วงน้ำชา Webboard
ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้สังเกตุการณ์ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 03, 2010, 04:58:01 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
เรียนสมาชิกใหม่ !!! การลงทะเบียนใช้งานเว็ปไซท์ จะสามารถเริ่มใช้งาน account ที่สมัครได้ใน24ชม.ให้หลัง หรือเช้าของวันถัดไป
13279 กระทู้ ใน 355 หัวข้อ โดย 1523 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: creaceJitte
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  เวทีกระบวนกร และ งานฝึกอบรม  |  หัวข้อ: มหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบ เบ้าหลอมกระบวนกร 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: มหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบ เบ้าหลอมกระบวนกร  (อ่าน 1938 ครั้ง)
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 06:37:25 AM »

คิดเรื่องการจัดมหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบ

เมื่อก่อน เรามักจะหาฮีโร หรือกระบวนกรหลักเก่ง ๆ มาร่วมงาน แต่แล้วอัตตาของแต่ละคนก็ไม่เบาเลย อาจจะรวมถึงของผมเองด้วย กระมัง มันผสมกลมกลืนกันได้ไม่แนบเนียน แต่จากการค้นคิดและทำขึ้นใหม่ ในรูปแบบการนำใหม่ ในงานเวิร์คชอบ “อิสระในความสัมพัันธ์” ครั้งที่สามที่ผ่านมานี้ เราค้นพบรูปแบบการนำแบบใหม่ขึ้นมาอย่างประหลาด และน่าจะใช้ได้ดีกับมหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบนี้ นะครับ

รูปแบบนั้นก็คือ เราจะหาผู้ช่วยกระบวนกรชั้นเด็ก ๆ ลงไป สูงสุดคือ คนที่มีประสบการณ์ประมาณสองปีแล้ว เช่่น ผึ้ง และให้เขาหลาย ๆ คนร่วมงานกัน เป็น Collective Leadership หรือ นำอย่างเป็นสมุหะ หรือนำร่วมกัน โดยหลอมรวมอัตตาเข้ามาหากัน ละลายอัตตาไป ในความปรารถนาจะเรียนรู้ร่วม ปรากฏผลดีมาก ๆ ในเวิร์คชอบ “อิสระในความสัมพันธ์” พวกเขาทำสำเร็จ คนหลัก ๆ ก็มีคุณโอ้อีกคนที่ร่วมกัน น้อง ๆ รองลงมา ก็มีสมชาย ยิ่ง ตาล จิ๋ม เป็นต้น

งานจะมีสองวงซ้อนกัน คือ วงใหญ่ คือผู้เข้าร่วมฝึกฝนกระบวนกรทั้งหมด วงท่ีสองคือ วงเล็ก ได้แก่ผู้ช่วยกระบวนกรที่ทำงานใกล้ชิดมากับผม และได้ bonding หรือ ประสานสนามพลังร่วมกันแล้ว ผมดูแลหล่อเลี้ยงให้วงเล็ก ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นผู้นำร่วม และถ่ายเทบทเรียนอย่างเข้มข้นให้วงเล็กด้วย โดยดูแลการเรียนรู้ของวงใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน

วงเล็กคราวนี้ มีผึ้ง คุณโอ้จะตามมาวันที่สามหรือสี่ของมหกรรม ในทีมของ “มิ่งขวัญ” จากนครสวรรค์ มีมิ้ง ที่จะมา ก็มาร่วมงานกับผึ้งได้ ถ้าศรชัยและนกมาร่วมด้วย ก็วิเศษไปเลย เด็กกว่านั้น ก็มีตาล จิ๋ม จุ๋ม ยิ่ง เป็นต้น ยิ่งคราวนี้ เขาจะลองเล่นกับการกำกับดูแลเสียงที่ใช้ในกระบวนการด้วย น่าจะสนุก ท้าทาย นะครับ เท่าที่เห็น คนรุ่นหลัง หลอมรวมประสานอัตตาได้ดีกว่า คนรุ่นผม จริงหรือเปล่า ค่อยดูกันต่อไปครับ
บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 08:02:10 AM »

อ่านหนังสือ The Way to No Where ที่เขียนโดยคนสองคน...
เขาถามคำถามแปดคำถาม ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างทะลุทะลวง น่าสนใจมาก จัมโบ้ เอามาให้ถึงที่พำนักเลยทีเดียว

ในการเตรียมการมหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบนี้ ผมจะหลอมรวม คำถามแปดข้อ ของหนังสือ The Way to No Where เข้ามา หนังสือเล่มนี้ แปลกไหม เป็นหนังสือบันทึกกระบวนการของคนสองคน ซึี่งผมจะค่อย ๆ เอาข้อมูลออกมาเผย เขาทั้งสองยังไม่ใส่ชื่ออย่างชัดเจนเลย แอบ ๆ อยู่ข้างใน ออกจะเป็นชื่อเล่นด้วยซ้ำไป แปลกดี

ความหมายเต็ม ๆ ของคำว่า “คำถาม”

ผมว่า สองคนนี้ลำเลียงเรื่องคำถามออกมาได้สุด ๆ ดีทีเดียว (ที่จริงเขาอ้างอิง เดวิด โบห์ม และหลาย ๆ คนท่ี เราพากันอ้างอิงอยู่เหมือนกัน) คำถาม มันทำงาน มันมีที่ทางของมัน มากกว่าคำตอบ และบางที หรือหลายที คำตอบกลับกลายมาเป็นอุปสรรค ต่อการเรียนรู้ การแสวงหาคำตอบเองด้วยซ้ำไป คู่ระหว่างคำตอบกับคำถาม ก็คล้ายคู่ระหว่าง ปัญญาสองอย่าง ปัญญาแบบคิดเอา หรือที่ฝรั่งว่า deliberate thinking หรือ ในหนังสือเล่มนี้ว่า analytic intelligence ผมว่า มันเป็นเรื่องเดียวกัน คือ เป็นเรื่องของสมองซีกซ้าย เป็นเรื่องของคำตอบที่มีอยู่ เป็นเรื่องของความรู้ที่มีอยู่แล้ว สมองเมื่อประมวลเป็นความรู้ที่มีอยู่แล้ว มันนำไปเก็บไว้ในสมองซีกซ้ายโดยประมาณ (ความรู้เรื่องสมองเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว เลยใช้คำว่า โดยประมาณ) มันเป็นความรู้แบบ deduction ความรู้ที่ลงตัวของเปลโต้ ความรู้ลงตัวมันช่วยให้เราสบายใจ หรือเปล่า แต่ที่จริงมันตอบปัญหาที่ไม่ลงตัวได้ไหม? อี เอฟ ชูมากเกอร์ว่า ผู้เขียน Small is Beautiful หรือ ผู้เขียนบทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ อันลือชื่อของเขา ได้พูดถึง covergent กับ  divergent ความรู้สองแบบ อันหนึ่งลงตัว อีกอันหนึ่งไม่ลงตัว ความรู้เรื่องสังคมมนุษย์มักจะอยู่ในประเภทหลัง เป็นความรู้ที่ไม่ลงตัว ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะระดับที่เราใช้กันอยู่ในยุคนี้ มันเป็นความรู้ที่ลงตัว แต่พอมาเข้าสู่ปัญหาเรื่องจิตใจ มนุษย์ สังคม ความรู้เหล่านี้ ก็ตีบตัน ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาอะไรได้

ใน  Strategic Intuition ดักกัน เขียนไว้ว่า ที่จริงสมอง ประสานความรู้สองอย่างเข้าด้วยกันอยู่ตลอดเวลา แต่มนุษย์พยายามไปแยกเอง (และท่ีจริงการพยายามแยกนั้น ก็ได้ไปก่อตัวอุปสรรค ขึ้นในระบบคิดของมนุษย์ และส่งผลออกมาให้เป็นปัญหาที่ปรากฏมากมาย) ประมาณว่า แยกเป็นซีกซ้าย ซีกขวา แยกเป็น deliberate thinking และ intuition แต่ที่จริง ปัญญาทั้งสองที่งานร่วมกัน ดักกัน ใช้คำรวมว่า  intelligent memory หรือ ความทรงจำอันชาญฉลาด ประมาณนั้น

ในกระบวนวิธี กระบวนวิถี ที่ The Way to No Where ใช้ตลอดเล่มนี้ ก็คือ การเต้นรำระหว่าง Analytic intelligence กับ intuition หรือ การใช้ความคิดแบบหมี แบบเหตุผล แบบค่อย ๆ คิดต่อ จากคำตอบที่มีอยู่แล้ว หรือคิดจากกระบวนคิดที่เรียนมาแล้ว ทางหนึ่ง และอีกทางหนึี่ง ก็คิดโดยไม่คิด ตรงนี้แหละที่มันอธิบายยาก คิดโดยไม่คิด คืออะไร มันนี้เป็นเรื่องของ ​intuition คือ ให้การหาคำตอบแบบ “คิดเอา” กับ “ไม่คิด” เดินคู่ขนานกันไป ตลอดเวลา เราจึงจะ หนึ่ง ขยายโลกแห่งการรับรู้ของเราออกไปได้ สอง สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ และสาม สามารถ co-create หรือ ร่วมสร้างอนาคตขึ้นมาได้
บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 12:31:03 PM »

คำถาม
ทำงานอย่างไร?

บางทีอาจจะถามอีกอย่างหนึ่งได้่ว่า สมองทำงานอย่างไร กับคำถาม ผมนึกถึงโกอานในพุทธศาสนานิกายเซนด้วย คำถามที่โยนเข้าไป คำถามยาก ๆ ที่ไม่อาจตอบได้ในทันทีทันใด เช่น ตบมือข้างเดียว เราก็รู้อยู่ว่า ตบมือต้องใช้สองข้าง แล้วตบเมือข้างเดียวจะเป็นอย่างไรนะ? คำถามแบบนี้ มีเต็มไปหมด บางที อาจารย์ให้คำ ๆ เดียวว่า “มู” แล้วก็ไม่บอกอะไรอื่นอีก คำถามก็ไม่ใช่ คำตอบ ยิ่งไม่ใช่แน่ ๆ แล้วมันอะไรกันนะ “มู” คนได้รับก็ “มู” ๆ  ๆ ๆ ร้องมู ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ

เกอเธว่า เวลาเราศึกษาอะไรที่เรายังไม่เข้าใจ เราก็ต้องเฝ้าดูไปเรื่อย ๆ สังเกต สังเกต สังเกต อย่างเข้มข้น เนิิ่นนาน ไปเรื่อย ๆ จน อวัยวะใหม่มันค่อย ๆ งอกขึ้นมา คืออวัยวะในการรับรู้เก่า มันตอบอะไรไม่ได้ มันไม่รู้เรื่องใหม่ อันนี้ มันเหมือน “คำถาม” เหมือนกัน ใช่ไหม? มันเข้าไปกวน  ๆ อยู่ในใจ ในสมอง หากอวัยวะรับรู้หนึ่ง คือวงจรสมองหนึ่ง ความรู้ความเข้าใจใหม่ มันอาจจะต้องการวงจรสมองใหม่ขึ้นมา แต่ทันทีทันใด วงจรสมองใหม่ ก็สร้างขึ้นไม่ทัน มันใช้เวลาสร้าง แล้วทีนี้คำถามก็คือ ทำไม? เราถึงจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เมื่อเวลาที่สมองกำลังสร้างวงจรใหม่

สมองนี้สลับซับซ้อนมาก เป็นเครือข่ายโยงใยยุบยับไปหมด ซับซ้อนยิ่ง จิตสำนึกที่รับรู้ความเป็นไปในสมองนั้นเล็กและแคบมาก เป็นเพียงการรับรู้ที่ผิว ๆ กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวล ภายในสมองของเรา เพราะฉะน้ัน สมองในส่วนที่ทำงานอยู่ภายใต้การรับรู้ของจิตสำนึก มันมหาศาล มันเทียบได้กับมหาสมุทรกับลูกคลื่นลูกหนึ่ง จิตสำนึกเป็นเพียงลูกคลื่นลูกหนึ่ง แต่ส่วนอื่น ๆ ของสมองที่ดำเนินไป เราไม่ได้รับรู้เลย สมองเป็นองค์กรจัดการตัวเอง เชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้ามา ประมวลผลจิ๊กซอชิ้นต่าง ๆ ทดลอง ต่อภาพปริศนาในรูปแบบต่าง ๆ หรือว่า สมองชอบเล่น จิ๊กซอ สมองชอบตอบคำถาม การตั้งคำถามในจิตสำนึก เป็นการส่งผ่านการทำงานจากจิตสำนึกไปยังจิตไร้สำนึกหรือ? น่าสนใจมาก ๆ

เร็วนี้ หมอสกลก็นำเสนอ เรื่อง ​Intention Experiment ของลินน์ แมคแทคการ์ต ในเวทีจิตวิวัฒน์ ก็น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อเราตั้งใจ และปรารถนา ผมว่า ถ้าตั้งใจอย่างเดียว ยังไม่เป็น ​intention หากต้องมีความปรารถนาเข้ามาด้วย จึงเป็น intention นะครับ หมอแปลคำนี้อย่างหนึ่งว่า อธิษฐาน คือมันต้องมีแรง มีพลังด้วย เสริมแรงเสริมพลังให้กับสิ่งที่ต้องการ มันเป็นหนึ่งในวิถีแห่งคำถาม อย่างเดียวกับหนังสือ The Way of Nowhere หรือเปล่า?

ต้องเข้าใจนะครับ มีจุดเชื่อมโยงที่สำคัญมาก ในเรื่องราวที่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมด เราจะเข้าใจเรื่องราวของวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมด เราต้องเข้าใจเรื่องราวของ “ความไร้ระเบียบ” หรือ Chaos หรือ ระบบไร้เบียบ ชีวิตมันจัดโครงสร้างตัวเอง (ชีวิตเป็นองค์กรจัดการตัวเอง) ด้วยวิถีของระบบไร้ระเบียบ และในระบบไร้ระเบียบที่เป็นองค์กรจัดการตัวเองนี้เอง ชีวิตสามารถสร้างโครงสร้างใหม่ ๆ รูปแบบใหม่ ๆ ซึี่งเมื่อเป็นสมอง มันก็คือ ความรู้ ความเข้าใจ ใหม่ๆ  ใช่ไหม? ความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ นี้ คือวงจรสมอง ที่ระบบไร้ระเบียบซึ่งจัดการตัวเองของสมอง มันสร้างขึ้นมาเอง รู้ไหมว่า ระบบไร้ระเบียบที่จัดการตัวเองนี้ ก็คือ ภาพจำลองของจักรวาล  มันคือจักรวาล มันจึงมีคำตอบทุก ๆ อย่าง ที่อยู่ในระบบนี้ อยู่แล้ว ในมหาสมุทรทางปัญญาอันนี้อยู่แล้ว ของเพียงเราจะถาม ถามอย่างรุนแรง ถามด้วยตัวตนทั้งตัว ด้วยเลือดเนื้อทั้งหมดของเรา

ดังที่พระพุทธอธิษฐาน ณ ใต้ร่มโพธิ์ ที่ว่า “แม้ว่า ร่างกายนี้จะเหือดแห้งสิ้นไป หากเรา ไม่ได้พบ...” ใช่ไหมครับ ตรงนี้เอง “คำถาม” ได้มาบรรจบกับ “intention” หรือเปล่า?
บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 09:38:11 AM »

เป้าหมายของชีวิต
คือคำถามหนึ่ง?

ชีวิตของคนที่มีเป้าหมาย กับไม่มีเป้าหมายจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความแตกต่างในพลังขับเคลื่อน คำถามแรกก็คือ เรามีเป้าหมายในชีวิตหรือยัง? หรือว่า เราเพียงมีเป้าหมายอยู่ตามที่สังคมว่า ควรจะเป็น เราเพียงขับเคลื่อนชีวิตไปโดยค่านิยมทางสังคม ที่ผ่านมาถึงเราทางพ่อแม่ของเรา หากแต่ว่า เราไม่เคยมีเป้าหมายของตัวเอง มันจะแตกต่างไหม? หากเป้าหมายของชีวิตเป็นเป้าหมายของเราเอง

เราแสวงหาเป้าหมายชีวิตด้วยวิธีการอย่างไร?

อันนี้ น่าจะเป็นคำถามที่ตามมา หรือ ทำอย่างไร เราจึงจะมีเป้าหมายของตัวเราเอง? ผมเคยคุยกับประชา หุตานุวัตร เขาว่า การศึกษาที่แท้เกิดขึ้นเมื่อ เราปล่อยให้เด็กได้ตัดสิน ตัดสินอะไรก็ได้ การตัดสินในเรื่องราวใด ๆ ก็ตาม คือการศึกษาที่แท้

ชีวิตคือองค์กรจัดการตัวเอง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความสลับซับซ้อน เราสร้างสังคมขึ้นมา แต่แล้วสังคมก็มาตัดสินอะไรต่ออะไรแทนเราไปเสียทุกเรื่อง เราไม่มีเสียงของตัวเอง เรามีแต่เสียงของสังคม พ่อแม่ของเด็กก็จะเอ่ยอ้างว่า “แล้วสังคมจะว่าอย่างไร...” อะไรทำนองนั้น แล้วเราเองล่ะคิดอย่างไร เราต้องตามสังคมตลอดเวลาไหม? ในขณะที่ความเร็วของการเดินของฝูงแกะ ท่ีเดินไปเป็นฝูงได้ ฝูงแกะจะต้องเดินเท่ากับตัวที่เดินช้าที่สุด เราพร้อมจะเป็นแกะดำไหม เราต้องมีแกะดำไหม? สังคมจึงจะก้าวหน้าไปได้ คนที่สร้างความรู้ให้เกิดขึ้นแก่สังคม ก็คือบรรดาคนที่พร้อมจะเป็นแกะดำ คนที่เป็นตัวของตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง มีเสียงของตัวเอง ไม่ใช่ฟังแต่เสียงของสังคม

ปัญญาสามฐาน สมองสามชั้น

แผนที่ง่าย ๆ สำหรับการแสวงหาความหมาย ก็คือวิวัฒนาการที่ถูกบันทึกไว้ในกายภาคทางสมองของมนุษย์ สมองมนุษย์พัฒนา นับอย่างง่าย ๆ เป็นสามระดับชั้น คือ เรามีร่องรอยความเป็นสัตว์เลื้อยคลานอยู่ในตัวเรา และเราก็มีร่องรอยของการเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงหรือเป็นลิง และเป็นมนุษย์ตามลำดับ สมองจึงถูกแบ่งออกเป็นสามชั้น ผมจะใช้คำง่าย ๆ ว่าอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย คือในระดับสัตว์เลื้อยคลาน เราดำรงอยู่เพื่อ “การอยู่รอด” ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เราดำรงอยู่เพื่อ “การอยู่ร่วม” และในมนุษย์ เราดำรงอยู่เพื่อ “การอยู่อย่างมีความหมาย”

เราอยู่รอดด้วยการเป็นองค์กรจัดการตัวเอง

ถ้ามาดูเป้าหมายทางการศึกษา เราจะเห็นได้ว่า ในชั้นต้น คือในชั้นของสัตว์เลื้อยคลาน เราต้องอยู่รอด ความอยู่รอดอยู่ที่การเป็นไปขององค์กรจัดการตัวเองของสิ่งมีชีวิต หรือ ระบบชีวิต เมื่อระบบชีวิตสามารเป็นองค์กรจัดการตัวเอง ชีวิตจะอยู่รอด เราจะให้เกิดความเป็นองค์กรจัดการตัวเอง ในเด็ก ๆ ได้ ในลูกหลานของเราได้ เราต้องเริ่มจากการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้ “ตัดสิน”

ในที่เล่น (การเล่น เป็นการเรียนรู้ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ให้ดูลูกแมวลูกหมาเล่นเป็นตัวอย่างได้) ที่ปลอดภัยเด็กหัด ฝึกหัด การตัดสินด้วยตัวเอง และพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยจะขยายใหญ่ขึ้น หากพ่อแม่และโรงเรียนจะเข้าใจ จนกระทั่ง พวกเขาสามารถตัดสินชีวิตตัวเองได้

โหมดชีวิตมีอยู่สองโหมด ในระนาบแห่งการอยู่รอดนี้ ทางสไตเนอร์ เรียกว่า willing เป็นระนาบของเจตจำนง ในโหมดปกติของชีวิต เมื่อเด็กอยู่ในที่เล่นที่ปลอดภัย เด็กจะ “กล้า” ความกล้าคือพลังชีวิตที่เปิดออกในโหมดปกติ ที่ชีวิตจะดำเนินไปอย่างปกติ เจริญเติบโต รับรู้เรียนรู้อย่างเป็นปกติ แต่ในโหมดปกป้อง เมื่อมีภัยคุกคาม เด็กจะแหย กลัว วิตกกังวล พลังชีวิตจะหดหาย “ความกลัว” เข้ามาแทนที่ความกล้า เด็กไร้พลังขับเคลื่อน

ในระนาบนี้ เมื่อชีวิตเป็นปกติ เมื่อกล้า และมีพลังขับเคลื่อน เด็ก ๆ จะพัฒนาวินัยที่จำเป็นแห่งการมีชีวิตอยู่ ได้เอง แต่ตรงกันข้าม หากเขาได้รับการเลี้ยงดูในที่เล่น อันไม่ปลอดภัย เด็กจะแหย ขาดพลังชีวิต และจะไม่สามารถพัฒนาวินัยอันจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในระนาบที่สูงขึ้นไปได้
บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2008, 08:35:41 AM »

วันนี้ วันอาทิตย์ที่สามสิงหาคม หากนับวันนี้ด้วย ก็เหลืออีกหกวัน ที่เราจะเริ่มงานมหกรรมกระบวนกรครั้งที่ ๑๐ นะครับ ผมกลับมาอ่าน nowhere อย่าเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งหนึ่ง วันนี้อ่านเรื่อง "การสร้างสรรค์" ไม่ว่าจะโดยปัจเจก หรือกลุ่มก็ตาม พวกเขา (เขียนกันสองคน) ใช้โมเดลของ roller-coaster หรือรถไฟเหาะในสวนสนุก คือมันจะปีนขึ้นโค้งก่อน แล้ว ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว เหมือนว่า เราตกจากที่สูง ประสบการณ์คล้ายกันแต่น้อยกว่ามาก (อาจจะไม่มากนัก ถ้านับบริบทของการเป็นเด็กบ้านนอก) เด็ก ๆ มีโอกาสได้ไปนั่งรถวิ่งด้วยความเร็วสูงหน่อย แต่สูงมากแล้วในสมัยนั้น ที่ถนนในชัยนาท มันโค้งขึ้นโค้งลง และเมื่อรถวิ่งเร็ว ตอนโค้งลง เราจะเหมือนตกลงมาจากที่สูง แล้ว เด็ก ๆ เราเรียกว่า เสียวสะดือ มันเสียว แต่มันก็มันดี สำหรับเด็ก ๆ เรารู้ว่า เราปลอดภัย เพราะฉะนั้น การตกลงโค้งลงมา กลายเป็นของชอบ กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่ปรารถนา

เวลาขึ้นโค้ง ผู้เขียนหนังสือ nowhere ว่า ก็คือการกวาดตาดูความรู้ที่มีอยู่เดิมอย่างรวดเร็ว และเวลาลงห้วยหุบ ก็คือการทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เริ่มต้นใหม่สด ไม่ติดอดีต ไปสู่ความไม่รู้ หนังสือเล่มนี้ ก็ไปมาอยู่ในประเด็นนี้นี่เอง คือในกระบวนการหาความรู้อย่างใหม่ หรือกระบวนทัศน์ใหม่นั้น เราจะหลีกหนีเรื่องราวของ intuition ไม่ได้เลย คือ intuition หรือ ญาณทัศนะนี้ มันคือการเปลี่ยนมุมมองโลกภายใน และสิ่งนี้จะเกิดได้ เราต้องนำพาตัวเองไม่อยู่ในสภาวะจิตแบบหนึ่ง one kind of state of consciousness  เวลาที่เราตกโค้งลงมาในรถไฟเหาะ หากเราจับแน่นอยู่ในความกลัว เราไม่อาจเข้าไปอยู่ในสภาวะจิตเช่นนั้นได้ เราไม่น่ิงพอ ความน่ิง ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ แล้วจิต หรือสมองของเรา ท่ีทำงานในระนาบของจิตไร้สำนึก ก็จะก่อประกอบคำตอบ ญาณทัศนะ ส่งขึ้นมาให้เรา เมื่อเรากลับไปยังยอดโค้ง ขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

หากเราฝึกฝนตัวเอง เราสามารถสร้าง กระบวนการรถไฟเหาะขึ้นมาในกระบวนการเรียนรู้ ในกระบวนการทำงาน ในกระบวนการใช้ชีวิตของเรา สำรวจสิ่งที่รู้แล้ว ตั้งคำถาม เปิดการรับรู้อย่างไม่ธรรมดา คือกลับไปมองส่ิงธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวันด้วยสายตาใหม่ ไม่ยึดติดในความรู้เดิม ในความเข้าใจเดิม ในการรับรู้เดิม ในการจำได้หมายรู้เดิม หรือสัญญาเดิม หรือ ​perceptions เดิม ๆ ทั้งหลาย ตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิม ๆ ทั้งหมด ไม่เอากับสมมติฐานเดิม ๆ เลย ในมหกรรมกระบวนกรครั้งนี้ น่าจะมีสมุดแห่งการตั้งคำถามต่อสมมติฐานเดิม ให้มีการย้ายตัวเองเข้าไปในบริบทที่กว้างกว่า ลึกกว่า อันเป็นท่ีตั้งอยู่ของคำถามที่ทะลุทะลวง breakthrough questions ทั้งหลาย ชุบแช่อยู่ในนั้นอย่างเนิ่นนาน จนไปถึงขั้น "บ้าก็บ้าวะ" แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับมหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบกันนี่ ท่านที่รักทั้งหลาย เราจะร่วมกระบวนการขึ้นรถเหาะคันนี้กันไหม?
บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2008, 09:47:42 AM »

คำเด็ด อีกคำหนึี่ง จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ pseudo-community หรือ ชุมชมเทียม ชุมชนเก๊ เวลานี้เราพูดถึงเรื่องชุมชนกันมาก แล้วจริง ๆ ทำไมมันจึงไม่เกิด "ความเป็นชุมชน" ขึ้นมา ครั้งนี้ ทีมงานน้องจากอจ. ชัยวัฒน์ ถิรพันธุ์ ก็มาร่วมด้วยสองสามคน โจทย์ของเขา ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างภาคี ที่เป็นจริง คือหลายครั้งเวลาที่เราต้องการสร้างภาคี ขึ้นมาทำงานร่วมกัน บางทีมันเป็นเพียงพิธีกรรม บางทีมันเป็นภาคีเทียม ภาคีเก๊ขึ้นมาเฉย ๆ มันไม่มีพลัง มันขับเคลื่อนจริง ๆ ไม่ได้ เป็นเพราะอะไร? ฝากโจทย์ไว้ให้เพื่อน ๆ ก่อนนะครับ

อ้อ คนจะมาร่วมมหกรรมคราวนี้ ผมฝากให้ผึ้งและสมชายโทรไปถามข่าวคราว และ "โจทย์เฉพาะ" ของท่าน และขององค์กรของท่านนะครับ รบกวนหน่อย หรือจะโพส์ตโจทย์เข้ามาหน้ากระดานนี้เลยก็ได้ครับ จะยินดีอย่างยิ่งครับ
บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1273



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2008, 09:53:37 AM »

ชอบตรง "บ้าก็บ้าวะ"...มากๆ ฮ่าๆ
และชอบตัวอย่างรถไฟเหาะตีลังกาด้วย คนเขียนเล่มนี้อัจฉริยะ  ตกใจ นึกไปถึงอารมณ์ตอนเล่นเลย คือตอนไต่ขึ้นนี่มันลุ้นระทึก เก็บเกี่ยว ตื่นตาตื่นใจ แต่ตอนปล่อยลงนี่ถ้าไม่ปล่อยวาง มือเกร็งจับคานแน่นแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะได้อิ่มเอมใจไปสภาวะของการ "ตก" ก็แทบไม่เกิดขึ้น น่าเสียดาย...

เมเองเคยไปโดดหอสูง (ที่จริงอยากโดดร่มแต่บ้าคนเดียวเพื่อนไม่ยอมแชร์ด้วย เจ๋ง) จุดหวาดเสียวมันอยู่ตรงก้าวที่เราตัดสินใจโดดจากแป้นยืน เท่านั้นแหละ นอกนั้น...ว้าวๆๆๆ

จุดหวาดเสียวที่สุดกับจุดตัดสินใจ จุดบ้าก็บ้า ตายเป็นตายนี้ อาจจะเป็นสภาวะ "ข้ามพ้น"​ "ไม่ยี่หระ" ด้วยรึเปล่าน้อ... แต่เดี๋ยว...หรืออาจจะเป็นจุดบรรจบของญาณทัศนะกับสัญชาติญาณด้วย  ยิ้มเท่ห์

ขอเสนอชื่อรุ่นไว้เผื่อพิจารณาล่วงหน้าว่า..."ถลาลม"...  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
http://www.youtube.com/watch?v=lDBrdl2sZWs
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2008, 10:11:27 AM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
yada
Administrator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 193


ดอกไม้หน้าผา

yada_san@yahoo.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2008, 02:36:53 PM »

จากที่ได้โทรคุยขอรายละเอียดเกี่ยวกับความตั้งใจที่จะมาเข้าอบรมครั้งนี้ของผู้เข้าร่วม จากบางกอกฟอรัม ที่เป็นองค์กรพัฒนาศักยภาพการทำงาน
ที่อยากเห็นการใช้เทคนิค เครื่องไม้เครื่องมือในกระบวนการจัดไดอะล๊อก ร่วมทั้งจะเลือกใช้ในเวลาไหน สถานการณ์แบบใด
ทางบริษัทนี้เคยนำไดอะล๊อกไปใช้พักใหญ่ ซึ่งก็เป็นผลที่ดีมาก แต่ในมุมกลับกันในบางสถานการณ์ก็ค่อนข้างจะไ่่ม่ค่อยราบลื่นมีข้อจำกัด อย่างเช่น กลุ่มของคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง เลยเกิดข้อสงสัยว่า ถ้าในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งสูง จะมีการเตรียมกลุ่มได้อย่างไรบ้าง

และอีกสิ่งซึ่งอยากจะเห็นคือ วิธีเชื่อมโยงภาคีต่างๆให้เข้ามาประสานงานกันให้เกิดงานใหม่ได

ส่วนในมุมของนักธุรกิจที่ดูแล ธุรกิจในเครือต่างๆ เช่น เนสเชอรี่(การศึกษา), เคเบิ้ลทีวี, ฟาร์มกุ้ง และอีกมากมาย ที่อยากเห็นแนวคิด และวิธีการจัดกระบวนการที่จะนำไปใช้กับการสร้างพื้นที่้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ของบุคลากร และเคยไปเรียนไดอะล๊อกจาก อ.วรภัทร์ มาก่อนเลยได้มีโอกาสนำไปใช้กับองค์กรมาปีกว่าแล้ว โดยส่วนตัวชอบกระบวนการไดอะล๊อกนะ อยากรู้คอนเซ็บต์แบบครบวงจร

ส่วนกลุ่มนครสวรรค์ที่คลุกคลีกับกระบวนการบ่อยหน่อย อยากเห็น การหล่อเลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้จากกระบวนกรสู่กระบวนกร (หรือในแบบครูศิษย์) และอยากรู้ว่า เราจะละลายตำราให้มาอยู่ในเนื้อในตัวกระบวนกร ละลายตำรา และสามารถพลิกแพลงกิจกรรมโดยที่ตัวกระบวนกรเป็นตัวของตัวเองได้
ีมีอีกประเด็นที่อยากเห็นคือ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมมีแรงต้านหรือจะรับรู้การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมอย่างจริงแท้ได้อย่างไร"
หรือ การเชตเป้าหมาย(เชตโทน)ของแต่ละวันในการจัดกิจกรรมมีโครงสร้างอย่างไรบ้างและ การซูมเอาท์ซูมอิน 

ก็เป็นรายละเอียดบางส่วนนะคะ
บันทึกการเข้า
วญ
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 1411



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2008, 06:01:54 AM »

วันนี้ จะเป็นวันแรกของมหกรรมกระบวนกรครั้งที่ ๑๐ การเตรียมงาน เตรียมทีมมาสี่เช้าเต็ม ๆ ทุกเช้าประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน และพูดคุย ฟังกัน แบบไดอะล็อคเต็มรูปแบบ และก็ไม่ได้ทำงานแบบตามวาระ หากคุยกันอย่างไร้วาระที่ไม่เหนียวแน่นเกินไป การสนทนาก่อเกิดองค์ความรู้ ปัญญาปฏิบัติมากมาย เหมือนการเต้นรำกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในมหกรรมกระบวนกรในเจ็ดวันนี้

ผึ้งเอาหนังสือมาหนึ่งเล่ม The Courage to Teach โดย Parker J. Palmer เป็นหนังสือสุดยอดเล่มหนึ่งทีเดียวเจียว ได้ข่าวว่า พวกเรากำลังตกลงกันอยู่ว่า ใครจะแปล แต่คงมีคนแปลออกมาแน่นอน มันเหมือนกับจะมาให้เราเริ่มงานด้านการศึกษา เพื่อทำงานกับครู แล้วชีวิต การทำงาน ของครู กับของกระบวนกร ต่างกัน เหมือนกัน อย่างไร หรือไม่? สาระสำคัญ เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?

อ่านหนังสือเล่มนี้ไปเพียงสองสามบท แล้วก็ทำให้ใคร่ครวญได้มากมายเลยว่า ความเป็นครูที่ดี กับ การเป็นครูที่ไม่ได้เรื่อง ต่างกันอย่างไร ครูที่น่าเบื่อ กับครูที่ท้าทาย ครูที่ปลูกฝังการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง ครูที่ทำให้เราหลงทาง และทำให้เรารู้สึกด้อย มีปัญหา แตกต่างกันอย่างไร

ที่จริงหนังสือ เล่มนี้ มองมุมมองจากผู้เป็นครูมากกว่า มองว่า ทำอย่างไร ชีวิตการเป็นครูจะท้าทาย เร้าใจ มีความหมาย หรือว่า จะอยู่กับความอัปยศอดสู โดยกดเก็บความรู้สึกนั้นไว้ ด้วยการฉายความอัปยศนั้นออกไปนอกตัว โดยเฉพาะออกไปที่เด็กนักเรียน นักศึกษา ทำร้ายเด็ก ๆ เหล่านี้ ด้วยอำนาจจอมปลอม ของคนที่เป็นครู

กระทู้นี้ ผมจะพูดในประเด็นหนึ่ง คือองค์ประกอบของการเป็นครูที่แท้ หากดูจากสามองค์ประกอบ แล้วเราจะแสวงหาความเป็นครูที่แท้ได้อย่างไร?

สามองค์ประกอบนั้นก็คือ หนึ่ง เรื่องที่จะสอน หรือ องค์ความรู้ที่จะสื่อสารถ่ายทอด สอง เทคนิควิธีการสอน หรือ กระบวนท่า สาม โลกภายในของครู หรือ ตัวตนของครู พาร์มเมอ ให้ความสำคัญกับ ข้อสาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะทิ้งสองข้อแรก

ยกตัวอย่างข้อที่สอง คือเทคนิควิธีการสอน เขาพบว่า ต้นแบบที่เขาไปเจอะเจอมาว่า คนเป็นครูที่แท้ ครูที่เยี่ยมยอดนั้น เทคนิคการสอน ไม่ใช่ประเด็นเลย เช่น มีครูบางคนจะสอนแบบเลคเชอร์อย่างเดียวเลย ยาวเหยียด ไม่สนใจให้พื้นที่พูดคุยให้ถามตอบ หรือจะมีกิจกรรมอะไร ที่จะย่อยแยะเนื้อหา เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นที่พูดเลย แต่เขาหรือเธอ ก็เป็นครูที่เยี่ยมยอดได้ การสอนของเขาหรือเธอเต็มไปด้วยพลัง และนำพาอะไรบางอย่างเข้าไปในใจของเด็ก ๆ ได้

เขาเองก็เคยหลงทาง คือ เนื่องจากเขาชื่นชมครูของเขามาก เขาก็เลยไปสอนด้วยเทคนิคแบบนั้น คือเลคเชอร์ยาว ๆ เขาได้ใช้เวลาสองทศวรรษเพื่อจะรู้ว่า มันไม่ได้เรื่องสำหรับเขา ตัวตนของครูกับตัวตนของเขา มันคนละเรื่องกัน ต่อเมื่อเขาได้พัฒนา เทคนิคที่สอดรับกับความเป็นตัวตนของเขา เขาจึงเริ่มประสบความสำเร็จกับการสอน

แต่ครูจำนวนมาก ในทุกวันนี้ ไม่พบหนทางแห่งความเป็นครูที่แท้ ไม่พบตัวตน ไม่เคยค้นเข้าไปในโลกภายใน ตัวตนภายในของตน ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่กล้า ไม่กล้าที่จะเข้าไปพบความเปราะบาง ความอ่อนแอ ของตัวเองในพื้นที่ภายในของตัวเอง พยายามหนี ด้วยอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ครูเหล่านี้ ได้สูญเสียวิญญาณของความเป็นครู พวกเขาเป็นเพียงหุ่นยนต์ หนำซ้ำ พวกเขายังฉายความอ่อนแอ เปราะบางเหล่านี้ ออกไปยังเด็ก ๆ และโทษความเป็นครูไม่ได้เรื่องของตัวเอง โดยฉายความอ่อนแอปวกเปียกเหล่านี้ไปยังเด็ก ๆ ครูเหล่านี้ ได้สูญเสีย "หัวใจ" ที่จะสัมผัสสัมพันธ์กับเร่ืองราวที่ตัวเองจะสอน และผู้คนที่ตัวเองจะสอนไปเสียแล้ว และเขาหรือเธอไม่สามารถสัมผัสสัมพันธ์หัวใจของตัวเอง นั้นเอง แหละเป็นปฐมเลย

คำหลัก หรือกุญแจของความสำเร็จจึงอยู่ที่ "ความเชื่อมโยง" เชื่อมโยงอะไร เชื่อมโยงสนามพลังเข้าด้วยกัน ระหว่าง ครู เรื่องที่สอน และผู้เรียน จะเชื่อมโยง หรือ connect สนามพลังเข้าด้วยกันได้ ตัวครูต้องกลับเข้าไปทำงานกับ "โลกภายใน" "เนื้อที่ภายใน" ของตัวครูเองก่อน ต้องเข้าไปทำงานกับ "ความเปราะบาง" "ความอ่อนแอ" "ความสับสนในชีวิต" ของตัวเองก่อน เมื่อเชื่อมโยงกับตัวเองได้เท่าไร ก็จะเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่สอน และผู้เรียนได้มากเท่านั้น

โลกภายใน เป็นเรื่องของ being ที่จริงเป็นเรื่องเดียวกันกับ "จิตตปัญญาศึกษา" หรือ "การเรียนรู้ด้วยใจอันใคร่ครวญ" หรือ Contemplative Education นั้นเอง และก็เป็นเป้าหมายของงานกระบวนกรแบบจิตวิวัฒน์นี้นี่เอง ครับผม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 09, 2008, 06:06:10 AM โดย วญ » บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1273



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2008, 03:32:34 PM »

ส่งภาพบรรยากาศเมื่อคืนวาน ... อ่างปลา และปลาตัวจริงในอ่างที่สันติโค  ยิ้มกว้างๆ

หลังไดอะล็อกเต็มรูปแบบแล้วก็ลดระดับการถลาลมมาเป็นคุยเจาะลึกแต่ละประเด็นกันในอ่างปลา
ได้ข่าวว่าเช้านี้ มีปลาตัวใหญ่อีกสองตัวกลับมาลงอ่าง ถือปลามนตรีกับปลาประสาท อ่างปลาก็เลยมีอ่างซ้อนๆ กัน
อ่างกระบวนกรอาชีพรุ่นใหญ่ อ่างกระบวนกรฝึกหัดรุ่นใหม่ และอ่างใหญ่ผู้เข้าร่วม  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ




* มหกรรม03.jpg (50.18 KB, 288x216 - ดู 243 ครั้ง.)

* ปลาในอ่าง.jpg (39.83 KB, 212x202 - ดู 242 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  เวทีกระบวนกร และ งานฝึกอบรม  |  หัวข้อ: มหกรรมกระบวนกรครั้งที่สิบ เบ้าหลอมกระบวนกร « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.3 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
วงน้ำชา.com