีดีมาก ผ่องใส อ่อนโยน เป็นพระที่ชอบทำงาน เป็นพระนักพัฒนา บวชมาเป็นสิบปี ซ้ำยังใฝ่รู้ใฝ่เรียน เมื่อหลายปีก่อน คุณวิศิษฐ์ทำ workshop ข่ายใยชีิวิต ตั้งวงพูดคุยถึงเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ โดยนำเอางานของฟริตจอฟ คราป้า ออกมาเคี้ยวมาย่อยกัน ท่านก็พระรูปเดียวที่สมัครไปเรียน เสียเงินค่าเรียน เสียเวลาเดินทางและอยู่ร่วมกันหลายวันที่อาศรมวงสนิท
พอกลับวัดท่านก็มาเชิญคุณวิศิษฐ์ไปช่วยทำกระบวนการที่ลานวัดนั้น เมเองได้เคยติดตามไปหลายครั้ง เห็นความเป็นพระที่ไม่ธรรมดาของท่านอยู่
แต่เมื่อลาสิกขาแล้ว ช่วงแรกๆ ราษีก็กลับหม่นหมอง และค่อยๆ ผ่องใสขึ้นมาลำดับ วันก่อนมีคนถามว่า ทำไมถึงสึกเสียล่ะ หนานก็ตอบซื่อๆ ว่า เกิดอยากมีเมีย และอีกหลายต่อหลายเรื่อง...อย่างเรื่องพี่ต้อยซึ่งเป็นหลักของครอบครัวเสียชีวิตลงด้วย

สำหรับเมแล้ว ท่านสงบเย็นรำงับผ่องใสสมัยเป็นพระก็จริงอยู่ หากท่านก็รับรู้ตัวเองได้ลึกๆ ว่ามีเรื่องอีกมากที่ยังอยากเรียน ทั้งๆ ที่รู้ว่าบทเรียนนี้จะทุกข์ จะตกต่ำ แต่ก็ตัดสิ้นใจเลือก สึกออกมา

ส่วนจิ๋มนั้น หากอ่านกระทู้ห้องนั่งเล่น จะเห็นได้ว่าเธอเป็นแขกประจำ แต่ก็ไม่ใช่แขกประจำธรรมดา เพราะห้องนั่งเล่นมาเป็นห้องนั่งเล่นอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเธอมีส่วนสร้าง และผลักดันอย่างมาก จิ๋มเป็นคนป่วยทางกาย แต่เธอป่วยทางใจน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งดำรงอยู่ในความเป็นปกติได้แม้ยามเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากมะเร็ง เธอผ่องใส สวยงาม มีพลังมากขึ้นทุกๆ วัน พลังของเธอแผ่ออกมาเสมอ แม้เมื่อก่อนจะรู้จักกัน เธอก็เปิดร้านขายอาหารมังสวิรัตมาเจ็ดแปดปี มีลูกค้ามากหน้าหลายตาซึ่งเธอดูแลเรื่องอาหารการกินให้พวกเขา และดูแลจิตใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างเป็นวิถีชีิวตมานาน หากพอเรามาพบกัน พลังของเราเสริมกันและกันได้เป็นอย่างดี จิ๋มเคยบอกว่าวันนี้เธอรู้แล้วว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร

พี่หนานจุ๋มกับน้องจิ๋ม จึงเป็นคู่ที่สอดประสานกันได้เป็นอย่างดี เราเริ่มต้นโครงการด้วยการเยี่ยมเยียนญาติๆ เพื่อนๆ ซึ่งกำลังเข้าสู่การผ่านเปลี่ยนฤดูกาลแห่งชีวิต เริ่มต้นโครงการไปได้วันสองวัน ก็เยี่ยมไปรายสองราย ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เรียน

รายแรกเป็นอดีตครูซึ่งพึ่งจะทราบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะ ระยะสุดท้าย ซึ่งครอบครัวทั้งลูกทั้งสามีเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เธอรู็สึกว่าสามีกลับมาหาจะมารับไปอยู่ด้วย เธอหวาดกลัว วิตกกังวล และไม่วางใจพี่สาวกับพี่เขยที่ดูแลเธออยู่ และมีทั้งคนขายยา ขายอาหารเสริมนานาๆ อีกทั้งขายไสยศาสตร์ของขลังต่างๆ พากันมาเยี่ยม ...มาขาย... แต่ด้วยความ "เข้าใจ" อย่างแท้จริงของจิ๋ม จิ๋มบอกว่า "พี่เม ตอนจิ๋มเจ็บมากๆ สมัยก่อน จิ๋มก็เอาทุกอย่างเหมือนกัน มันอยากหาย ใครว่าอะไรดีเราก็เอาหมด และก็หมดไปเยอะจริงๆ แต่จิ๋มจะไม่ห้ามพี่เขาหรอก มันห้ามไม่ได้ เพราะถ้าเป็นเราวันนั้น ใครมาห้ามเราก็ไม่ฟังหรอก" ... เราเพียงเป็นเพื่อน ให้แกได้เลือกที่ทางที่อยากจะเลือก อยากจะลอง หากแต่เราจะยังอยู่เป็นเพื่อน คอยดูแล... รับฟัง...

อีกรายเป็นญาติของแอน คนนี้อยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาล หมอบอกว่าให้ญาติๆ "ทำใจ" เขาไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่เมื่อวานชาวคณะพากันไปเยี่ยมข้างเตียง หนานจุ๋มแผ่พลังให้ และเมื่อหนานสัมผัสมือ เขาก็ตอบสนองอย่างเห็นได้ชัดถึงสองครั้ง ญาติๆ ก็รู้สึกตื้นตันกับสัญญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า เขายังคงรับรู้ได้.... เทคโนโลยีคลื่นพลังเมตตาของหนานจุ๋ม ทำงานได้ดีอย่างเป็นที่ีประจักษ์

แล้วไว้มาต่อค่ะ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2008, 11:30:40 AM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2008, 03:16:49 PM »

ขอบคุณ คุณเม ที่เขียนเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เชียงรายให้ฟัง เล่าอีกนะคะ อยากฟังต่อ

มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ที่ฟังดูไม่เชื่อ เพราะไม่สามารถอธิบายหรือหาเหตุผลได้ แต่เป็นเรื่องจริง ตอนนี้ก็ยังงงๆ ว่าเป็นไปได้อย่างไร เกี่ยวข้องกันจริงหรือ  ฮืม
ขณะอ่านเรื่องราวข้างต้น พร้อมนึกถึงทั้ง หนานจุ๋มและน้องจิ๋ม ที่เรารู้จักตามไปด้วย ปรากฎว่า พออ่านจบ อาการปวดหัวนิดๆ ที่เป็นมาตั้งแต่เช้าก็หายไป รู้สึกกลับมาสดชื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
(ทีแรกคิดว่าจะป่วย เพราะมาระหกระเหินอยู่ต่างแดนกับเรื่องหนักๆ จนชักรู้สึกว่าเราใช้ร่างกายและสมองเกินกำลังไปซะแล้ว ภาษาบ้านๆ คือ ไม่เจียมสังขาร   ขยิบตา )

รบกวนฝากไปบอกทั้งสองคนด้วยนะคะ พลังความดีของทั้งคู่แผ่มาถึงเพื่อนและพี่คนนี้ที่เวียตนาม  ยิ้มเท่ห์
 
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2008, 10:15:55 AM »

ดีใจด้วยค่ะคุณดาที่อาการปวดหัวดีขึ้น คลื่นพลังงาน ไร้กาลเวลา ไร้ตำแหน่งแห่งที่และเห็นกันจะจะได้ในระดับ macro อย่างที่เอ็ดกาบอกจริง  ยิ้มกว้างๆ  ยิ้มกว้างๆ

มีอีกคนหนึ่งค่ะที่สำคัญมาก (แม้ชื่อจะไม่ได้ร่วมอยู่ในโครงการด้วย แต่เธอเป็นผู้ดูแลใกล้ชิดตัวจริงของตัวหลักอีกที เรียกว่าเป็นกระบวนกรของกระบวนกร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม) เธอคนนั้นก็คือ ริน..

รินเป็นผู้ดูแล เป็นคนใกล้ชิดของจิ๋ม ยามเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ยามที่ซึมสลบเพราะฤิทธิ์ยาสามวันสามคืน รินคนนี้อยู่เคียงข้าง ความระทมทุกข์ ความห่วงใยจากรินเป็นแรงให้จิ๋มลุกขึ้นสู้ แม้จะต้องฝืนกาย ฝืนจิต อันเหนื่อยล้า...​ "พี่รินเขาเป็นห่วงจิ๋มจนเขาเองจะเริ่มป่วยเมื่อจิ๋มแย่ไปหลายๆ วัน" รินเป็นคนมีเมตตาสูง บางครั้งเธอจะหายเข้าห้องน้ำนานเป็นชั่วโมง เพราะมัวแต่ช้อนมดออกจากโอ่งน้ำแล้วค่อยๆ ปล่อยมันบนพื้นแห้งทีละตัว ทีละตัว
"แต่พี่รินเขาเป็นคนดี๊ดี...มันดีเกินไป" ... แบบแผนความสัมพันธ์ของรินกับจิ๋ม ทำให้เมได้เรียนรู้มากมาย

ทั้งสองคนนี้บอกว่า พวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างดีวันดีคืน และจากสายตาของผู้ติดตาม ผู้สังเกตอย่างเม ก็เห็นเช่นนั้นจริง
ทั้งสองมีอิสระมากขึ้น มีพันธนาการต่อกันน้อยลงเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศรัทธาต่อศาสนา หรือเรื่องราวทางจิตวิญญาณ รินดูบรรสานกลมกลืนกับเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติของตัวเธอเอง ขณะที่รินไม่ทิ้งภารกิจในอันที่จะปรับเปลี่ยนแบบแผนกับครอบครัวของเธอด้วย โดยเฉพาะกับพ่อและน้าๆ

จิ๋มเล่าถึงครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่เธอเจ็บมากๆ สองคนไปได้ของขลังชนิดหนึ่งมา เอาวางไว้หัวเตียง เมื่อของขลังนั้นยังอยู่ จิ๋มก็จะไม่เจ็บ .... หลายวันผ่านไป รินเห็นว่าจิ๋มสบายดีแล้ว เธอก็แอบเอาของขลังนั้นไปซ่อน จิ๋มไม่รู้ว่าของขลังที่ปกป้องคุ้มครองเธอนั้นไม่ได้อยู่ตรงเหนือหัวแล้ว อาการของเธอก็ยังปกติดีทุกอย่าง ... แต่พอรู้ว่าของหายไปแล้วเท่านั้นล่ะ ก็กลับเจ็บมากขึ้นมาอีก โวยวายให้รินเอาของขลังของเธอมาคืน รินก็เอามาคืนให้ แต่การกลับคืนมาของขลังนี้ ก็ไม่ทำให้จิ๋มหายเจ็บปวด จิ๋มคิดไปว่า "ของคงจะเสื่อมแล้ว" ไปเอาอันใหม่มากันอีก ... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดูเป็นผู้ศรัทธาอย่างรินก็เก็บงำความเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการพิสูจน์ ทดลองเอาไว้ด้วย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

และเพราะมีกันและกัน กับแบบแผนความสัมพันธ์ที่บรรสานสอดคล้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วันนั้นเอง จิ๋มจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยประสบการณ์ของเธอและผ่านพ้นเรื่องราวนานา มาด้วยกัน ปัญญาของเธอผุดบังเกิดขึ้นมาจากความรู้ จากความเชื่อ
และกัลยามิตรคือทั้งหมดของพรหมจรรย์...ก็อาจจะเป็นจริงได้กระมัง  ยิ้มเท่ห์
เมในฐานะผู้สังเกต จึงไม่อาจแบ่งแยกรินกับจิ๋ม ออกจากกันได้เลย  ยิ้มกว้างๆ

จิ่มๆ ยังกลัวอะไรอยู่อีกไหม...โครงการนี้
ไม่เลย (จิ๋มตอบด้วยน้ำเสียงพร้อมลุย) ถ้ามีพี่เมเป็นแบ็คอัพให้ จิ๋มไม่กลัวอะไรทั้งนั้น จิ๋มตอบ
เมยิ้มรับด้วยความเต็มใจ หากมีใบหน้าของรินซ้อนผุดขึ้นมา พลางนึกในใจว่า "อย่าทิ้งแบ็คอัพตัวจริงของเธอเสียล่ะ จิ๋ม..." ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 18, 2008, 10:28:10 AM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
นกฝึกบิน
จิตตื่นรู้
**
offline offline

กระทู้: 57

ฝึกบินให้สูง ไม่มัวบินต่ำแค่หากิน

tia_myr@hotmail.com tia_myr@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2008, 11:40:34 AM »

กลับจากเชียงราย เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนที่เป็นพยาบาล เธอเล่ากรณีผู้ป่วยวิกฤติ รายหนึ่งผู้ป่วยอุบัติเหตุรายนี้กระดูกสันหลังระดับต้นคอหัก รู้สึกตัวดี แขนขาทั้ง 2 ข้างไม่มีแรง หายใจเองไม่ได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ ตามพยาธิสภาพของโรค รักษาตัวมานานกว่า 2 เดือนแล้ว เธอมักมาเล่าถึงผู้ป่วยรายนี้เสมอ เพราะเธออยากรู้ว่าถ้าทางดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เขาจะดูแลกันอย่างไร เขาในที่นี้หมายถึงคนที่ผ่านการอบรมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือที่มีหน้าที่ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยตรง และการดูแลน่าจะเป็นเรื่องจิตใจ มากกว่าการดูแลทางด้านร่างกายที่มีหมอเจ้าของไข้ พยาบาลในตึกรับผิดชอบอยู่แล้ว
        เมื่อครั้งแรกที่ได้คุยถึงคนไข้คนนี้ เราเคยคุยกันว่า
                              นก : " พี่ฟังสิว่าเขาต้องการอะไร "
                              พี่   : " เขาพูดไม่ได้ เขาใส่เครื่องช่วยหายใจ สื่อสารลำบากหน่อยนะนก "
                                     " แต่เขาสู้มากเลยนก เขาพยายามจะหายใจเอง แต่ร่างกายเขาไม่ไหว ไม่ไหวจริงๆ นะนก"
                                     " สงสัยต้องให้หมอเจ้าของไข้ ปรึกษาทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จะปรึกษาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วแต่หมอ"
                              นก :  " พี่ แล้วพวกพยาบาลที่ดูแลล่ะ ญาติคนไข้ด้วย ก็ทำได้นะ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคืออะไร ต่างจากการดูแลผู้ป่วยธรรมดาอย่างไร ต่างจากการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังอย่างไร นกก็ไม่ใช่ผู้รู้นะ ลองตั้งคำถามถามโยนๆ "
                              พี่   :  " อืม พี่ก็คิดอยู่ แต่บางที่ก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน ก็ส่งน้องไปอบรมมาแล้วคนหนึ่ง ก็บอกให้เขาลองทำดู"
                                     ........
                              พี่ : " อืม นก พี่กลับไปคิด พี่อยากทำเรื่องนี้ในตึกพี่ว่ะ "

        ล่าสุดเมื่อวาน ได้คุยกัน พี่ก็มีเรื่องเล่าต่อว่า
                              พี่ : "นกมีพี่พยาบาลคนหนึ่ง คุยกับคนไข้คนนี้ว่า มีคนไข้คนอื่นๆ ข้างเตียงจากเราไปแล้วทีละคน(ตาย) เป็นการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือเปล่า แบบบอกให้เขาปลงหรือเปล่า"
                              นก: "ไม่รู้เหมือนกันพี่ ไม่รู้เจตนา แล้วคนไข้ มีปฏิกิริยาอย่างไร"
                              พี่ : "ไม่รู้ เขาไม่ได้เล่า"
                                   "เออ! มีอีกเรื่อง มีนักกายภาพบำบัดมาตบปอดคนไข้  นักกายภาพคนนี้เล่าถึงคนรู้จักที่เกิดอุบัติเหตุแบบคนไข้ กระดูกคอหักแบบคนไข้ แขนขาไม่มีแรง ตอนนี้ยังใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ ไปไหนต่อไหน อยากเจอมั้ย คนไข้พยักหน้า เลยนก...แสดงว่าความหวังยังเต็มเปี่ยม  "

              เล่ามายืดยาว นกเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่รับรู้เรื่องราวของคนทั้งคู่สัมผัสตัวเป็นๆ ทั้งจิ๋ม และหนานจุ๋ม คนธรรมดา ธรรมดา รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คนธรรมดา ที่ทำให้เห็นว่า พลังมันเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติจริง ไปเชียงรายคราวนี้เจอจิ๋ม พลังเธอดีมาก นอกจากพลังของเธอเองแล้ว พลังของคนรอบข้างเธอด้วยหรือเปล่า พลังของคนในชุมชนที่ไม่ได้มองว่าเธอป่วย ไม่ตัดสินว่าเธอไม่มีหวัง หรือเปล่า คราวนี้นกถามจิ๋มว่า จิ๋มว่าอะไรทำให้พลังชีวิตมันเพิ่มพูนได้มากขนาดนี้ เธอว่าพี่นก ภาวนากับหนานจุ๋ม และ voice dialogue นี่สุดยอด มันปรับเปลี่ยนพลังชีวิตได้จริงๆ นะ พี่นก
              แต่สิ่งที่นกเห็นจากคำตอบของเธอ ทั้งภาวนา และ voice dialogue ที่เธอว่ามันสุดยอดนี่ถ้าเป็นยา วางไว้ ไม่กิน มันคงไม่เกิดผล แต่มันสุดยอดได้ เพราะเธอกินมันจนเป็นเนื้อเป็นตัวของเธอ...เธอเลยโคตรสุดยอดเลย...จิ๋ม ยิ้มเท่ห์

              ไม่ตั้งกระทู้ใหม่แล้ว พี่เม เอากระทู้นี้คุยเรื่อง การผ่านเปลี่ยนฤดูกาลของชีวิต ไปเลยแล้วกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 18, 2008, 11:50:55 AM โดย นกฝึกบิน » บันทึกการเข้า
Phoenix
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 587


Burn to Learn

nok-fi@hotmail.com sakon_singha
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2008, 11:01:18 AM »

สวัสดีครับ

ฟังเรื่องราวแล้ว รู้สึกดี อยากชวนสนทนาต่อครับ

เกี่ยวกับเรื่อง "กลไก" อะไรที่เป็นตัวก่อกำเนิดให้เรารู้สึก "ดี" เวลาดูแลคนไข้ (ระยะสุดท้ายหรือไม่ก็ตาม) เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานของเราที่นอกเหนือจากจะดูแลคนไข้โดยตรงแล้ว ยังอาจจะมีหน้าที่ในการจัดอบรม จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้คนอื่นๆอีกมากมาย บรรดานี้หลายๆคนกลับกลายจากผู้เรียนมาเป็นผู้สอน จากผู้สอนมาเป็นผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา

Authenticity ของจิตวิวัฒน์ อาจจะไม่ใช่อยู่ที่ "วิธี" ใดวิธีหนึ่ง แต่อาจจะเป็นการที่เราได้ "อยู่ในปรัตยุบันกาล" ได้จริงๆชั่วขณะหนึ่ง เป็นชั่วขณะที่ปราศจาก self แต่เป็นขณะที่เราเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับผู้อื่น และผู้อื่นนั้นก็สัมผัสได้เช่นเดียวกัน การไปถึงช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ผมอยากจะให้เครดิตค่อนข้างมากกับ "ตัวตนทั้งหมด" มากกว่าหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือเคล็ดวิชาใดวิชาหนึ่งเพียงประการเดียว

ไม่ใช่อะไร เพียงเพราะว่าส่วนใหญ่ที่เราเติบโต เราได้ให้เครดิตค่อนข้างน้อยกับ "ประสบการณ์ที่หล่อหลอม" เพราะมันเผอิญไม่ได้มาอยู่ร้อยเรียงติดกับผลที่เกิดขึ้น แต่ประสบการณ์เก่าๆ หลายเดือน หลายปี เหล่านี้มีส่วนที่เป็นธาตุอาหาร ธาตุน้ำ ประคบประหงมเมล็ดแห่งมนุษย์ที่แท้ ที่อยู่ในตัวตนของคนทุกคน งอกงามออกมา ณ เวลาอีันสุกงอมได้ที่

ขออนุโมทนาในจิตใดๆ ที่ล่วงไปถึงสุญญตา เป็นครั้งคราว หรือตลอดไปครับ
บันทึกการเข้า

All that is needed for evil to prevail is for good men to do nothing.
Edmund Burke, an 18th, Century British Statesman
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2008, 09:56:34 AM »

ตัวตนทั้งหมดอันผันผ่านฤดูกาลของชีวิต

เมื่อเช้านายยิ่งกับพ่ออยากจะกินข้าวต้ม แต่เมไม่ได้หุงข้าว เราจึงพากันไปซื้อข้าวที่ร้านจิ๋ม และพบจิ๋มกำลังเตรียมตัวไปเข้าร่วมศิลปะบำบัดพอดี รอคุณตามารับ งานนี้ผึ้งกับกฤชเป็นแม่งาน คึกคักมากทีเดียว พี่โอ้มาถึงแต่เมื่อวานแล้ว พี่หมูก็มาไกล ตาล ใหม่ ยิ่ง ปุ้ย โบ้ และผู้เข้าร่วมอีกประมาณสิบกว่าคน เช้านี้ได้ยินว่าจะปั้นดินเหนียวกัน ... ศิลปะ ศิลเปรอะ บางครั้งอาจจะเลอะเทอะกาย แต่คลายใจให้ใสเย็น  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

จิ๋มเดินยิ้มแป้นมาตักข้าวใส่ถุงให้ พร้อมกับส่งบทความที่เธอเขียน "ฤดูกาลของชีวิต" ใส่มือมา

19 มิ.ย.
เข้าพรรษา เป็นช่วงของฤดูฝนอย่างเต็มตัว 2 วันมาแล้วที่ฝนตกตลอด ไม่ได้ไปไหน นั่งปักเสื้อได้หลายตัว มีความสุขดี ก่อนฝนจะตกผู้คนต่างพร่ำบ่นถึงความไม่แน่นอนของฤดูกาล เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวก็หนาว ฝนก็ตกไม่เป็นเวล่ำเวลาเลย .. มันก็คงจะไม่แตกต่างอะไรจากฤดูกาลในใจเรา ควบคุมไม่ได้ แปรปรวนได้ทุกขณะ ตัวช่วยต้องเคาะกะบาลให้ตื่นรู้มั่ง อากาศเย็นสบายดี บางทีเราก็หลับไหล พักสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ประตู สายฝนพรำ พรำ ของวันนี้ ทำให้เกิดสิ่งเตือนใจ ชีวิตเราผ่านมากี่ฤดูฝนแล้ว สำหรับฉันมันดำเนินไปเหมือนสายฟ้าแลบ ฤดูฝนของปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มา สายฝนของปีนี้มีความหมาย มีคุณค่าอย่างมากในแต่ละวัน เมฆหมอกที่ปกคลุมในใจ น้ำตาแห่งความสูญเสีย ได้กลายเป็นสายฝนที่เย็นชุ่มฉ่ำ ชำระล้างความกลัว วิตกกังวลในใจ หล่อเลี้ยงเซล เลี้ยงพลังให้เติบโตงอกงาม เคยไหม? เราเคยชินที่จะนั่งหลบฝนอยู่แต่ในร่ม ปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด แล้วก็บ่นเบื่อๆ เซ็งๆ ทำไมเราไม่ลองเปิดประตูหน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก เชื้อเชิญสายลม สายฝน โบกพัดเอาสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ประตูใจของเรามั่ง ชีวิตเรานั้น มีสองวันที่เราทำอะไรไม่ได้เลย วันหนึ่งก็คือ "เมื่อวาน" อีกวันหนึ่งนั้นคือ "พรุ่งนี้" แต่วันที่เราทำอะไรก็ได้คือวันนี้ เดี๋ยวนี้
อย่าละเลยคุณค่าของชีวิต....
จิ๋ม



ขอบคุณน้องนกฝึกบินและพี่นกไฟมากค่ะ
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1413



อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2008, 10:37:17 AM »

ผมได้อ่าน Intention ภาคสอง ของหมอสกล อาจารย์สกล แห่งมอ. คนที่ทำเรื่องคนใกล้ตาย จากเครือข่ายอีเมล์ของผองเพื่อน

ท่อนสุดท้าย ย่อหน้าสุดท้าย ผมคิดถึงโจเซฟ ชิลตัน เพียซ ที่เคยกล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาทำนองว่า (ที่ใช้ทำนองว่า เพราะคำพูดอาจจะจำไม่ได้แบบเป๊ะ ๆ) การกระทำ ด้วยเจตนา หากทำไปในทางอกุศล จะเป็น local คือ มันจะอยู่ตรงนั้นเอง ไม่แผ่คลื่นออกไปกว้างขวาง เช่น ความเจ็บปวด ขมขื่นของคน ๆ หนึ่ง จะจบลงในตัวของมันเอง แต่การกระทำ พร้อมด้วยเจตนาแห่งกุศลกรรม อย่างเป็น non-local ไม่จำกัดเทศะ หากแผ่คลื่นออกไป เป็นปริมณฑล และหากมีการกระทำเกินหนึ่งคน หนึ่งที่ การกระทำเหล่านั้น ก็จะเสริมแรงกันได้ อย่างไร้ขอบเขตจำกัด

คำกล่าวของเพียซนี้ ทำให้ผมมีความหวัง เราควรมีชีวิตอยู่ในการภาวนา ให้กิจ การกระทำของเรา เป็นกุศล กุศลภาษาอังกฤษแปลว่า wholesome หรือ ทั้งหมด บริบูรณ์ ครบครัน holistic ไม่แบ่งแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก แย่งชิง มันก็ไม่ง่าย แต่หากตั้งใจ ตั้งใจ ก็ intention อีก ตั้งใจพร้อม ๆ กัน หลาย ๆ คน สิ่งนี้ ก็เป็นจริงขึ้นมาในระดับโลกนี้ได้ กระมัง
บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2008, 11:05:21 AM »

อ่านที่คุณใหญ่เขียนถึงเพียซ intention ที่เป็น holistic ก็เลยย้อนกลับมาดูเรื่องจีน-ทิเบต ในใจตัวเอง และที่่คุยกับโบ้ เมื่อคืน...ที่บ้าน

โบ้บอกว่า เฃาอยากทำเรื่องทิเบต เรื่องหิมาลัย เส้นทางสายไหม แต่จะเลี่ยงการเมือง เพราะจะมีจีนอยู่ด้วย...

... หลังจากนั้นเขาคุยอะไรต่อเมก็แทบไม่ได้ยินแล้ว ใจมันไปจับตรง "เลี่ยงการเมือง"

จะเลี่ยงได้อย่างไรกันเล่า?

บอกโบ้ว่า "ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะไปเลี่ยงการเมือง เพราะจิตวิญญาณนั้น beyond อยู่แล้ว"
ถ้าสมเด็จองค์ทะไล ลามะ เลี่ยงการเมือง... จะเป็นอย่างไร ใครนึกภาพออกบ้าง  ขยิบตา

แน่ล่ะ อยู่ฝ่ายทิเบต ก็ย่อมมีเรื่องต้องเคลียร์กับจีนแน่นอน เลี่ยงไม่ได้
เมื่อครั้งเดินทางท่องไปในทิเบตและจีนกับอลัน เขาพาชมเมืองซึ่งเป็นเมืองใหญ่และเป็นที่อยู่อาศัยของชาวจีน อย่างเฉิงตู อลันวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวจีนให้ฟัง พร้อมทั้งมีเมืองทั้งเมืองเป็นภาพประกอบคำบรรยายอยู่ตรงหน้า อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกทั้งหมดของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ลบๆ ไม่มีอะไรดีเลย เมืองที่เรากำลังเดินอยู่ด้วยกันนี้คือนรกบนดินแท้ๆ

แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง เขาก็พาไปวัดเก่า เป็นวัดจีนโบราณ
เขาแยกตัวไปเดินถ่ายรูป ตามมุมต่างๆ กระถางธูปหินแกะสลักที่ใหญ่มาก กำแพง สวน ภาพเขียนติดผนัง รูปปั้น กลิ่นธูป ควันเทียน ทั้งหมดทั้งมวลอย่างกับมีมนตร์ขลังดึงดูดเรียกเขาให้เข้าไปหา ความตะลึงลานทำให้เราพลัดหลงกัน บริเวณวัดนั้นกว้างใหญ่มาก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวจีนเดินขวักไขว่อยู่เต็มไปหมด เมพาตัวเองเดินเข้าไปอยู่ในมุมสงบมุมหนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับความกลัวของตัวเอง ตั้งจิตมั่น นึกภาพเขา ส่งเสียงเรียกเขาดังๆ ในใจ

แต่ปรากฏคนที่เดินเลี้ยวมุมตึกแล้วตรงมาหากลับไม่ใช่อลัน หากเป็นพระจีนหนุ่มรูปหนึ่ง ที่เดินอย่างเร่งรีบ มาหยุดตรงหน้า แล้วพยายามส่งภาษาจีนเร็วๆ กับเม (เมเองก็พยายามพูดภาษาอังกฤษตอบไป) แต่เราไม่มีทางเข้าใจกัน พระหนุ่มเริ่มใช้ภาษาใบ้ ออกเดินแล้วหันมากวักไม้กวักมือให้รีบตามไป เมไม่มีทางเลือกนอกจากเดินตาม เลาะลัดผ่านกำแพงหลายชั้น ลึกเข้าไปสู่ภายในซึ่งพ้นเขตของนักท่องเที่ยว ยามลังเลไม่แน่ใจ ..เอ พระนี่จะพาเราไปไหน หรืออลันรออยู่นะ.. เริ่มชะลอฝีเท้า ท่านก็จะหันมาบุ้ยใบ้โบกมือให้รีบเดินต่อ ... ลึกเข้าไปอีก ...กระทั่งถึงห้องรับรองแห่งหนึ่ง

ที่นั่น มีพระจีนแก่ๆ ร่างใหญ่ ห่มจีวรแดงคาดลายตาทอง เสื้อเหลือง นั่งอยู่บนเก้าอี้ ข้างหน้าพระรูปนั้นมีญาติโยมนั่งอยู่ที่พื้น สักประมาณยี่สิบสามสิบคนเห็นจะได้ และในทันทีที่พระหนุ่มพาเมโผล่หน้าพ้นประตูเข้าไป ท่านก็หันมามอง กวักมือให้เข้าไปหา ไปนั่งใกล้ๆ ท่ามกลางสายตาทุกคู่จ้องมาอย่างมีไมตรี

เมื่อเข้าใกล้ท่านแล้วจึงรู้ว่าท่านเป็นพระแก่ที่ตาบอด แต่ทรงพลังเมตตานัก ท่านพูดกับเมสองสามคำ จับใจความอะไรไม่ได้ แล้วท่านก็หันไปหาญาติโยมกลุ่มใหญ่นั้นต่อ เมนึกในใจว่า ท่านเมตตานัก แต่เมไม่ต้องการจะนั่งอยู่ตรงนี้ เมต้องการจะกลับไปหาอลันต่างหาก ... สักพักหนึ่ง พระหนุ่มรูปเดิมก็มาสะกิดให้เดินตามออกมา เขาพามาส่งไว้ที่มุมกำแพงอีกด้านหนึ่ง มองตรงจากจุดนั้นไปก็เห็นอลันกำลังเดินสาละวนอยู๋พอดี เมวิ่งเข้าไปหาอลันด้วยความดีใจ และพยายามจูงเขาไปหาพระหนุ่มรูปนั้น แต่พออลันมองหา ท่านก็หายจากสายตาของเราไปแล้ว... ไม่มีทางที่จะเดินตามไปได้เลย หนทางนั้นช่างลึกลับซับซ้อน

และอลันก็อยู๋ในอารมณ์โกรธเกินกว่าจะฟังเรื่องราว เขาเกือบจะไปแจ้งความอยู่แล้ว ...

เมื่อเมเห็นเขาผ่อนคลายลงก็ค่อยๆ เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เขาบอกทำนองว่า "เมโชคดีมาก พระรูปนั้นเข้าใจว่าเป็นพระผู้ใหญ่ที่เข้าพบได้ยากนัก"

ใช่แล้ว เมโชคดีจริงๆ การพบครั้งนั้นโยงใยมาถึงการสนทนาเมื่อคืน การพบครั้งนั้นเป็นที่มาของประโยคที่เมพูดกับโบ้ด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น
และในหลายครั้งคราที่พลังแห่งความทุกข์ระทมอันฝังลึกของผองเพื่อน ทิเบตอิสระ แทรกลึกเข้ามาในหัวใจ จากความโกรธ ค่อยๆ ก่อตัวแน่นหนาเป็นความเกลียดชัง และกำลังจะเข้าไปสัมผัสความเครียดแค้น พลังเมตตาอันอ่อนโยน แผ่วเบา ของพระจีนแก่ๆ ตาบอด ซึ่งเมไม่รู้จักแม้ชื่อของท่านและสื่อสารกันเป็นคำพูดไม่ได้เลยสักคำนั้นจะซึมซาบเข้ามา

อลันคงไม่รู้หรอกว่า เมโชคดีขนาดไหน...  ท่านกับคุนดุล แทบไม่ต่างกันเลย
มนุษย์ทั้งหลายก็ไม่แตกต่างกันเลย ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 22, 2008, 11:24:41 AM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2008, 03:09:59 PM »

วันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มต้นอิสรภาพในความสัมพันธ์ครั้งที่สาม ที่ห้องนั่งเล่น
มีกลุ่มคนคุ้นหน้าตากัน จนกระทั่งถึงสนิทสนม ที่ต่อเนื่องจากศิลปะบำบัด เกือบสิบชีวิต และใหม่สดจริงๆ อีกสองคน

เมื่อเช้าเราตั้งประเด็นกันว่า ที่เราคิด หรือรู้สึกว่าเรารู้จักคุ้นเคยกันนั้น จริงแท้แน่หรือ
หากเป็นเรื่องอิสรภาพของความสัมพันธ์แล้ว แม้คนใกล้ชิดที่สุด ก็ยังมีอะไรให้เราต้องเรียนรู้อีกมากมาย หรือแม้กระทั่งหลายคนบอกว่า "แทบไม่รู้จักตัวเองเลยด้วยซ้ำ"

เช็คอินรอบแรก เช้าวันนี้ แบบที่เรียกได้ว่าเปลือยเปล่า เร้าใจ มากมายทีเดียว
หนานจุ๋มบอกว่า "คนคุ้นเคยก็อาจจะเริ่มแปลกหน้า ส่วนคนแปลกหน้าก็อาจจะยิ่งแปลกหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ"  ยิงฟันยิ้ม เจ๋ง

จิ๋มบอกว่า เธออินอยู่กับฤดูกาลของชีวิต และเริ่มรู้สึกไปว่า บางที... เราอาจจะผ่านฤดูกาลต่างๆ มาแบบไม่ผ่านจริง รึเปล่า?ฮืม
หน้าฝนเราก็หลบอยู่ในร่ม ใต้หลังคา ไม่ยอมเปียกฝน
หน้าร้อน เราก็มีแอร์ใช้ เย็นสบายดี หรือหลบร้อนไปอยู่กับธรรมชาติ
พอหน้าหนาว เราก็หาเสื้อกันหนาวมาสวมใส่ หาเครื่องทำความร้อน .... เหล่านี้เป็นเกราะกำบังเราจากฤดูกาลของชีวิต..รึเปล่า?

พอกินข้าวกลางวัน จิ๋มกับพี่หมูนั่งคุยกันออกรส กวักมือเรียก พี่เมๆ มาคุยกับจิ๋มหน่อย
"พี่คนที่เป็นมะเร็งกะเพาะ (อดีตครู) ที่เคยเล่านั้น แกโทรมาหา บอกว่านอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว ตอนนี้นอนอยู่โรงพยาบาลเพราะเป็นช่วงที่ต้องรับคีโม แกเห็นสามี (ที่เสียชีวิตไปแล้ว)​มาหาบ้าง ผี วิญญาณ มากมายที่ตายในโรงพยาบาลมากวนแกบ้าง ฯลฯ แกกลัว เลยนอนไม่ได้ อ่อนเพลียลงเรื่อยๆ ทำไงดีล่ะพี่ จิ๋มแนะนำแกไปว่าให้เอาเงินวางหัวเตียง แล้วอธิษฐานในใจว่าจ่ายค่าที่พัก (เหมือนนอนโรงแรม) พี่รินเขาไม่ชอบเลย เขาบอกว่าความคิดของจิ๋มจะยิ่งทำให้พี่เขางมงายเข้าไปอีก พี่เมว่าไง"

เมฟังแล้วก็นึกไปถึงตอนที่คุยกับพ่อหมอประสาน พ่อบอกว่า ตอนที่คนเราเจ็บปวดมากๆ จิตวิญญาณไม่มีหนทางที่จะสงบ หรือวิวัฒน์อะไรได้ พ่อว่าเราจะต้องช่วยด้วยการให้มอร์ฟีน ถ้าเขาทรมานหนักๆ ดิ้นทุรนทุราย ร้องครวญคราง การสื่อสารทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าทำในแบบที่พ่อคิดนี้จะไม่ใช้ยาอะไรทั้งนั้น ขอมอร์ฟีนอย่างเดียว"   
แล้วก็นึกถึงเรื่อง "ปรีชาญาณแห่งการอภัย" ตอนที่คุนดุลติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ท่านเจ็บปวดมาก ขณะที่อยู่ในรถซึ่งนำส่งโรงพยาบาล เมื่อถูกถามว่า ท่านทำอย่างไรถึงผ่านพ้นความเจ็บปวดทุกข์ทรมานนั้นมาได้ ท่านตอบทำนองว่าเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นพวกคนทุกข์ยากทั้งหลาย บ้างพิกลพิการ บ้างเป็นโรคเรื้อน เหลือร่างกายเพียงครึ่งค่อนกระเสือกกระสนไป ท่านก็เจริญเมตตาให้พวกเขา รับทุกขเวทนาต่างๆ นั้นเข้ามา ท่านฝึกปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด การเจริญเมตตาต่อผู้อื่น ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำให้ท่านหายจากอาการเจ็บปวด เพราะจิตของท่านพุ่งออกไปที่เขาเหล่านั้น ไม่ได้อยู่กับความเจ็บปวดทุกข์ทนของตนเองของร่างกายตัวเองอีกต่อไป (เรื่องราวได้ถูกบันทึกไว้ในบท "พระโพธิสัตว์ผู้เห็นแก่ตน" และคงจะเป็นที่มาของชื่อบทที่ว่าการเจริญเมตตาเพื่อผู้อื่นนั้น แท้จริงแล้วผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือตนเอง)

เมเชื่อมโยงพ่อหมอประสานกับคุนดุลเข้าด้วยกัน แล้วตอบจิ๋มไปว่า

ความเห็นของพี่นะ จิ๋มไม่จำเป็นจะต้องยึดถือแน่นหนักอะไร
ถ้าเป็นพี่ พี่จะสืบค้นจากพี่พรรณให้รู้ให้ได้ว่าแกนับถืออะไร แกผ่านพ้นเรื่องราวที่เคยหวาดกลัวมาได้อย่างไร เช่นบางคนอาจจะมีบทสวดแสนขลัง (อย่างที่พี่มีคถาชินบัญชร หรือบางคนอาจจะเป็นเจ้าแม่กวนอิน เจ้าพ่อเสือ หลวงปู่แช่ม หลวงพ่อชา ...อะไรก็ได้ อะไรก็ได้จริงๆ ที่รู้สึกว่าแกศรัทธาอยู่...จิ๋มบอกว่า "สงสัยจะเป็นรักษ์ยม" ...รักษ์ยมก็ได้ ฟังแกก่อนนะว่าแกเชื่ออะไร
แล้วเอาสิ่งนั้นไปให้แก (คล้ายกับที่พ่อให้มอร์ฟีนกับร่างกายกระมัง?) สนับสนุนความเชื่อของแกก่อน ให้แกนอนหลับให้ได้ก่อน อย่าพึ่งเอาอะไรของเรา ใส่เข้าไป เอาของแก ออกมาก่อน อย่างรักษ์ยมนี่อาจจะสื่อไปว่าเขาเป็นวิญญาณเด็กที่จะช่วยพูดคุยกับวิญญาณอื่นๆ ช่วยดูแลรอบๆ เตียง ให้แกรู้สึกปลอดภัยพอที่จะนอนหลับได้ก่อน มีแรงขึ้นบ้างแล้วค่อยว่ากันต่อ ฟังกันต่อ...
จิ๋มบอกว่า พรุ่งนี้จะพาหนานจุ๋ม (ซึ่งมาเข้าร่วมเป็นกระบวนกรในอิสรภาพของความสัมพันธ์) ไปเยี่ยมแกที่โรงพยาบาล แล้วคงได้ความคืบหน้ามาต่อความค่ะ

ต่ออีกหน่อย พึ่งนึกขึ้นได้  ยิ้ม
เอ..หรือว่า ฤดูกาลแห่งชีวิตกับอิสรภาพในความสัมพันธ์จะเป็นคนเรื่องเดียวกันอีกหว่า... ยิ้มเท่ห์
ผู้พิทักษ์ รักษ์ยม จะมาปกป้องคุ้มครองให้เด็กน้อยผู้กำลังหวาดกลัวให้นอนหลับตาลงได้บ้าง รึเปล่าหนอ....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 24, 2008, 04:30:32 PM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 04:10:01 PM »

ช่วงนี้หนานจุ๋มและจิ๋ม กำลังจะจัดภาวนาฮาเฮ ร่วมกัน  ยิ้มกว้างๆ ดูรายละเอียดได้ที่ตารางกิจกรรมในหน้าแรกของวงน้ำชานะคะ
วันนี้พี่รินกับเป็ดก็เลยไปเยี่ยมพี่พรรณที่โรงพยาบาลแทน และเมก็กำลังให้เป็ดเขียนเล่าเรื่องราวอยู่

งานอิสระในความสัมพันธ์ที่พึ่งผ่านไป ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก สายน้ำตาที่พร่างพรู หลอมรวมกันเป็นหนึ่งกับฤดูกาลแห่งชีวิตด้วย

มีบันทึกบทสำคัญอีกบทหนึ่งของจิ๋ม ซึ่งสนทนากับเพื่อนรักของเธอ... มาฝากท่านผู้อ่านที่สนใจค่ะ

ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด
22 มิถุนายน 2551
เริ่มต้นมิตรภาพ เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราจะเป็นเพื่อนกัน ฉันจะไม่ทำร้ายเธอ และเธอก็ไม่ทำร้ายฉัน เราร่วมทุกข์ ร่วมสุข 24 ชั่วโมง การกระทำของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นร้ายหรือดี ต่างส่งผลกระทบถึงกันอย่างต่อเนื่อง ฉันฝึกภาวนา ก่อนนอน และตอนเช้า ทำให้เราได้อยู่กันสองคน สื่อสารกันได้จริง คุยกันได้ ยิ่งช่วงไหน.... คิดแต่ทางที่ดี เบิกบานแจ่มใสตื่นมาสดชื่น ร่าเริง เขาก็เหมือนจะมีความสุขไปด้วย ไม่มีอาการของโรคเลย
   ช่วงเวลาแห่งความสุข..... ก็มีช่วงเวลาแย่ๆ ที่เราไม่เข้าใจและขัดใจกันตกลงกันไม่ได้ สาเหตุก็มาจากฉันเอง เวลามีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะร้ายหรือดี ต่างส่งผลกระทบถึงอีกฝ่ายหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.... ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยทางกายต่างๆ ขึ้น เช่นปวดหัว.... เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก ฉันก็จะเกิดไม่ไว้ใจเขา...... โดยลืมนึกถึงธรรมชาติของอาการดำเนินไปของโรค ความคิดแว๊บ...แรกเข้ามา ฉันควรจะเสี่ยงไปให้เคมีบำบัด.... เอาเธอออกไปให้พ้นเสียที..... พอคิดอย่างนั้นจิตใต้สำนึกของฉันจะออกมาในทางลบ ทำให้กังวล วิตก รู้สึกไม่ดี เครียด นอนไม่หลับ ทำให้อาการตัวเองแย่ลงไปอีก
   ทุกวันนี้ ฉันใช้วิธีพูดคุยกับเสียงภายใน บอกเขาว่าวันนี้ปวดเกินไปแล้วนะ อย่าโตเกินไป ถ้าปวดไปกว่านี้ ใครจะปักเสื้อสวยๆ ทำอาหารอร่อยๆให้เธอ...... ฉันปรารถนาจะดูแลผู้คน โดยเฉพาะผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิต ให้เขามีความสุข อย่างที่เรามีในวันนี้ยังไงล่ะ...อาการต่างๆ ก็จะดีขึ้นและหายไป
   ฉันตั้งใจปฏิบัติ เปลี่ยนแปลงตนเอง ทำให้ทุกวันเป็นวันแห่งความสุข...และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนผู้ป่วยมะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันกับโรคของเราแบบไม่ทุกข์ทรมาน และตอนนี้เพื่อนของฉันก็แสดงให้เห็นว่าเขารับรู้และปรารถนา จะสื่อความรู้สึกถึงกันได้จริงๆ เขาไม่โตขึ้นไม่กินพื้นที่ นี้อาจจะเป็นสัญญาที่เป็นกำลังใจให้ต่อสู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่คอยตักเตือนและเปลี่ยนชีวิตให้พบกับความดีงาม และรู้จักตัวตนที่เป็นเรา บางครั้งเราก็.....เบียดเบียนร่างกายมากเกินไป มีผลอย่างไรก็ต้องกลับมารู้สึกตัว กลับมามองตัวเอง กลายเป็นว่าทุกวันนี้ฉันต้องทะนุถนอม แม้กระทั่งลมหายใจเข้าและออกติดตามดูแลทุกขณะว่าเป็นไปอย่างไร ต้องประคองส่วนอื่นๆ ของกายใจ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน
   เมื่อเราเริ่มมองเห็นโลกภายในตัวเอง ความรู้สึกเป็นมิตรก็เกิดขึ้นทั้งต่อตัวเองและทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ชีวิตถ้าอยู่อย่างมีความหมาย เราก็จะมีความสุขง่ายๆ ได้มากขึ้น แม้กระทั่งในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ยิ้มแย้มกับคนแปลกหน้า บอกทางนักท่องเที่ยว ฟังความทุกข์ที่ต้องการระบายเป็นคำพูดของผู้คน ฉันว่าการที่มีจิตใจที่ดี เยียวยารักษาโรคได้ หมอที่เก่งที่สุด คือตัวเราเองแต่ก่อนที่เราจะเป็นหมอที่เก่ง เราต้องรู้จักตัวเราเองก่อน ปาฎิหารย์กำลังเกิดกับฉัน....


พอเราทุกคนได้ฟังจิ๋มอ่านบันทึกนี้จบ หลายคนน้ำตาคลอๆ บางคนสะอื้น ...
ผึ้งมุ่งมั่นจะเขียนโครงการนี้ทั้งคืน
ยิ่งบอกเมื่อวานนี้ว่า ได้แรงบันดาลใจจากพี่จิ๋ม เดี๋ยวยิ่งจะแต่งเพลงให้
อาจารย์จากรามาสองท่านบอกว่า ถ้าช่วยอะไรได้ก็ขอให้บอก และเดือนตุลานี้ก็จะกลับมาเยี่ยมเยียนกันอีก
น้ำร้องไห้... บอกว่าอยากเริ่มต้นใหม่กับงานนี้อีกครั้ง...
พี่โอ้พี่แดง... เอาด้วยแน่
เป็ดบอกว่า แม่เป็ดตายไปโดยที่เป็ดดูแลท่านไม่ดีเลย เป็ดอยากร่วมงานนี้ด้วย เผื่อจะทดแทนความรู้สึกให้แม่ได้...


* 12044.jpg (78.09 KB, 381x472 - ดู 77 ครั้ง.)

* 12045.jpg (84.13 KB, 472x595 - ดู 67 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2008, 05:41:53 PM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
Phoenix
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 587


Burn to Learn

nok-fi@hotmail.com sakon_singha
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 05:47:09 PM »

ท่านเจ้าคุณอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ แต่เดิมท่านเป็นวิศวกร ทำงานหนัก และได้พลาดวาระสำคัญในการดูแลเช่นกัน ตอนนี้ท่านมีโครงการกุศลที่ยิ่งใหญ่ เลื่องลือไปทั่วโลกในเรื่องของ AIDS temple ของท่าน

แต่ mission ตอนนี้ไม่ได้เป็นเพราะเพื่อชดเชยอะไรที่ผ่านไปแล้ว กลับกลายเป็นการธำรงชีวิตอย่างมีความหมาย outcomes ของกิจกรรมของท่านก็ไม่ได้มี success rate แตกต่างจากของ hippocrates เมื่อ 5,000+ ปีก่อนเลย คือตายประมาณ 100%

ก็ไม่เป็นไร

Expand the now. Forget the regrettable past. Don't worry about the anxious future.

รอยยิ้มที่สวยที่สุดคือรอยยิ้มของผู้ป่วยก็จริง แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยิ้มหรือไม่ มันอยู่ที่เขา "อาจจะ" ยิ้มจากสิ่งที่เราพยายามจะทำโดยปราศจากเงื่อนไข
บันทึกการเข้า

All that is needed for evil to prevail is for good men to do nothing.
Edmund Burke, an 18th, Century British Statesman
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 09:29:46 AM »

เคยไปวัดพระบาทน้ำพุเมื่อหลายปีมาแล้ว จำได้ว่าตอนนั้น ถามท่านว่า เหตุใดประตูวัดจึงอยู่ไกลนัก ท่านตอบทำนองว่า เมื่อก่อนประตูอยู่ใกล้ ญาติจะขับรถมาทิ้งผู้ป่วยไว้แล้วรีบหนีไป (ไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ กับทางวัด) ก็เลยไปกั้นประตูไว้ไกลๆ เผื่อว่าใจเขาจะอ่อนโยนลง (ทิ้งผู้ป่วยไว้ตรงนั้นไม่ได้ เพราะผู้ป่วยคงเดินไม่ไหว) แต่ก็ปรากฏว่า คนที่คิดว่าจะเอามาทิ้ง เขาก็ทิ้งไว้อยู่ดี บางคนอุ้มลงมาวางใว้ตรงข้างทางหน้าประตูนั้นกลางดึก เขาคงจะคิดว่าพอถึงรุ่งเช้า เราก็ต้องไปเจอ แล้วก็ขับรถหนีไป...

ตอนนี้ประตูวัดอยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบได้ ไม่ได้ไปนานแล้ว...

แต่ไม่น่าเชื่อว่าวันก่อน จู่ๆ ไปนั่งร้านกาแฟ หยิบหนังสือเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิคมาเปิดดู บทสัมภาษณ์ของท่านอีก... เมเคยคุยไปในวงว่า ประทับใจที่ทุกเช้า ท่านจะเดินเข้ามาตามทางในห้องผู้ป่วย มีเตียงเรียงๆ กันไป พอเห็นหน้าท่าน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะยกมือชูสูงขึ้นเท่าที่แรงของพวกเขายังมีพอ เพื่อจะรอสัมผัสมือกับท่าน พอได้สัมผัสกันแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่ดูอ่อนเปลี้ย เศร้าสร้อย ทนทุกข์ กับกลายเป็นผ่องใส เรืองแสง บางคนก็แย้มยิ้มได้ในชั่วขณะหนึ่งนั้น

ทำไมท่านถึงเลือกวิธีเดินสัมผัสมือแบบนั้น... (พ่อหมอประสานใช้วิธีกอดทั้งเนื้อทั้งตัว)

ได้พบคำตอบในหนังสือเล่มที่เปิดอ่านว่า เมื่อแรกตอนนั้นท่านบวชแล้ว อ่านเขียนร่ำเรียนตำราไตรปิกฏ อภิธรรม นานา แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าเข้าถึง ลึกซึ้งในรสพระธรรม ท่านได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบำราศ ตอนนั้นท่านไม่รู้จัก HIV มาก่อนเลย ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร เกิดจากอะไร ไม่รู้ทั้งนั้น ท่านได้สัมผัสผู้ป่วยที่กำลังว้าเหว่ ทุกข์ระทม เขายื่นมือออกมาขอสัมผัสกับท่าน แล้วเขาก็จากไปขณะที่ท่านยังกุมมือเขาไว้อยู่นั้นเอง... ท่านว่ามันไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจอะไร ท่านตระหนกมาก เป็นทุกข์หนักหนาสาหัส กลับไปนอนทุรนทุรายไม่หลับทั้งคืน เขา...นิรนาม ผู้ติดเชื้อที่ตายคามือของท่าน...

เมื่อครั้งที่ไปวัดพระบาทน้ำพุนั้น จำได้ว่าท่านกำลังจะหาทุนจัดซื้อจัดสร้างเตาเผาศพแบบที่เผาได้รวดเร็ว เพราะมีผู้เสียชีวิตหลายๆ คนในทุกๆ วัน เผาแล้วท่านก็จะห่อกระดูกไว้ด้วยผ้าขาว เขียนชื่อพวกเขา และพยายามติดต่อให้ญาติมารับไป แต่ก็มีกองกระดูกมากมายถูกทิ้งไว้ ไม่มีใครมารับ...

เมเปิดกระเป๋าดู พบว่ามีเงินอยู่สามพันกว่าบาท ก็เทลงกล่องบริจาคไปจนหมดกระเป๋า....

ในหนังสือบอกว่า ท่านกำลังตั้งกองทุนสำคัญ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย กองทุนนี้จะแสดงถึงน้ำใจของมนุษย์ที่จะมีต่อกัน (ใครเกิดเจ็บป่วยไร้แหล่งพึ่งพิงก็สามารถเบิกเงินจากกองทุนนี้ไปใช้ได้) ถ้าท่านผู้ใดพบรายละเอียดเพิ่มเติม จะช่วยนำมาลงไว้ปชส. ในวงน้ำชา ก็จะขอขอบคุณมากค่ะ (เมเขียนจากที่จำๆ มาเท่านั้น)
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
Phoenix
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 587


Burn to Learn

nok-fi@hotmail.com sakon_singha
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 02:25:47 PM »

ท่านเจ้าคุณเป็นผู้อุปถัมป์หลักของมูลนิธิชีวันตารักษ์ มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทั้งๆที่ท่านก็ต้องบริหารจัดการหาเงินมาเพื่อการดูแลคนไข้ที่วัด แต่ท่านก็อยากจะขยายวงทำงานไปยังหน่วยอื่นๆนอกเหนือจากที่วัด

หน้ากุฎิท่านเจ้าคุณ มีสวนหย่อมประดับประดาด้วยรูปปั้น ประติมากรรม สีดำๆขาวๆหลากหลาย นั่นคือเถ้าอัฏฐิของผู้ป่วยไม่มีญาติที่ีเสียชีวิตทีี่วัดนั่นเอง อาจจะเป็นคำตอบว่าสุดท้ายกระดูกที่เผานั้นไปอยู่ที่ไหน ศาลาหลังวัดมีศาลามหรสพแห่งวิญญาณ มีถุงกระดูกกองจากพื้นจรดหลังคา ภายในบริเวณวัดมีศาลากายวิภาค และศาลาเพื่อปลงอนิจจํ

ผมเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทนำ้พุไว้ ณ http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/90065
บันทึกการเข้า

All that is needed for evil to prevail is for good men to do nothing.
Edmund Burke, an 18th, Century British Statesman
ped
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 11


ped26_pip13@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 07:49:10 PM »

       วันนี้ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากมือถือตาล  ตาลอาบน้ำ เป็ดเข้าไปรับโทรศัพท์แทนตาล พี่จิ๋มโทรมา  พี่จิ๋มโทรมาหาเป็ด
 ว่าวันนี้พี่รินจะไปเยี่ยมผู้ป่วย  เป็ดจะไปไหม  เป็ดตอบรับคำพี่จิ๋มทันที  ตอนนั้นรู้สึกดีใจ เหมือนทำอะไรไม่ถูก รีบตะโกน
บอกตาล และรีบมาที่ห้องนั่งเล่น  เพราะบอกกับพี่จิ๋มว่าเข้ามาที่ห้องนั่งเล่นไม่เกิน 10.00โมง พอเป็ดมาถึงที่ห้องนั่งเล่น ก็รีบ
เก็บกระเป๋า และเหมือนว่านั่งคอยเวลารอพี่รินมารับ เป็ดเห็นรถพี่ริน เป็ดรีบเดินออกไปด้านนอก เห็นพี่จิ๋มกำลังเดินมา
พี่จิ๋มเจอเป็ดบอกว่าจะไปตัดผม  พี่จิ๋มไม่ไปเพราะผู้ป่วยที่เป็ดไปเยี่ยมไม่อยากให้ไปที่โรงพยาบาล เพราะดูสถานที่แล้ว
จะอึดอัด บรรยากาศไม่ค่อยดีกลัวพี่จิ๋มจะสุขภาพไม่ดี  พี่จิ๋มบอกให้เป็ดไปหาพี่รินที่รถ  เป็ดเดินไปเจอพี่ริน พี่รินก็เตรียม
อาหารไปฝากผู้ป่วย เป็ดไปกับพี่ริน 2คน  เราใช้เวลาเดินหาผู้ป่วยเกือบครึ่งชั่วโมงหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอแต่พี่รินคุยกับผู้ป่วย
แล้วว่ายังพักอยู่ที่โรงพยาบาล  สุดท้ายเป็ดกับพี่รินก็เดินไปที่ประชาสัมพันธ์  พี่รินเขียนชื่อ และนามสกุลผู้ปวย แต่ผิดหวัง
ไม่มีรายชื่อ เป็นไปได้ยังไง  เป็ดถามพี่รินอีกทีว่า เขียนชื่อนามสกุลถูกหรือป่าว  พี่รินมั่นใจว่าถูก เป็ดกับพี่รินก็เดินหากัน
อีกรอบ  โดยพยายามดูทุกตึกและรายชื่อหน้าห้องก็ไม่มี  สุดท้ายเราเดินย้อนกันมาอีกด้านหนึ่งเป็นชั้น 2 เพราะพี่รินเคย
มาและจำได้ว่าอยู่ชั้น 2 เราเดินมาทางด้านนอกเข้ามาที่เดิม  สุดท้ายเราก็เจอ พี่รินเจอคนรู้จักที่นั่งเฝ้าผู้ป่วย ใช่เป็นผู้ป่วย
ที่เป็ดกับพี่รินตั้งใจเข้ามาเยี่ยม  ครั้งแรกที่เป็ดเจอเป็ดรู้สึกว่าป้าไม่ได้เป็นอะไรเลย  หน้าตาแจ่มใสมาก ดูภายนอกดูแข็งแรง
แต่ป้านอนคุยกันกับพี่รินและกับเป็ด  ป้ากับพี่รินพูดคำเมืองกัน  เป็ดพยายามตั้งใจฟังเท่าที่ฟังได้เป็ดถามป้าเป็นอย่างไรบ้าง
ป้าบอกว่าไม่เป็นไรมาก  หน้าป้ายิ้มตลอดดูจากแววตาก็ไม่เห็นเศร้า ตาป้าจะยิ้ม และพูดกับพี่รินตลอด  พรุ้งนี้ป้าก็ได้กลับ
บ้านแล้ว  ความรู้สึกจริง ๆ ของเป็ด  เป็ดดีใจตื้นเต้นมาก ๆ แต่ก็เกิดคำถามเหมือนกันว่า  ไปแล้วจะทำยังไงจะพูดจะคุย
อย่างไง  คิดตลอด แต่พอมาถึงจริงๆ เป็ดกลับไม่มีความคิดนั้นเลย  จุดมุ่งหมายของเป็ด  เป็ดอยากเจอ  แต่พอเจอเป็ด
ก็พูดคุยปกติ ตอนเป็ดนั่งอยู่กับพี่ริน และกับป้าเป็ดรู้สึกดี  แต่ภาพที่เป็ดเข้าไปเจอในห้องรวม ดูรู้สึกหดหู่  มันดูเหมือนสิ่งที่
ไม่ดีมารวมกันอยู่ในห้องผู้ป่วยรวม  แต่เป็นที่โชคดี  เป็ดได้เห็นป้า เตียงของป้าออกมาอยู่ด้านนอก มีอยู่หลายเตียงเหมือน
กัน  อากาศถ่ายเทดีกว่าห้องข้างใน  เป็ดเห็นป้าคุยกับพี่รินว่าการให้ยา  ป้าบอกว่าผมป้าไม่ร่วง  ไม่เจ็บ  ไม่ทรมาน  ให้ยา
วันนี้อีกวัน  พรุ้งนี้ก็กลับบ้านได้  เป็ดดีใจแทน  เป็ดว่า เป็ดอยากให้ป้ากลับบ้านไว ๆ ถ้าเป็ดคิดว่าป้าเป็นตัวเป็ด เป้ดอยาก
กลับบ้าน  อยากมีคนอยู่ใกล้ๆ มากกว่า แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็ดไปเยี่ยมผู้ป่วย เป็ดตั้งใจ  มีคำถาม  แต่เป็ดก้ไม่มีคำถาม
อีกเมื่อไปถึงที่นั้น  เป็ดได้ความรู้สึกดี ๆ กลับมา  ป้าพูดถึงการภาวนา  การนั่งสมาธิ  ป้าชวนเป็ดลองเข้าวัดลองนั่งฟังเทศ
การสนทนาทางธรรม  เป็ดรู้สึกดี  เพราะเมื่อก่อนเป็ดนั่งสมาธิอยู่กับวัดแต่มันคือการหนี้ปัญหาเพื่อมาอยู่ที่วัด  จิตเราไม่
อยู่กับตัว  แต่ครั้งนี้เป็ดตั้งใจจะลองเข้าไปฟังธรรมดูสักครั้ง  มันอาจจะให้เป็ดนิ่ง และอยู่กับตัวเองได้มากขึ้น  มีสติช่วยเหลือ
คนได้มากขึ้น  การช่วยเหลือคนโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน  นอกจากเห้นเค้ายิ้มมีความสุข  มันก็ทำให้เรามีความสุขได้เหมือนกัน
                  ตอนที่เป็ดกับพี่รินจะกลับเป็ดได้ไหว้ป้าเพื่อลากลับ  ใจเป็ดจริง ๆ อยากเข้าไปจับมือป้าแต่ก็ไม่กล้า อยากเข้าไป
จับมือป้าแต่ไม่กล้า  อยากให้กำลังใจมากกว่านี้  แต่เป็ดก็ไม่ได้ทำ  ตอนนั้นป้าได้เวลาทานข้าวตอนกลางวัน  ป้าลุกขึ้นมา 
และนำถาดข้าวมาว่างไว้ที่ตัก ป้าก็ขอบคุณเป็ดและก็ยิ้มให้เป็ดกับพี่รินก็ลากลับเลย  หลังจากนั้น  เป็ดเดินกลับมาด้านหลัง
โรงพยาบาลคุยกับพี่รินว่าจริง ๆ เป็ดไม่เห็นป้าป่วยเลย  ดูมีกำลังใจดี  แววดาดูยิ้มใบหน้าสดใสมาก  หรือเป็นเพราะว่า
พรุ้งนี้ป้าจะได้กลับบ้านแล้ว  แต่ไม่รู้ทำไม  เป็ดจำคำพูดไม่ได้  ว่าพูดอะไรกับพี่ริน  แต่มีความรู้สึกว่าขนลุกขึ้นมาเฉย ๆ
พี่รินก็มีความรู้สึกเดียวกับเป็ดเหมือนกัน  เป็ดอยากที่จะเรียนรู้กับการเป็นผู้ให้โดยไม่มีคำพูดใด ๆ อยากให้มันเกิดกับ
ความรู้สึก  เกิดความปิติขึ้นมาเองอย่างไม่รู้ตัว  การเยี่ยมผู้ป่วยในครั้งนี้  มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ และทุก ๆ อย่างที่
เป็ดอยากที่จะทำ  มันเกิดขึ้นจากความกลัวของเป็ดทั้งสิ้น



บันทึกการเข้า
ped
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 11


ped26_pip13@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2008, 06:08:54 PM »

  ยิ้ม  วันนี้เป็ดกับพี่รินได้มีโอกาสเข้่าไปเยี่ยมป้าพรรณที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 2 ที่เป็ดได้ไปเยี่ยม ครั้งนี้แตกต่างกับครั้งแรกมาก   ครั้งแรกดูป้าพรรณสดใสมาก  หรือเป็นเพราะว่าป้าพรรณจะได้กลับบ้านในวันรุ่งขึ้น    ทำให้ป้าพรรณดูสดใส  แต่จริงๆ แล้ว  เป็ดก็ได้รู้วันนี้กับพี่รินว่า..ป้าพรรณไม่ได้กลับบ้านหมอยังไม่ให้กลับ  เป็ดกับพี่รินก็ไปเยี่ยมป้าพรรณอีกครั้ง
 
       แต่ในวันนี้ดูป้าพรรณไม่ค่อยสดชื่นเลยดูจากลักษณะภายนอก   เหมือนมีกังวลอยู่   นิ่ง  เงียบ  สีหน้าดูเรียบเฉยมาก  เป็ดกับพี่รินไปถึงประมาณเกือบ 11 โมงได้  ป้าพรรณกำลังนอนคอยหมอ  ป้าบอกว่าหมอนัดให้คีโม 9 โมงเช้า  แต่เป็ดไปจนถึงเที่ยง  หมอก็ยังไม่มารับตัวไปให้ยา  ทำไมที่โรงพยาบาลถ้ามีการเลื่อนนัดน่าจะบอกคนไข้บ้าง  คนไข้ได้แต่นอนคอยเวลาหมอนัด    ไม่รู้อะไรเลย   มีแต่การรอคอยอย่างเดียว   ถ้าเป็ดเป็นคนไข้  ก็รู้สึกห่อเหี่ยวเหมือนกัน    วันนี้ที่ไปเยี่ยมป้าพรรณ ความรู้สึกของเป็ดที่รับรู้ได้  ว่าป้าพรรณกลัว  แต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร 

      ยิ้มพี่รินบอกกับป้าพรรณว่ามีหนังดีๆอยากให้ป้าพรรณดู   เกี่ยวกับโรคมะเร็งเป็นหนังที่ดีมาก ให้เราได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้มากขึ้น  แต่ป้าพรรณกับปฎิเสธ  ป้าพรรณบอกว่าไม่อยากดูตอนที่ป้าพรรณพูดสีหน้าป้าดูเหมือนว่าไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น   และป้าพรรณก็พูดว่า ช่างมันหมอให้ทำอะไรก็ทำตามหมอ  เราเป็นคนไข้ที่ดีก็พอ  (พูดเหมือนปลงยังไงไม่รู้)   ป้าพรรณพูดกับพี่รินว่าเวลาคนมาเยี่ยมบางคนมาคุยแต่ป้าอยากพักผ่อน  อยากนอน  แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี   พี่รินก็เลยบอกว่า  เราต้องบอกเค้าตรง ๆ ว่าเราอยากพักผ่อน  ไม่ต้องเกรงใจเค้า  ป้าพรรณบอกทำนองว่า ไม่กล้าเกรงใจ   

        ตอนนี้ป้าพรรณต้องกินอาหารอ่อน ๆ  เพราะเจ็บท้อง  กับก็ไม่ค่อยกิน  กินแต่ข้าวต้ม  ผลไม้บ้างนิดหน่อย  ป้าบ่นว่าไม่ถ่ายเลย    ตอนนี้ทางโรงพยาบาลไม่ให้มีคนเฝ้าไข้  ไม่รู้ว่าทำไม    ดูน่าสงสารป้าพรรณมาก  ดูป้าพรรณไม่ค่อยแข็งแรงจะหยิบจะจับอะไรก็ต้องค่อย ๆตะแคงตัว  แล้วเวลาจะเข้าห้องน้ำแค่นึกก็แย่แล้ว   ต้องเดินไปคนเดียวเป็นอะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ   หมอ พยาบาลแทบจะไม่เห็นเลย  เป็ดอยากรู้ว่าถ้าคนไข้หกล้มเป็นอะไรขึ้นมาจะรับผิดชอบกันหรือป่าว    ถ้าป้าพรรณเป็นคนในครอบครัวคุณหมอ และพยาบาล   คุณจะคิดยังไง

       เป็ดไม่รู้จะทำยังไงจะพูดหรือจะคุยกับป้าพรรณยังไงดี  ตอนนี้ดูป้าพรรณไม่อยากรับอะไรทั้งสิ้น  อยากอยู่เงียบ (แบบเหงา) คนเดียวเหมือนว่าไม่อยากพูดคุยกับใคร  เป็ดอยากทำให้ป้าพรรณรู้สึกว่าป้าไม่ได้อยู่คนเดียว เลยตั้งใจว่ากลางวันจะเข้าไปนำน้ำแยกกากป้าพรรณบอกว่า (ลำ) เป็ดหวังว่าป้าจะเอ็นดูเป็ด  และทำให้จิตใจป้าดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย  (เป็ดเชื่อว่ายังงั้น) ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
 
บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2008, 09:16:43 AM »

ดีใจที่เป็ดรักห่วงใยป้าพรรณ แน่นอนเราเข้าใจความรู้สึกป้าที่เฝ้ารอคอยคีโม รออย่างที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้รับ คงเป็นการรอคอยที่ทรมาน ทั้งการรออย่างไร้คนเฝ้า ห้องรวมที่แน่นเอียดจนต้องตั้งเตียงเรียงรายตามระเบียงทางเดิน

เมื่อวานพี่ดูหนังเรื่อง Tokyo Tower เป็นเรื่องราวของลูกชายที่ย้อนคืนมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะระยะสุดท้าย ป้าแก่ๆ ที่รักลูก สามี และชุมชนเพื่อนๆ ของลูกมาก จึงอยากมีชีวิตยืนยาวร่วมกับพวกเขา โดยตั้งอกตั้งใจรับคีโม แต่สำหรับแกมันทรมานมาก จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว ขอหยุดรับยา และใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับคนที่แกรัก ด้วยแรงพลังเฮื้อกสุดท้ายอย่างมีคุณภาพ ดีกว่าที่จะทุรนทุรายชักดิ้นชักงอเจ็บปวด อาเจียรไม่หยุด จนหมดเวลาไปในสภาวะเช่นนั้น

ป้าพรรณบอกว่าจะเชื่อหมอทุกอย่าง จะอยู่รอทั้งที่ป้าเองก็ไม่รู้ว่า.."เมื่อไหร่ อย่างไร..."
ป้าอยู่ในจุดเปราะบางที่สุดและต้องการมากกว่ากำลังใจ คำพูด

สิ่งที่ป้าต้องการคืออะไร เราคงต้องกลับไปที่จุดพื้นฐานของมนุษย์ ... เราไม่ต่างกันเลย... ต้องการความรัก ความเมตตา ความสุข....

เมเสนอให้ทั้งรินและเป็ด สัมผัสมือ โอบกอด (หรือจะไม่สัมผัสก็ได้นะ)... แต่ที่สำคัญที่สุดคือส่งพลัง แสงใสกระจ่าง ไปชำระล้าง ลูบไล้ เรือนกายของป้า ให้แสงใส เป็นพลังบริสุทธิ์รักษาและปลอบประโลม โดยเราส่งจากจินตนาการอันชัดเจน และความรู้สึกทั้งหมดของเราสู่ป้า...

ส่วนเรื่องทางการจัดการนั้น เราคงต้องคุยกับน้องสาวหรือพี่สาวของป้า เพราะบางทีการที่ป้าไม่ได้กลับบ้าน และกำหนดของการรอคอย หมออาจจะพูดคุยกับญาติแล้วก็ได้ คุยกันอย่างไร เรายังไม่ล่วงรู้ ใครพร้อม ใครไม่พร้อม และเหตุใดป้าจึงดูเว้เหว่ ไร้จุดหมายเช่นนั้น....

และพี่ก็ขอชื่นชมกับน้ำผัก-ผลไม้ แยกกากของเป็ด มะขามเปียกของริน คงช่วยทำให้ป้าชุ่มคอ ชื่นใจ ขึ้นบ้าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 05, 2008, 09:26:43 AM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
จุ๋มจิ๋ม
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 1


อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2008, 03:42:38 PM »

เรื่องป้าหลิม

เริ่มฤดูกาลความสัมพันธ์ฉันกับป้าหลิม เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ฉันสนุกกับการขายอาหารอยู่หน้าร้าน แล้ววันหนึ่งก็มีกลุ่มหญิงวัยกลางคนประมาณสัก 4-5 คน มากินอาหาร แต่ละคนดูสาละวน ประคบประหงม ดูแลผู้หญิงในกลุ่มคนหนึ่งที่ดูเพลียๆ อิดโรย แต่ใบหน้าหงุดหงิด รำคาญ อารมณ์เสีย กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม ฉันได้ยินแกพูดเสียงดังว่าขึ้นว่า “จะไม่กินอะไรในร้านนี้ และจะไม่กินอะไรเลย” ดูแกโกรธ ท้อแท้ สับสนหดหู่ ปนเปกันเหมือนแกงโฮ๊ะที่ขายเลย (ฉันคิดในใจ) แล้วเพื่อนแกคนหนึ่งก็เดินมาขอโทษแทน “แกไม่สบายน่ะ ขอโทษจริงๆ นะหนู” แล้วฉันก็เกิดความรู้สึกแว๊บมาว่าอยากจะเข้าไปคุยกับแก ก็เลยทำตามความรู้สึกของตัวเองนั้นโดยไม่รู้เลยว่าแกป่วยเป็นอะไร ฉันพูดออกไปว่า “หนูเป็นมะเร็งปอด ปีนี้ 7 ปีแล้ว” แกนิ่งและมองหน้า ถามกลับมาว่า “ดูแลตัวเองยังไง” .. “เริ่มต้นใหม่ค่ะ ดูแลตัวเอง..ขอให้เชื่อก่อนว่าเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” พูดเสร็จฉันก็เดินไปขายอาหารต่อ ทั้งที่ปกติแล้วฉันไม่ค่อยให้ลูกค้าหรือใครรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง แต่ความรู้สึกที่ฉันเห็นป้าคนนี้แล้ว มะเร็งกับมะเร็ง เหมือนอยากจะสื่อสารกัน ตอนฉันกลับมาขายอาหารก็เห็นป้ามองตามมาที่ฉัน ดูคิดมากอยู่เหมือนกัน … ประมาณหนึ่งเดือนถัดมา แกกลับมาที่ร้าน ฉันจำแกไม่ได้ในตอนแรก ป้าเดินมาคุย กระฉับกระเฉง ต่างกันกับครั้งแรกที่เจอ เห็นเพื่อนๆ แทบจะอุ้มแกเดินด้วยซ้ำ “เลือกกับข้าวที่หนูคิดว่าป้าทานได้ให้ป้าหน่อย อีก 3-4 วัน ป้าจะไปให้คีโมที่เชียงใหม่” แกเปลี่ยนไป ใบหน้าแกมีรอยยิ้ม มีความหวัง เกือบจะทุกครั้งที่แกจะไปให้คีโม แกจะแวะมาหาฉัน พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เพื่อนๆ ที่รักแก และญาติๆ ผู้หวังดี ห้าม!! ไม่เห็นด้วยที่แกยังไปสอนหนังสือเด็กๆ อยู่ เออ! ลืมบอกไปว่าแกเป็นครู เคยได้รับรางวัลครูดีเด่นของอำเภอแม่สรวย .. แกบอกว่าน่าเบื่อจะตาย ให้นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน ฉันอยู่ฝ่ายสนับสนุนให้แกได้ไปสอนหนังสือ บอกแกว่า “ป้าไม่ต้องสอนก็ได้ ไปนั่งดูเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อนๆ ครูของป้าก็ได้ เขาก็คงจะเข้าใจป้านะ” แล้วแกก็มีความสุขจริงๆ กับการที่ไปสอนหนังสือแทนการนั่งๆ นอนๆ ดูวีดีโออยู่กับบ้าน เหนื่อยแกก็พัก เด็กๆ ที่แกสอนอยู่ชั้นป.2 ก่อนหน้านี้ดื้อและซุกซนมาก ตอนสอนแกว่าต้องแหกปากตะโกนแข่งกับเสียงเด็ก แต่ตอนป้าป่วย เด็กๆ เชื่อฟัง ตั้งใจ และคอยสังเกตดูครูว่าจะลบกระดานไหม ต้องการอะไร เดี๋ยวพวกหนูจะทำให้ ปวดเมื่อยที่ไหนรึเปล่า เด็กๆ พากันกรูเขามาช่วยบีบนวดด้วยมือน้อยๆ ที่ทรงพลัง
ตอนเช้าๆ ผู้ปกครองมาส่งเด็ก ก็จะหิ้วผักผลไม้ที่ปลูกไว้เอามาฝากคุณครู เป็นสายใยแห่งมิตรภาพที่เบ่งบาน ฉันกับป้าหลิมก็สนิทสนมกัน เราไว้วางใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน ฉันเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าที่เบิกบานมีชีวิตชีวาของป้า ฉันก็มีความสุขขึ้นมาได้อีก ป้าเลือกเองที่จะเผชิญ ยอมรับ รับผิดชอบ ดูแลตัวเอง เรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย ปรับความเชื่อ ปล่อยวางความรู้สึกขัดแย้ง และอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด ป้าได้สัมผัสฤดูกาลของชีวิต ดำรงอยู่ ผ่านพ้นแต่ละฤดู สิ่งสำคัญเราต้องบ่มเพาะหล่อเลี้ยงดูแลจิตวิญญาณ ปรับสมดุลภายใน เพราะชีวิตจะมีความสุขหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง ใครก็มาทำให้เราไม่ได้ถ้าเราไม่มองมันใหม่อย่างมีความสุข เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกสิ้นหวัง หดหู่เรียกพลังกลับคืนมา นึกถึงคนที่ห่วงใยเรา รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข และสิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ ความทรงจำที่เคยทำให้เรายิ้มในการผ่านพ้นวัยที่สวยงาม แต่ต้องระวัง ไม่ให้ความสวยงามของอดีตบั่นทอนชีวิตปัจจุบันให้หม่นหมอง บางครั้งเราก็ไปจมปลักอยู่กับปัญหา กล่าวโทษใครสักคน ก็เท่ากับว่าเราได้ยกอำนาจให้กับเขา อย่าโทษอดีตที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้ และโทษความกลัวในอนาคตที่เราก็ยังไม่รู้ การเรียกร้องความสมบูรณ์แบบจากผู้คนใกล้ชิดและตัวเราเองทำให้เราตกอยู่ในความทุกข์ ทุกขณะจิตที่มีชีวิตอยู่ ลองเปิดคลื่นรับฟังเสียงภูมิปัญญาจากภายในของเราเอง อะไรที่เป็นความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง “ฉันอยากจะทำอะไร” การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่ามีความสุขเสมอไป เฉลิมฉลองชีวิตทุกๆ วินาทีนะคะ
จิ๋ม
เช้าวันพุธที่ 6 สิงหาคม
ปล. ส่งกำลังใจให้พี่พรรณผ่านฤดู พายุฝนนี้ไปให้ได้


ท่านผู้อ่านท่านใดที่มีประสบการณ์เรื่องการผ่านเปลี่ยนฤดูกาลแห่งชีวิต ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนกับเรา เพื่อว่าประสบการณ์ของท่านอาจจะเป็นแรง เป็นพลัง ให้เป็นวิทยาทานแด่ผู้กำลังอยู่ในช่วงการผ่านเปลี่ยนนี้ คุณอาจจะอยู่ในฐานะผู้ดูแล หล่อเลี้ยง หรือผู้ผ่านเปลี่ยนเอง ประสบการณ์ของคุณทรงคุณค่าเสมอ

 
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2008, 06:05:15 PM »

ได้อ่าน ได้ฟังเรื่องราวของจิ๋มทีไร เหมือนมีกระแสอะไรบางอย่างหลั่งไหลเข้ามาสัมผัสที่หัวใจ  


บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2008, 10:35:19 PM »

หยิบหนังสือ (ค คน) มาอ่านก่อนนอน เจอบทกวีที่ชอบใจจนต้องขอเวลานอกจากหมอน มาพิมพ์ส่งให้เพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งกำลังเผชิญกับมรสุมชีวิต
ระหว่างพิมพ์ก็นึกถึงคำว่า ฤดูกาลแห่งชีวิต  เลยถือโอกาสเอามาโพสต์ไว้ที่นี่ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คนด้วยค่ะ


เพลงชีวิตในป่าใจ โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

        ชีวิตคน...ใช่หรือไม่ก็แปรเปลี่ยนเติบโตจากการสิ้นสลายของบางสิ่งบางอย่าง
        บางครั้ง เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะเบิกบาน พลันพบว่าคำประจานมาจากคนที่ไว้ใจ เธอไม่ได้ถูกรักดังที่คิด และถึงไม่มีความผิดก็อาจถูกทอดทิ้ง
ความไร้เดียงสาถูกบดขยี้ด้วยความจริง จากนี้แววตาเธอจะเปลี่ยนไป
        บางครั้ง ยามปีนป่ายสู่ยอดเขา เธออาจพลั้งพลาดล่วงหล่น และความหวังที่จะเป็นยอดคน ก็จางหายในข้ามคืน เมื่อต้องอุ้มศพความฝัน
ฝ่ารอยยิ้มหยันของผู้อื่น หัวใจของเธอย่อมเปียกชื้น และดวงจิตย่อมแค้นเคือง
        เธออาจถูกทำร้ายเพียงเพราะขายความคิด สูญเสียเพื่อนมิตรเพียงเพราะคิดต่างกัน จากนั้นแต่ละวัน ต้องเร่ร่อนทางอารมณ์
        แน่นอน เรื่องราวร้าวรันทดคงไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะด้านร้ายเป็นส่วนหนึ่งของด้านดี ถึงอย่างไรโลกก็มีฤดูกาล
        แต่ว่าในห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ บางทีเธอจักเห็นคุณค่าของราตรี ดึกสงัดน้ำค้างพราว และแฉกดาววูบไหวในน้ำตา ณ หยดนั้นของกาลเวลา
เธออาจมอบศรัทธาให้จักรวาล
        เธออาจเห็นคุณค่าของความเงียบ ขณะลึกลงสู่ห้วงเหงา โดยลำพังเธอเริ่มเข้าใจความเป็นเรา ที่ไม่ใช่แค่เขาบวกกับเธอ
        และเมื่อหวนคืนสู่หรรษา เธอจึงรู้ว่ารุ่งอรุณไม่ได้เข้ามาขับไล่รัตติกาล หากนั่นคือฉากรักอันโอฬารเมื่อความมืดทอดกายให้แสงตะวัน
กลางวันกลางคืนโดยเนื้อแท้แล้วเป็นสิ่งเดียวกัน ดุจดังเสียงหัวเราะและน้ำตา
        ใช่ หากความสุขคือดอกไม้... บานแล้วล่วง ย่อมเป็นธรรมดา อีกหลายอย่างยังตามมา จากกลีบเกสรในโคลนตม
        เช่นนี้แล้ว อันใดเล่าที่ทำให้เธอมิอาจอภัยผู้ทรยศ ในเมื่อเขาคือผู้มาเปลื้องปลดให้เธอพ้นจากวัยเยาว์ แนะนำให้รู้จักความเศร้า ความโง่เขลา และความลวง
        แน่ล่ะ สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ จะมีใครอยากได้ความเจ็บช้ำมาเป็นครู ทุกรูปนามคล้ายฝันถึงโลกที่มีแต่เสียงนกร้องขับขาน
ฝันถึงน้ำใสไหลเย็นในลำธาร โดยไม่ผ่านพายุฝน
        แต่นี่ใช่หรือไม่... คือการร่ายโศลกอัญเชิญโศกนาฏกรรม
        จริงอยู่ชีวิตอาจขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งปรารถนา แต่ที่จริงกว่าคือ ความฝันยังเป็นแค่จินตนาการ คือรอยแยกร้าวฉานระหว่างตัวเองกับปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้
แม้เราจะฝากใจไว้บนเส้นขอบฟ้า แต่สองขาต้องยืนมั่นอยู่บนดิน
        ชีวิตมีหลายด้าน เธอต้องกล้าหาญที่จะฟันฝ่า เมื่อกล้าหัวเราะก็ต้องพร้อมหลั่งน้ำตา อีกทั้งกล้าข้ามพ้นตัวตนเดิม อย่าวางยาพิษตัวเองด้วยความกลัว
แต่ก็อย่าเฆี่ยนตีตัวเองด้วยปรารถนา จงมอบตัวให้ความจริงทุกเวลา เพื่ออิสระอันล้ำค่ากว่าสิ่งใด
        จงมอบตัวเพื่ออิสรภาพ เพราะอิสรภาพมิอาจมาจากที่ไหน นอกจากการเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจ ที่บรรจุแต่ความจริง
        สัจจะสูงสุดมิใช่อะไรอื่น หากคือความจริงเกี่ยวกับตัวเธอเอง ที่เธอเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยผ่านความหลากหลายแห่งลีลา
        ฉะนั้น ต่อให้ถูกเฆี่ยนตีจากชะตากรรม ต่อให้บอบช้ำจากการไถ่บาป ยังดีกว่าชีวิตที่เรียบราบด้วยความระย่อท้อถอย ดีกว่าชีวิตที่รอคอยให้ทุกอย่างเอื้ออำนวย
        แล้วความงามแห่งเธอจะปรากฏ ดังริ้วรายบนหินผาที่แกะสลักโดยเกลียวคลื่นอันปราศจากเจตนา แต่ได้มาด้วยการกล้าผ่านเผชิญ
เธอจะเป็นดังมหาบรรพตในสายลม แม้จะเต็มไปด้วยฤดูเก่าทับถม นั่นคือที่ผลิงอกแห่งมหาพฤกษา
        เหมือนเทวีแห่งเวลา ที่พร้อมฆ่าวันวานเพื่อวันนี้

        เช่นนั้นเอง         
        ในป่าใหญ่มีใบไม้ทับถมและขอนไม้ผุพัง เรื่องราวความหลังล้วนซุกซ่อนอยู่บนผิวพื้น ดินก้อนหนึ่งอาจมีส่วนผสมของดอกไม้จากหนาวที่แล้ว
ไม้สูงงอกรากจากเมล็ดพันธุ์ของสิบปีก่อน กรวดก้อนหนึ่งอาจมาจากผาสูงที่เป็นมงกุฎแห่งเทือกเขา แม้แต่ลำธารน้อยก็นับเป้นธิดาแห่งวสันต์ที่ผ่านพ้น


        ชีวิตคน... ใช่หรือไม่ก็แปรเปลี่ยนเติบโตจากการสิ้นสลายของบางสิ่งบางอย่าง

บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2008, 11:28:35 AM »

หลังจากจบครอสภาวนาฮาเฮ ที่ได้ข่าวงดงามกระนั้นแล้ว บรรดาผู้เข้าร่วมรุ่นแรกก็นัดแนะสืบเนื่อง พบเจอกันในครั้งต่อๆ ไปทันที
จิ๋มกับผึ้ง วันนี้อยู่ที่เมืองกาญจน์ค่ะ ทั้งสองเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเพื่อดำเนินงานฤดูกาลแห่งชีวิตจากกองทุนพุทธิกา ซึ่งกรุณาคัดเลือกโครงการนี้และมอบทุนให้มา

จิ๋มรายงานว่ามีหลายท่านที่ได้ติดตามข่าวคราว กรุณาติดต่อกันอย่างอบอุ่น เสนอความช่วยเหลือต่างๆ มาทั้งทางโทรศัพท์ อีเมล์ ฯลฯ  และบางท่านก็บอกว่าหากเสร็จสิ้นโครงการที่ทำอยู่แล้วก็จะมาเข้าร่วมกัน

หนานจุ๋มกลับแพร่พร้อมพี่โอ้ไปเมื่อวาน จะมาพบกันอีกครั้งต้นเดือนหน้า งานโรงเรียนพ่อแม่เชียงรายที่คุณหมอแมวเป็นแม่งานค่ะ

ส่งรูปจุ๋มจิ่มมา ให้เห็นหน้าค่าตากันพร้อมกับสัญญาว่าจะรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ



* จุ๋มจิ๋ม.jpg (53.96 KB, 539x321 - ดู 64 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
ped
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 11


ped26_pip13@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2008, 05:11:55 PM »

 ยิ้มกว้างๆ เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมป้าพรรณที่บ้่าน กับพี่ริน และตาล   ป้าพรรณนอนอยู่ที่บ้านคนเดียว  เป็ดเห็นป้าพรรณครั้งแรกดูป้าผอมลงเยอะมาก  แต่ว่าดูแข็งแรงกว่าที่อยู่ที่โรงพยาบาล    เพราะทุกครั้งเป็ดไปหาป้าพรรณที่โรงพยาบาลเห็นป้านอนไม่มีแรงทุกครั้ง  แต่ครั้งนี้ป้าพรรณดูผอมมากก็จริง  แต่ป้าก็ดูแข็งแรง  นั่งคุย  เดินไปเข้าห้องน้ำเองเป็นปกติ  แต่ป้าจะมีพูดออกมาบ้างว่า  รู้สึกปวดเหมื่อยตามตัว  ไม่รู้ว่าจะเกิดจากยาหรือป่าว  เห็นพี่รินบอกว่ายา จะทำให้ปวดตามเนื้อตามตัวอยู่เหมือนกัน   ส่วนระบบขับถ่ายป้าเป็นปกติ  ดูเหมือนว่าป้าไม่ค่อยจะกินอะไรเลย  นอกจากข้าวต้มอย่างเดียว  เป็นเพราะว่าป้าไม่ทานข้าวด้วยหรือป่าวไม่รู้ทำให้ป้าดูผอมมาก     

 ยิ้ม  เป็ดกับพี่รินนั่งคุยกับป้าพรรณสักพัก   พูดคุยถามทุกสุขปกติ  เป็ดเริ่มคุยกับป้าพรรณ  ป้าพรรณอยากทำอะไรไหมเป็ดจะหามาให้  ป้าพรรณปฏิเสธ  ไม่ยอมรับ  เป็ดเลยเล่าเรื่องที่เป็ดอกหัก  ให้ป้าพรรณฟัง  และก็อยู่ได้โดยการปักคอสติสรูปเจ้าแม่กวนอิม  ให้กับคนที่เป็ดรักและเคารพ  ถ้าไม่มีวันนั้นเป็ดอาจไม่ได้อยู่ถึงวันนี้ก็ได้  ป้าพรรณก็ฟัง   ไม่มีคำถามอะไร    เป็ดบอกป้าพรรณว่า  เวลาเป็ดปักคอสติส  ใจเป็ดจะอยู่แค่ตรงนี้   ไม่อยากไปไหน  เวลาผ่านไปเร็วมาก   มีความสุขมากเมื่อทำสำเร็จ   เป้ดลืมความเจ็บปวดได้เลย   ตอนนแรกป้าพรรณปฎิเสธ  เหมือนว่าไม่อยากทำอะไรเลย   แต่ในใจเป็ดตอนนั้น  แนวแน่มาก..ว่าจะหาคอสติสมาให้ป้าพรรณโดยขึ้นฐานเอาไว้  และจะมาให้ป้าพรรณ  ป้าจะทำไม่ทำไม่เป็นไร     แต่สุดท้าย  สักพักใหญ่เราคุยกันเรื่องอื่น  แต่ป้าพรรณก็กลับมาที่เรื่องคอสติส  ว่าทำอย่างไง  ป้าทำไม่เป็น  เป็ดเลยบอกว่า  เดี่ยวเป็ดให้เค้าขึ้นฐานมาให้   ลองนั่งปักดู   ป้า
บอกว่าปักเหมือนหมอนหรือป่าว  เป็ดบอกว่าคล้าย ๆ กัน  และพี่รินก็อธิบายป้าพรรณ    เป็ดมีความสุขมาก   ในใจเป็ดกำมือแล้วก็ร้องว่า " อึด" เราทำได้  มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยจริง ๆ   

 ยิ้มเท่ห์  วันนี้พี่รินบอกกับเป็ดว่าพรุ้งนี้จะไปหาป้าพรรณอีกครั้งช่วงบ่าย ๆ  เพื่อจะไปเจอยาทพี่น้องป้าพรรณด้วย   ด้วยเหตุผลว่า  ที่ป้าต้องอยู่บ้านคนเดี่ยว  มีปัญหาอะไรหรือป่าว  หรือว่าเฝ้าสังเกตุการ  เพื่อจะช่วยดูแลป้าพรรณได้ถุก  และป้าพรรณจะได้มีความสุขจริง ๆ สักที   เท่าที่เป็ดรู้มาจากพี่ริน  ป้าพรรณชอบขับรถไปไหนต่อไหนเอง  ทำโน่นทำนี่เอง  แต่ตอนนี้   ป้ามีทุกอย่าง แต่ป้ายังไม่มีกำลังใจที่จะทำให้ป้าแข็งแรงอีกครั้ง   ถ้าเป็ดรู้ว่าป้าพรรณต้องการอะไรจริง ๆ  เป้ดกับพี่รินจะได้ช่วยดูแลทำให้ป้ามีความสุขอีกครั้งก็เป็นได้ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์

   
บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2008, 02:50:07 PM »

จิ๋มกับผึ้งได้ไปอบรมชี้แจงเรื่องโครงการฤดูกาลแห่งชีวิต (ของเครือข่ายพุทธิกา) มีโครงการที่ได้รับเลือกเข้าร่วม ๕๒ โครงการ พระไพศาล ได้พูดไว้น่าสนใจมาก ท่านว่าท่านเขียนหนังสือและพิมพ์ออกมาแล้วเป็นแสนๆ เล่ม เทศนา เป็นวิทยากรอบมรม มาเป็นนับพันนับหมื่นครั้ง แต่ท่านก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงผู้คนในสังคม ท่านว่าการจะเปลี่ยนแปลงผู้คนได้นั้น ต้องให้เขารู้จักคิดเอง ไม่ใช่เทศน์ๆ สอนๆ เราจะทำอย่างไร ท่านยกตัวอย่าง การช่วยเหลือไม่ใช่เอาปลาไปให้เขากินจนอิ่ม แต่ต้องให้เขารู้จักวิธีการหาปลาด้วยตนเอง ความสำเร็จ ท่านบอกว่า ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว

ฉันเห็นด้วยกับท่าน ว่าทุกวันนี้เรามีแต่นักเทศน์เต็มไปหมด และมีครูมาสอนกันมากมาย แล้วทำไม อะไรๆ มันก็ยังเป็นเหมือนเดิม คุยกันกับผึ้งว่าเราโชคดีที่อยู่ในชุมชนขวัญเมืองเีชียงราย และการห่างจากชุมชนในเที่ยวนี้ ทำให้เรารักชุมชนเรามากขึ้น เราแต่ละคน ได้เรียนรู้วิธีการหาปลาด้วยตัวเอง แต่ละคนต้องดูแลตนเอง เริ่มต้นที่ตัวเราก่อน แล้วถึงจะดูแลผู้อื่นได้ เราถูกบ่มเพาะให้ซื่อตรงต่อความรู้สึก ไม่ต้องดูดี ทำให้ไม่ต้องดัดจริต ไหลไปตามกระแสสังคม เราได้ฟังเสียงของตัวเอง มีแรงบันดาลใจมากมาย เราไม่ได้ถูกสั่ง หรือสอน ยัดเยียดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา
เล็กๆ น้อยๆ ที่เราได้รับจากครู คอยเคาะกะบาลไม่ให้หลับไหล

แล้วเขาก็เลือกให้เรานำกระบวนการกลุ่ม เราเสนอให้จับคู่เล่าเรื่อง "วัยเด็ก" และวาดภาพแห่งความสุขด้วยมือซ้าย ใช้อ่างปลาแชร์ความรู้สึกกันและกัน หลายคนได้สะท้อนความรู้สึกออกมาว่า "พึ่งรู้ตัวว่าไม่มีทักษะในการฟัง" บางคนว่า "จะฟังเฉพาะสิ่งที่ชอบ" บางคนก็สารภาพว่าจับประเด็นไม่ได้เพราะไม่ตั้งใจฟังอะไร คิดแต่เรื่องของตัวเอง แต่บางส่วนก็บอกว่าเรื่องราวของคนอื่นช่างคล้ายกับของเราเอง โดยรวมๆ ก็พูดออกมาว่า สังคมเรามีแต่คนพูดไม่มีคนฟัง หรือคิดว่าฟังแล้วแต่ก็ไม่ได้ฟังจริงๆ
แล้วสรุปบทเรียนกันหลังทำอ่างปลาเสร็จ ผู้นำกิจกรรม หรือกลุ่มกระบวนกรที่จัดรายการนี้ สะท้อนว่า  ไม่เห็นบทบาทของกระบวนกรจากเชียงราย (จิ๋มกับผึ้ง) และมีข้อเสนอให้เราว่าน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ที่งานออกมาดีนั้นเพราะมันลื่นไหลไปเอง ฟังเขาพูดอย่างนี้คนทั่วไปอาจจะนึกว่าเราถูกตำหนิว่าทำงานไม่ดีพอ แต่จิ๋มกับผึ้ง แอบยิ้ม แอบปลื้มกันว่า นั่นแหละงานเราเสร็จสำเร็จด้วยดีตามที่มันเป็นแล้ว ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2008, 02:52:25 PM โดย จุ๋ม-จิ๋ม » บันทึกการเข้า
sui_wanna
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 4



อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2008, 07:48:50 PM »

เย้! ได้เข้าบ้านแล้ว
ลองอยู่นานตามประสานคนโบ(ราณ) โลว์เทคมากๆ555

มารายงานตัวนะคะคุณเม น้องจิ๋ม น้องผึ้ง
เพิ่งเจอจิ๋มกับผึ้งเมื่อวันก่อน รู้สึกว่าสดใสเบิกบานทั้งคู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีความสุขเพียงใดกับชีวิตที่เป็นอยู่
ความพอใจเนี่ยมันหายากเหมือนกันนะ  โดยเฉพาะในชีวิตที่ทุกคนต่างแข่งกันวิ่งไปข้างหน้า
เขาว่า "ความรัก" กับ "เวลา" เป็นสิ่งที่มาพร้อมกัน
ทว่าคนเดี๋ยวนี้บอกว่า "รักนะ" แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลา
ไม่เว้นแม้แต่กับตัวเอง 555

อยากออกกำลังกาย แต่อ้างว่าไม่มีเวลา
อยากกินมังสวิรัติ แต่อ้างว่าหากินยาก
อยากตื่นเช้า แต่อ้างว่าเมื่อคืนนอนดึก555
ฟังดูเหมือนกำลังนินทาตัวเองอยู่  ยิงฟันยิ้ม
ตกลงมันรักตัวเองหรือหวงเวลากันเนี่ย งงจริงๆ

เมื่อวานเป็นวันนัดพบอาสาข้างเตียง (รุ่นนักศึกษาแพทย์) ครั้งแรก  หลังจากปล่อยให้ไปเจอของจริง 
น้องๆ มากันประมาณ 14-15 คนได้มั๊ง  ก็เปิดให้แต่ละคนเล่าประสบการณ์ของตัวเอง
ส่วนใหญ่จะจับคู่ไปเยี่ยมกันเพราะประหม่า ไม่เคยทำ กลัวว่าจะพูดอะไรไม่ถูก และอีกสารพัดเหตุผล
เราเป็นพี่ใจดีและเข้าใจน้อง ก็บอกว่าไม่เป็นไร  ทำตามธรรมชาติของตัวเอง
ไม่ต้องคาดหวังว่าจะต้องดีที่สุด  แค่ไปเยี่ยม
และถ้าเป็นไปได้ขอให้ลองฝึกรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง

ประหม่าก็รับรู้  เขินก็รับรู้
กังวล ง่วง อึ้ง เบื่อ.......ก็ให้รับรู้
ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องตั้งใจมาก

น้องนศ.แพทย์คนหนึ่งเล่าว่าเจอพี่ (คนไข้) คนหนึ่งอายุ 23 ปี กำลังเรียนอยู่ปี 4 ป่วยเป็นลูคิเมีย
( สังเกตไหม เวลาที่เค้าไปเยี่ยมเค้าเรียกคนไข้ว่า "พี่" แต่ไม่รู้ทำไมหลายคนจบเป็นหมอเค้าเรียก
คนไข้ว่า "นาย... หรือ นาง..." หรือไม่ก็  "คุณนั่นคุณนี่" )
น้องเล่าว่า "พี่จิ๊บ" น่ารักมาก คุยเก่ง ไม่ทำให้เราอึดอัดเลย
พี่เค้าจะชวนคุยตลอด  เราก็เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้  ไปๆ มาๆ คุยแต่เรื่องของตัวอาสาเอง (หัวเราะ)

ก็ดีใจนะที่ได้ไปเยี่ยมเค้า  รู้สึกประทับใจพี่เค้ามาก
(ไม่รู้ใครเยียวยาใคร  ยิ้มกว้างๆ )

ตอนแรกทีเจอพี่เค้าเพิ่งมา admit ได้ 3-4 วัน เค้ากำลังเหงา คุยเก่งมากๆ  เลยเข้ากันได้ง่าย
อาจเป็นเพราะพี่เค้าวัยใกล้กันด้วย ก็เลยไม่มีช่องว่าง
"พี่เค้าชวนพวกหนูไปเที่ยวบ้านด้วยนะ" นิสิตแพทย์อาสาตาเป็นประกายเชียว

"ไม่ใช่ว่าอยากไปบ้านเค้าหรอก  แต่เหมือนเค้ายอมรับเรา เห็นเราไม่ใช่คนอื่น"

"พี่เค้าบอกว่าดีใจที่โรงพยาบาลเห็นความสำคัญของคนไข้ และเปิดให้มีอาสามาเยี่ยมแบบนี้"

"เค้าบอกว่ากำลังเหงา เบื่อ เซ็งกับบรรยากาศรพ.มากๆ" (เบื่ออาหารรพ.สุดสุดดดดดด)
ความที่พี่เค้าเป็นคนต่างจังหวัดพ่อแม่ก็เลยต้องสลับกันมาดูแล
บางวันก็ต้องอยู่คนเดียว

อาสาคนเดิม "ตอนแรกหนูกะว่าเสาร์-อาทิตย์นี้จะไปยืดผม แต่พี่เค้าบอกว่าสวยอยู่แล้ว ไม่ต้องทำหรอก
แต่หนูตั้งใจไว้แล้วไง  แต่มันมีอะไรในน้ำเสียงที่หนูรู้สึกว่าเค้าไม่อยากให้หนูไป เค้าอยากให้เราอยู่ด้วย
กลับมาที่หอพอนึกถึงตรงนี้ ก็เลยตัดใจไม่ไปยืดผมแล้ว"

พอไปถึงหนูถึงได้รู้ว่าพี่เค้าต้องไปรับยาเคมีบำบัด (ไม่รู้ว่าเค้ากลัวหรือป่าว)
จำได้ว่ามีช่วงหนึ่งเค้าพูดถึง "น้ำ-เดอะสตาร์" ว่า เป็นโรคเดียวกันเพิ่งได้เคมีบำบัดคอร์สแรกก็ไปเลย

ตอนนั้นหนูคิดว่าเขาเล่าเฉยๆ แต่พอมานึกดูอีกทีพี่เค้าคงอยากบอกอะไรเหมือนกัน
ไปที่เตียงพี่เค้ายังไม่กลับมา ก็เลยแป๊ะโน๊ตไว้
ตอนเที่ยงมันรู้สึกอยากไปเจอเค้า ก็เลยแวะไปอีกที
เห็นพี่เค้านอนคลุมโปงหนาวสั่นมาก  ทั้งๆ ที่ข้างนอกอากาศร้อนจะตาย
เค้าบอกว่าหนาว แล้วให้เพื่อนไปขอผ้าห่มจากพยาบาลมาเพิ่ม

"พี่เค้าคลุมโปงเหมือนไม่อยากคุยด้วย"

"หนูก็เลยยืนอยู่ตรงนั้น  ไม่รู้จะพูดอะไร"
(หมอที่ฟังอยู่ด้วยบอกว่า การอยู่กับเค้าด้วยตัวเราทั้งหมดอาจสำคัญกว่าคำพูดมากมาย...โดนใจมาก)

สักพักพี่เค้าก็หันมาบอกว่า "ช่วงนี้ไม่อยากเจอใคร ขออยู่เงียบๆละกัน"

ฟังครั้งแรกมันอึ้ง แปลว่าอะไร  มันเกิดอะไรขึ้น
วันก่อนยังคุยเล่นสนุกกันอยู่เลย
หลังจากตั้งสติได้พักใหญ่ นศพ.ก็เลยบอกว่า "งั้นเราค่อยมาเยี่ยมอีกทีวันหลังนะ พักเยอะๆ ละกัน"

ช่วงนั้นก็ไม่ได้ไปเยี่ยม 2-3 วัน  พอไปอีกทีดูพี่เค้าซึมลง ไม่สดชื่นเหมือนตอนเจอครั้งแรกๆ

"เป็นครั้งแรกที่หนูต้องใช้ผ้าปิดจมูกปาก (mask) เวลาไปเยี่ยม"

"เหมือนพี่เค้าจะรู้ตัวว่ากำลังไม่ค่อยดี เกรงว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนที่ควบคุมไม่ได้"

"พี่เค้าบอกว่าช่วงนี้เค้าคุยด้วยไม่ได้ กลัวว่าพวกหนู (อาสา) จะเสียเวลาหรือจะไปเยี่ยมคนอื่นก็ได้"

"หนูก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องคุยก็ได้ อยากให้สบายใจ"

 
หลังจากที่อาสาเล่าจบ พี่จะใช้คำถาม 1-2 คำถามเพื่อให้อาสาได้เรียนรู้ตัวเองเพิ่มขึ้น (ไม่ใช่การไต่สวนหรือซักเอาประเด็น)
เช่น

คำถาม 1) ตอนที่พี่เค้าบอกว่าไม่อยากคุย ขออยู่เงียบๆ ละกัน  "ใจเราเป็นยังไง?"

             ตอนแรกก็อึ้ง มันงง เหมือนเราได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า เบลอไปพักนึง  คงเป็นเพราะเราคาดหวังว่าทุกครั้ง
             เราจะต้องได้รอยยิ้มของคนไข้กลับไปเป็นรางวัล  แต่ในชีวิตจริงมันไม่ใช่
             มานึกอีกที "ก็แค่วันหนึ่งของเค้า" ที่เจออะไรแย่ๆ มามาก ก็เลยไม่อยากเจอหน้าผู้คน  หนูก็เคยรู้สึกแบบนั้น

             ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือว่าอะไร  เข้าใจว่าความทุกข์ทรมานทางกายที่เค้าเจอมันคงหนักหนาเหมือนกัน
             ยังดีนะที่เค้ากล้าบอกเราตรงๆ ถ้าพี่เค้าฝืนคุยกับหนู  หนูก็ต้องรู้ว่าพี่เค้าฝืน
             มันอาจจะยากยิ่งกว่าถ้าหนูต้องเป็นฝ่ายบอกให้พี่เค้าหยุดคุยเสียทีและพักผ่อนให้มากกว่านี้
             
( คำตอบของน้องๆ อาสาสมัคร สะท้อนถึงจิตใจที่งดงามและความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นที่ไม่มีในตำราเล่มไหน
  แต่มันเกิดขึ้นได้ เพราะเค้ารู้จักใช้ "ใจ" ฟังสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งเสียงที่ได้ยินและไม่ได้ยิน )


คำถาม 2) มีอะไรที่อยากแบ่งปันเพิ่มเติมอีกบ้าง?

             รู้สึกดีที่ได้ทำ และภูมิใจมากๆ ที่มาทำตรงนี้ หนูเชื่อว่าพี่เค้าไม่ได้เกลียดเราหรอก
             ต่อให้พี่เค้าไม่คุยกับหนูเลย  หนูก็โอเคนะ "แค่เค้าไม่แย่ไปกว่านี้ก็ดีแล้ว" (พี่ฟังจบน้ำตาคลอเลย)


เรื่องที่เล่าก็เป็นเพียงบทเรียนเล็กๆที่เราได้มาแบ่งปัน และเกิดการเรียนรู้อย่างมาก ทั้งต่อตัวคนไข้
และข้างในตัวเราแต่ละคน ที่ทำให้หัวใจเราอบอุ่น และชื่นชมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เอาเท่านี้ก่อนละกัน ชอบเผลอเขียนอะไรยาวๆ อยู่เรื่อย
เป็นกำลังใจให้จิ๋ม+ผึ้ง และทีม กับการเดินทางของฤดูกาลแห่งชีวิตนะคะ

พี่สุ้ย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2008, 07:56:41 PM โดย sui_wanna » บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1413



อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2008, 08:35:21 AM »

สุ้ยคนไหนนี่ ช่วยเตือนความทรงจำด้วย เราเจอกันมาก่อนไหม?

ผมว่า การ "ดูแลด้านใน" ของตัวเอง เป็นส่ิงสำคัญยิ่ง ข้างในนี้แหละ ที่เราจะเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์ผู้อืื่นได้อย่างสนิทสนม และ หากเราจะ disconnect จากคนอื่น ก็จะมาจากปมอะไร ภายในนี้เอง ผมต้องชื่นชมกระบวนการนำพา นักศึกษา ของสุ้ย ทำได้งดงามมาก บอกกล่าวแนวทางการเยี่ยมเยียนได้อย่างผ่อนคลาย และกระบวนการติดตาม ใคร่ครวญหลังงาน ก็ทำได้ดี ชอบใจกับคำถาม ที่คลี่บานการเรียนรู้ด้านในออกมาได้ นับเป็นจิตตปัญญาศึกษาอย่างจริงแท้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 29, 2008, 08:36:48 AM โดย วญ » บันทึกการเข้า
sui_wanna
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 4



อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2008, 10:53:16 AM »

สวัสดีค่ะพี่ใหญ่
เราเจอกันหลายรอบแล้วค่ะ  โดยการแนะนำของเอเซียตั้งแต่งานแผนพัฒนาจิตฯ จนถึง TOT จิตตปัญญา
วันสุดท้ายที่เชียงรายยังเข้าไปกอดพี่ใหญ่เลย  ตอนนั้นบอกว่า "กลัวคนอย่างพี่ใหญ่ที่สุด ไม่กล้าเข้าใกล้"
(สงสัยออร่าอะไรในตัวพี่ใหญ่มานคงกระแทกตามั้ง555)

แต่ไปเชียงรายเที่ยวนั้นตั้งใจจะอยู่กับความกลัวของตัวเอง  และก็พบว่า "พี่ใหญ่มีเมตตามากๆ"
พี่ใหญ่ไม่น่ากลัวเท่ากับความคิดว่ากลัวพี่ใหญ่ของตัวเอง  เพราะเรามักผูกติดตัวเองกับความผิดถูก
กลัวคุณครูจะว่า กลัวจะขัดแย้งกับผู้ใหญ่  กลัวจะตอบคำถามโง่ๆ กลัวว่าเค้าจะมองเรายังไง
การเป็นกระบวนกรทำให้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง  โดยเฉพาะจุดติดขัด (ปม) ที่อยู่ภายในจึงค่อยๆ คลี่คลาย
บางทีก็ทำได้แค่ผ่อนคลาย

เจอกันคราวหน้าว่าจะขอกอดอีกสักครั้ง คุณเมห้ามค้อน ยิงฟันยิ้ม

รู้จักกับจิ๋ม+ผึ้ง ตอนไปอบรมดูแลผู้ป่วยเรื้อรังกับอ.ฌาณเดช หมอวิธาน และน้องดิน (รุ่นแรก) เมื่อหลายปีก่อน
ทำให้รู้จักนุช พี่หมู พี่เอียด และอีกหลายคน 
บัดนี้ทุกคนต่างกำลังเดินทางบนเส้นทางเดียวกัน เพียงต่างพื้นที่ ต่างวาระ และต่างวิถีทางเท่านั้น
แต่ทั้งหมดล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือ ค้นพบความสุขภายใน เกื้อกูลผ้อื่น และเบิกบานอยู่กับปัจจุบันขณะ

จิ๋ม เป็นครูที่ดีในเรื่องนี้ 
จิ๋ม เมื่อวันแรกเจอ เธอยังเป็นผู้ป่วยคนหนึ่งที่สนใจเรียนรู้
    แต่วันนี้ความป่วยไข้ทำอะไรกับจิตวิญญาณที่กล้าหาญของจิ๋มไม่ได้เลย
จิ๋ม ตื่นแล้วจากความหลับใหลที่คิดว่าชีวิตตนเองหายไปเมื่อต้องป่วย
    เธอร่าเริง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และเป็นพลังที่พร้อมจะเกื้อกูลคนอื่นด้วย
เราเสียอีกที่บางครั้งยังตื่นๆ หลับๆ งัวเงียกับชีวิตไม่เลิก

จิ๋มโทรมาเล่าเรื่องโครงการฤดูกาลแห่งชีวิตให้ฟัง  พอดีสุ้ยก็กำลังทำโครงการอาสาข้างเตียงอยู่พอดี
ก็เลยคุยกันจ้อ  ประสบการณ์กับผู้ป่วยทำให้เราเข้ากันได้ง่าย  รับรู้ซึ่งกันและกัน
และเติมเต็มกันได้ดี  จิ๋มก็เลยชวนให้มาเม้าท์ในวงน้ำชา

แต่ก่อนมักแวะเข้ามาอ่านอย่างเดียว เมื่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้เปิดออก เราก็อยากเชื้อเชิญคนอื่นมาร่วมแบ่งปันและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วย
จิ๋มถามเพื่อความแน่ใจว่า "เราต้องอ่านตำราหรือไปศึกษาอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ยคะพี่?"
ตอบจิ๋มไปว่า ตำรามีอยู่ในตัวจิ๋มและพวกเราทุกคน ขอให้เชื่อมั่น
ตราบใดที่เราไม่หยุดการเรียนรู้ เรียนรู้จากตัวเอง จากคนไข้ที่อยู่ตรงหน้า  ความรู้ก็จะงอกงาม แจ่มชัดทีละน้อย
จะเรียกว่า "ปัญญาปฏิบัติ" ก็คงได้

ก็เลยตัดสินใจเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันในห้องนี้  ส่วนห้องอื่นถ้ามีเวลาจะเข้าไปแจมนะคะ
แต่อยากบอกว่าบางครั้งดูเขาคุยกันสนุกกว่าโพสเองเสียอีก (เห็นแก่ตัวไปมั้ย)  ยิ้มเท่ห์

ขอบคุณสำหรับคำทักทายและคำชื่นชมของพี่ใหญ่ที่เป็นกำลังใจให้พวกเราในการเดินทางครั้งนี้ค่ะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 29, 2008, 11:03:19 AM โดย sui_wanna » บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #37 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 03:47:14 PM »

ขอขอบคุณพี่สุ้ย เมื่อวานจิ๋มได้ไปเยี่ยมพี่พรรณ เห็นโลกภายในของตัวเอง การตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์ ผู้มาเยี่ยมคนป่วย แรกที่ทราบข่าวว่าป้าพรรณอาการหนัก อาจจะอยู่ได้ไม่เกินสองอาทิตย์ แต่พอได้ไปเห็นด้วยตัวเอง ไม่ใช่อย่างที่คนอื่นพูด สภาวะจิตใจของป้าพรรณรู้สึกดีขึ้น แกเล่าว่าแกไม่สบายใจบางเรื่อง ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า ๗๐๐ และมีไข้ด้วย แต่พอแกทำความเข้าใจเรื่องอาราณ์ได้ เม็ดเลือดขาวก็ขึ้นมาถึง ๑๗๐๐ แกเผชิญความกลัวที่ต้องเสียทรัพย์สินโอนให้กับญาติๆ ที่มาดูแลแก กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และคาดหวังกับพี่สาวคนโตที่มาจากกรุงเทพฯ ว่าจะอยู่หลายวันแต่ก็กลับไปก่อน แล้วก็ยังเห็นว่าคนใกล้ชิดมีอิทธิพลกับผู้ป่วยด้วย เรื่องเล่าที่ไปเล่าให้ผู้ป่วยฟังเวลาไปเยี่ยม ควรระวังเรื่องไม่สบายใจ เค้าอาจจะดูไม่สนใจแต่ที่จริงแล้วมันไปรบกวนจิตใต้สำนึก แล้วก็มามีผลกับสภาวะที่แกกำลังเผชิญอยู่

นึกถึงพี่เล็ก (ผู้ป่วยมะเร็งมาสิบกว่าปีแล้ว) เก่อนที่จะไปเยี่ยมพรรณ คำถามแรกที่ถามตอนเจอหน้ากัน ถามว่าตอนนี้แกดูโทรมมากเหรอ จิ๋มก็เลยถามกลับว่าทำไมถึงถามคำถามนี้ แกบอกว่าเมื่อวานไปทำบุญขึ้นบ้านใหม่บ้านเพื่อน แล้วเพื่อนก็ดึงมือแกออกมาเพราะไม่กล้าพูดต่อหน้าคนอื่น ว่าแกดูโทร๊มโทรม แกก็เลยรู้สึกไม่สบายใจ เสียความมั่นใจในตัวเอง จิ๋มก็ถามว่าแล้วตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง แกก็รู้สึกดีต่อตัวเองมากขึ้น จิ๋มก็เลยว่าถ้ารู้สึกกับตัวเองก็ต้องฟังเสียงตัวเอง อย่าไปฟังคนอื่นมาก ไม่งั้นเราก็ก้าวไม่พ้นความกลัว ตอนนี้พี่เล็กก็กลัวมะเร็งกลับมามากจากเหตุที่มีคนทักแกนั่นเอง

กรณีพี่เล็กนี้ แกเสียเงินไปกับเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพมาก และยังหวั่นไหวกับเสียงคนอื่น ไม่ค่อยฟังเสียงของตัวเองเลย จิ๋มกำลังเชื่อมเรื่องพี่เล็กกับพี่พรรณเข้ามาไว้ด้วยกัน
เพราะพี่พรรณถูกตัดสินว่าอยู่ได้อีกแค่สองอาทิตย์แต่ในที่สุดหมอก็ยอมให้กับบ้านเพราะเม็ดเลือดขาวเพิ่ม อยู่โรงพยาบาลอาจจะติดเชื้อได้ สองรายนี้จิ๋มคงได้เรียนรู้มากขึ้นอีก
บันทึกการเข้า
nid kk
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 103



อีเมล์
« ตอบ #38 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 07:13:22 PM »

สัปดาห์ที่ผ่านมาใช้เวลาดูแลท่านผู้เป็นที่เคารพรัก (ท่านเป็นผ้ที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน)  เนื่องจากท่านเข้ารับการรักษามะเร็งเต้านม ความจริงก่อนหน้านี้ได้รวบรวมเรื่องของจิ๋มในวงน้ำชาให้ท่านอ่านแล้ว เพื่อเตรียมตัว ท่านบอกว่าดี แต่พี่รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกที่จะอยู่กับตนเองในขณะนั้น และขณะนี้ยิ่งหลังผ่าตัด มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกท่านในขณะนี้ จึงได้แต่ดูแลเท่าที่จะทำได้ เพิ่งรู้ว่ามันยากจริงๆที่จะให้กำลังใจคนใกล้ชิด เมื่อกี้อยู่กันสองคนท่านบอกว่าท่านต้องการกำลังใจอย่างมาก  ท่านร้องไห้แบบไม่เคยให้ใครเห็นมาก่อน 
บันทึกการเข้า
sui_wanna
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 4



อีเมล์
« ตอบ #39 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 08:15:55 PM »

คนไข้ในช่วงร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ สีหน้าสีตา มักเกิดความหวั่นไหวทั้งสิ้น
พี่สุภาพร พงศ์พฤกษ์ เคยเล่าให้ฟังว่า "ความกลัวมันมาๆ ไปๆ "  ตอนที่ร่างกายแข็งแรงดี คนทักว่าสดใส ก็รู้สึกว่าตัวเองจัดการกับความกลัวได้
แต่พอมีคนทักอีกอย่างหนึ่ง ก็ใจแป้ว พยายามจะถามให้แน่ใจว่า "ฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ" ใจหนึ่งก็อยากยอมรับ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากเผชิญ

การยอมรับว่ากลัว และอนุญาตให้ตนเองอยู่กับความกลัวนั้น อาจจะดีกว่าเก็บกดมันไว้ หรือทำมองไม่เห็น
คนมาเยี่ยมจำนวนมาก ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเวลาไปเยี่ยมคนไข้  บางทีก็เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยเพื่อฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ คนไข้ก็เกรงใจไม่กล้า
บอกว่าฉันอยากนอนแล้ว เรื่องนี้ฉันไม่อยากฟัง  บางคนอยากให้คนไข้สดชื่นก็ชวนคุยเรื่องตลก ทำตัวเฮฮา ไร้สาระ เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้
บรรยากาศดีขึ้น  ซึ่งบางทีก็ได้ผล  แต่คนไข้บางคนก็ไม่ชอบ  รู้สึกว่าอยากอยู่กับความสงบมากกว่า   

เคยไปเยี่ยมคนไข้บางรายญาติเปิดทีวีเสียงดังเชียว  ไม่รู้ว่าเปิดให้ใครดู  ส่วนใหญ่เป็นญาติหรือเด็กที่จ้างมาดูแลเป็นคนดู
คนไข้ก็นอนกระสับกระส่ายไปมา  แม้ว่าคนไข้จะพูดไม่ได้  แต่ประสาทหูเขายังรับรู้ได้ดี  ถ้าใครเคยเปิดทีวีทิ้งไว้เวลานอนจะรู้สึกเหมือนกับว่า
นอนหลับไม่สนิทเพราะมันมีคลื่นรบกวนอยู่เป็นช่วงๆ แต่ญาติหรือผู้ดูแลไม่ค่อยใส่ใจ

กรณีพี่เล็กแม้มีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ  ในด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสได้พิจารณาสิ่งที่เกิดขณะนั้นด้วย  (แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส)
หากพี่เล็กเปรยเรื่องที่กลัวว่ามะเร็งจะกลับมาอีก  จิ๋มอาจถามเพื่อให้แกเห็นตัวเองชัดขึ้นว่า
"อะไรทำให้พี่เล็กคิดอย่างนั้น"
"ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พี่เล็กจะเป็นยังไงหรือทำอย่างไร" 
(เมื่อแตะเรื่องนี้เราต้องมีเวลา พร้อมที่จะ support และอยู่กับเขาด้วย)
ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่การที่พี่เล็กมีโอกาสได้ใคร่ครวญ หรือเตรียมใจล่วงหน้าหากต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา
ย่อมทำให้พี่เล็กรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น

คุณ kangsompakbung คะ
เป็นสัญญาณที่ดีนะคะ ที่ท่านร้องไห้  การที่ท่านเลือกแสดงความอ่อนแอให้เราเห็นแสดงว่าท่านต้องไว้วางใจเรา และเชื่อมั่นว่า
เราจะเข้าใจความรู้สึกท่าน   ไม่ต้องกังวลไม่ต้องรู้สึกแย่ที่เห็นท่านร้องไห้  ขอให้เราแค่อยู่ตรงนั้นกับท่านเงียบๆ สัมผัสท่านอย่างอ่อนโยน
ให้ท่านได้ระบายความทุกข์ของท่านออกมากับน้ำตา  หรือกอดท่านไว้เพื่อให้ท่านได้ร้องไห้ต่อไป  ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร
ไม่จำเป็นต้องบอกให้ท่านหยุดร้องไห้  แค่อยู่กับท่านด้วยตัวเราทั้งหมด รับรู้ความรู้สึกของท่าน  หลังจากร้องสักพักท่านจะดีขึ้นเอง

สุ้ยเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพในการจัดการความทุกข์ด้วยตนเอง ถึงแม้เขาจะเป็นคนป่วย แต่เขาก็มีศักยภาพที่จะเผชิญกับความทุกข์
และค้นพบคุณค่าที่มีอยู่ในตน เราอาจถามท่านหลังจากร้องไห้จนพอใจแล้ว  "ตอนนี้รู้สึกยังไง"  เพื่อให้เขาได้มีโอกาสใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
มีคนเรียกว่า "เป็นช่วงฝุ่นตลบ" มองไม่เห็นทางออก ไม่รู้ว่าความทุกข์อยู่ตรงไหน ทุกข์เพราะอะไร และจะออกจากความทุกข์ได้ยังไง
แต่พอฝุ่นจาง  ก็จะเกิดปัญญาเห็นเองว่าจะทำอะไรได้บ้าง  เราก็แค่เป็นคุณอำนวยเล็กๆ ช่วยให้เขาสงบ ได้ใคร่ครวญ  แยกแยะ
ปัญหาด้วยตัวเอง โดยอาจพูดเตือนสติให้คิด หรือย้ำให้เขามั่นใจว่าเราพร้อมจะสนับสนุนเขาอย่างไรบ้าง

เป็นกำลังใจให้คุณ kangsompakbung นะคะ
สิ่งที่เผชิญอยู่นี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้อย่างมาก หากเราผ่านไปได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 30, 2008, 08:18:59 PM โดย sui_wanna » บันทึกการเข้า
nid kk
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 103



อีเมล์
« ตอบ #40 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2008, 10:37:17 PM »

ขอบคุณกำลังใจและคำแนะนำของคุณสุ้ยซึ่งมีค่าจริงๆ จะพยายามต่อไปค่ะ ยิ้ม
นิด
บันทึกการเข้า
nid kk
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 103



อีเมล์
« ตอบ #41 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2008, 09:50:18 PM »

คืนนี้มานอนเป็นเพื่อนท่านที่เคารพรัก หัวค่ำท่านบ่นเจ็บ และชาแผลบริเวณที่ได้รับการผ่าตัด แล้วท่านก็น้ำตาไหลอีก ครั้งนี้ก็เลยถามความรู้สึกของท่าน ท่านบอกว่าท่านไม่ได้กลัวตาย แต่ threshold ของการเจ็บปวดท่านมีน้อย ท่านไม่อยากทนต่อไปอีก  ท่านพูดถึงความทรมาน ความเบื่อที่ต้องพูด คุยกับคนอื่นๆ คราวนี้จับได้ถึงความต้องการความสงบ นิ่ง การอยู่คนเดียวอย่างที่คุณสุ้ยแนะนำ ทำให้การปฏิบัติต่อท่านง่ายขึ้นจึงใช้วิธีนวดเพื่อผ่อนคลายจากนั้นให้สวดมนต์และแผ่เมตตาตาม แล้วจึงปล่อยท่านนอนนิ่งๆโดยเรานั่งอ่านหนังสืออยู่ห่างๆ
บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #42 เมื่อ: กันยายน 01, 2008, 05:47:09 PM »

 การดูแลตัวเองด้วยความเข้าใจ  และดูแลผู้อื่นด้วยความรัก  เป็นอีกคำตอบหนึ่งในการใช้ชีวตของตัวเองขณะนี้  พรุ่งนี้จะเขียนเล่าวันนี้พักผ่อนก่อนนะ
บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #43 เมื่อ: กันยายน 02, 2008, 02:59:24 PM »

ทางเลือกที่มีความหวัง
   เช้าวันอาทิตย์  ญาติของเพื่อนโทรมาพูดคุยขอคำแนะนำในการตัดสินใจของเธอ  "น้องเพิ่งรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านมและตอนนี้ท้องได้  5  เดือนหมอบอกว่าต้องเลือกน้องอยากเอาลูกไว้มีแต่คนไม่ เห็นด้วย"  และเสียงร้องไห้ก็ตามมาสักพักใหญ่ๆ  บางทีการที่น้องได้ร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยความวิตกกังวล และความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ ผ่อนคลายใคร่ครวญความรู้สึกตัวเอง  ฉันบอกน้องไปว่า
"ไม่ว่าน้องจะเลือกวิธีไหนดีทั้งนั้นแหละ บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นเลือกทางดีที่สุด  แต่สามารถทำชีวิตวันนี้ให้ดีมีความสุขได้" 
"พี่จิ๋มรู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง"

     เข้าใจเลยว่าอาการอัมพาตเป็นยังไง  และช่วงระหว่างการดูรักษาก็จะเกิดสงคราม  ชักคะเย่อระหว่างความรู้สึก  มีหวัง  กับสิ้นหวัง   วันหนึ่งอาจรู้สึกเราอาจจะหาย  ในขณะวันต่อมาเราอาจจะรู้สึกหดหู่  เศร้า  ด้วยความรู้สึกว่าฉันเข้าใจผิด หรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  ความสุขเป็นเรื่องที่เรารักษาไว้ได้ยากมาก  พอหาหนทางออกให้ตัวเองไม่ได้เราจะคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา
ช่วงนี้จะเป็นช่วงเสียตังค์  กับอาหารเสริมและยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค  แถมยังเผลอทำพิธีทางไสยศาสตร์มากมายไปหมด  แต่พี่มีความเชื่อเป็นพลังผลักดันชีวิต  เชื่อในทางที่เราเลือกก่อน  และ
ฟังเสียงภูมิปัญญาในหัวใจเรา  ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร? เงียบสักพัก  แล้วน้องก็ขอบคุณ และจะตัดสินใจภายในอาทิตย์นี้แล้วจะส่งข่าวบอกในการตัดสินใจของเธอ
   
     การดูแลตัวเองด้วยความเข้าใจและดูแลผู้อื่น่ด้วยความรัก  เป็นอีกคำตอบหนึ่งในการมีชีวิตอยู่ของฉันในขณะนี้ ตุ๊กตาเด็กผู้ชายสะพายย่ามขณะกำลังก้าวขาเดินเป็นตัวโปรดที่ฉันชอบมองรู้สึกว่าชีวิตต้องก้าวต่อไป  บางครั้งที่ผิดหวังหรือรู้ตัวว่าชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่คิด เรามักจะป้องกันตัวเอง ไม่ให้เจ็บปวดด้วยการหนีหน้าไปทางอื่นๆ และไม่ยอมเผชิญสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็คงเหมือนกับการไม่ยอมข้ามแอ่งน้ำเพราะกลัวเปียก  แต่เลือกเลี่ยงที่เดินอ้อมไปทางที่ไกลขึ้น แท้จริงแล้วนี้คือวิธีการใช้ชีวิตของคนขี้ขลาดที่ก้าวไปข้างหน้าต่างหาก ทุกสิ่งดำเนินต่อไป  ชีวิตไม่ได้อยู่ข้างหลัง
กับมาดูแลสุขภาพที่เหลือและก้าวต่อไป  เมื่อวันที่ชีวิตเดิมมาถึงจุดเปลี่ยนจนบางครั้งเราไม่ได้ตระเตรียมหัวใจ  ความทุกข์  ความสุข ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อใดจะยอมรับความจริงได้แค่ไหน อยู่ที่
เรียนรู้ ยอมรับตามความคิดสติให้ทัน  และเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวเดินสุ่  "ฤดูกาลชีวิต"                                                                                                       
                                                                             
                                                                                                                                                                                                   
           
                                                                                                                                                                             
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 02, 2008, 03:06:51 PM โดย จุ๋ม-จิ๋ม » บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1413



อีเมล์
« ตอบ #44 เมื่อ: กันยายน 02, 2008, 03:12:47 PM »

จิ๋มเขียนดีจังเลย ต้องชมหน่อย ผมว่า จิ๋มขึ้นทำเนียบนักเขียนกระบวนทัศน์ใหม่ของพวกเราได้แล้วอีกหนึี่งคน
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
online online

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #45 เมื่อ: กันยายน 02, 2008, 10:43:37 PM »

ระยะหลังๆ นี้ เห็นหน้าและความเห็นของพี่ไพโรจน์ พลเพชร แห่งคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) โดยเฉพาะคืนนี้ที่มีกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของเครือข่ายองค์กรประชาชน 

ทำให้คิดถึงบรรยากาศที่ร่วมกิจกรรมสหภาพเยาวชนพรรคพลังใหม่กับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มีคุณพ่อหมอประสาน ต่างใจ รักษาการหัวหน้าพรรค 

อ้อมันเชื่อมโยงกันอย่างนี้นี่เอง มองย้อนหลังไปแล้วหลายต่อหลายเรื่องเป็นกลายเรื่องอัศจรรย์ ที่ดูราวกับมีการจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

วงแครี่ออน นั้นมาได้ฟังได้รู้จักชื่อที่เวทีในทุ่งนาที่พยุหะจากการชักชวนของน้องชายนานเป็นสิบปีแล้วมั้ง  มาได้รับรู้ในวงน้ำชานี้อีกก็รู้สึกอบอุ่นดี ยิงฟันยิ้ม

กำลังฟังพี่ๆ วงคาราวานกำลังเล่นเพลง คนตีเหล็ก หลังอกจากป่าได้ไม่นาน ทำให้นึกถึงการเข้ากรุงเทพกับเพื่อนๆ และอาจารย์ณรงค์ ได้ฟังเพลงเดียวกันนี้ที่สนามหลวงซึ่งประทับใจมาถึงทุกวันนี้

ก็ไว้วางใจในพี่น้องคนไทยได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามที
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 02, 2008, 11:01:04 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #46 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 12:17:42 PM »

      เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ต้องประคับประคองอารมณ์ของตัวเอง ขอความเมตตาจาก "เพื่อนของฉัน" (คุณมะเร็ง)
      "ขอบคุณ ที่ให้โอกาสพื้นที่แห่งลมหายใจที่ไม่ต้องเจ็บปวดทรมานมากมาย"
      "ขอบคุณ ที่โครงการ ฤดูกาลชีวิตได้เริ่มต้น"
      "ขอบคุณ ที่ตักเตือนส่งสัญญา บอกให้ฉันใส่ใจดูแลสุขภาพ  เคร่งเครียดไม่ผักกผ่อน"
      "ขอโทษนะ บางครั้งฉันมุ่งมั่นกับฝันอันยิ่งให่ญ พลั้งเผลอลืมนึกถึงเธอจนละเลยไป"                                                                               
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 12:36:12 PM โดย จุ๋ม-จิ๋ม » บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #47 เมื่อ: กันยายน 06, 2008, 12:28:01 PM »

คุยกับคุณมะเร็งอยู่หรือ...จิ๋ม

เมื่อเช้าคุยกับทีมจากขอนแก่นนะ พวกเขาอยากทำห้องนั่งเล่นเมืองขอนแก่นด้วยล่ะ

ถ้าจิ๋มคุยกับคุณมะเร็งพอเข้าใจกัน ใหญ่บอกว่า เย็นนี้ชวนเขามากินข้าวด้วยกันนะ พี่โอ้กับหนาจุ๋มก็มาด้วย แต่ถ้าเขายังไม่อยากมา ก็ไม่เป็นไรจ๊ะ
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
yada
Administrator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 193


ดอกไม้หน้าผา

yada_san@yahoo.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #48 เมื่อ: กันยายน 12, 2008, 04:40:28 PM »

วันนี้ลองเอากำหนดการสำหรับงานอบรมดีๆ อีกหนึ่งความตั้งใจโดย จุ๋ม และ จิ้ม ที่จะรังสรรค์ความรู้จากประสบการณ์ชีวิตและองค์ความรู้จากสถาบันขวัญเมืองมาทำประโยชน์ให้เกิดวิวัฒนาการด้านการเยียวยารักษาในชื่อว่า

“ฤดูกาลของชีวิตค้นหาหนทางของการเผชิญสู่สติ”
กำหนดการ : 10  - 13 ตุลาคม 51   ระยะเวลาดำเนินการ 4 วัน 3 คืน
สถานที่ : แป้นเกร็ดรีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย

ด้วยการสนับสนุนจากโครงการ “สุขแท้ด้วยปัญญา” ของเครือข่ายพุทธิกา (สสส.) เป็นกระบวนวิธีในการนำไปสู่สุขภาวะทางจิตที่ดีขึ้น ทางเราก็คิดเห็นว่าน่าจะเอามาแปะประกาศไว้ในกระทู้นี้ไว้สำหรับเป็นข่าวบอกต่อกันไป
 โดยเปิดรับกลุ่มผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลร่วมทั้งกลุ่มแพทย์พยาบาลที่สนใจงานการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จำนวน 10 ท่าน (เป็นส่วนเพิ่มจากจำนวนผู้เข้าอบรมที่ได้ครบถ้วนแล้ว)

หมายเหตุ  โดยจะขอเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนที่พักและอาหาร  สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมและสมัครลงทะเบียนได้ที่  คุณนมัสพร อุตส่าห์  มือถือ 081-7968424
E-mail address: ann_gafuse@hotmail.com
บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #49 เมื่อ: กันยายน 22, 2008, 04:30:03 PM »

วันพรุ่งนี้ วันที่ 23 ก.ย. จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของพ่อหมอประสาน ต่างใจ
เมไม่เคยรู้มาก่อน ด้วยเราไม่เคยคุยกันเรื่องวันเกิดของใคร ไม่ว่าของพ่อหรือของลูก แต่คราวนี้ ที่รู้เพราะน้องชายโทรมาบอกเมื่อวาน เขาว่า "ผมจะไปเซฮัลโลพ่อซะหน่อย แปดสิบปีแล้ว"

เช้าวันนี้เมก็เลยชิงตัดหน้าน้อง ด้วยการโทรไปหาพ่อ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ที่น่าสนุกมากก็คือพ่อก็ตื่นเต้นเพราะไม่ได้จำว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของตัวพ่อเองด้วย  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
น้องรู้ว่าพ่ออายุ 80 ปี แต่เมจำได้ว่าพ่อพึ่งจะ 78 ปีเอง  ขยิบตา

ตัดสินใจเล่าเรื่องของการทำงานร่วมกับจิ๋มให้เป็นของขวัญวันเกิดพ่อ ซึ่งพ่อก็ดีอกดีใจมาก น้ำเสียงกังวาล สดใส
พ่อบอกว่า จิ๋มเป็นมะเร็งตับหรือ ฝากบอกจิ๋มด้วยนะว่า "มะเร็งนั้นหายได้"

บอกคำยืนยันของพ่อกับจิ๋มแล้ว และยังมีข่าวดีอีกว่า ทั้งพ่อและแม่อยากจะมาเยี่ยมพวกเราที่เชียงรายในหน้าหนาวนี้ด้วย  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
หน้า: [1] 2 3 ขึ้นบน พิมพ์ 
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  ลูกหมอประสาน (ผู้ดูแล: ตห (เต้าหู้))  |  หัวข้อ: ลูกทางจิตวิญญาณ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.3 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
วงน้ำชา.com