วงน้ำชา Webboard
ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้สังเกตุการณ์ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 07, 2010, 01:27:59 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
เรียนสมาชิกใหม่ !!! การลงทะเบียนใช้งานเว็ปไซท์ จะสามารถเริ่มใช้งาน account ที่สมัครได้ใน24ชม.ให้หลัง หรือเช้าของวันถัดไป
13303 กระทู้ ใน 355 หัวข้อ โดย 1500 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Mary.White
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  ห้องนั่งเล่นของผู้เข้าร่วมหลัง Work shop  |  หัวข้อ: Re: สนทนากับเสียงภายในตน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: Re: สนทนากับเสียงภายในตน  (อ่าน 24606 ครั้ง)
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #950 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2009, 01:21:15 PM »

ดามองเห็นความพยายามและรับรู้ถึงความปรารถนาดีที่ศรชัยมีต่อสมาชิกที่แวะเวียนมาเขียนอ่านในวงน้ำชา รวมทั้งความ (คาด) หวัง ที่จะเห็นการพูดคุยที่สร้างสรรค์อันก่อให้เกิดปัญญา ดีจังค่ะ ... นึกไปถึงชื่อกระทู้ที่เคยอ่านผ่านตานานมาแล้ว (แต่วันนี้หาไม่เจอ) คลับคล้ายคลับคลาว่า จะเป็นการเปิดประเด็นโดย วญ ประมาณว่า “เราจะเขียน อ่าน กันอย่างไรในวงน้ำชา”  (ไม่แน่ใจ?)  แว้บนึงที่ดานึกสนใจว่า ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาตรงนี้ ทั้งที่เป็นขาจร และขาประจำ ทั้งที่เข้ามาเขียนพูดคุย หรือแวะเวียนเข้ามาอ่านอย่างเดียว (คนอ่านนี่สำคัญมากๆ เพราะมีผลต่อกำลังใจของคนเขียน) ทั้งสมาชิกเก่าที่ติดตามมาตั้งแต่ต้น หรือสมาชิกใหม่ที่เพิ่งมาเจอกัน  แต่ละคน ต่างมีความปรารถนาอย่างไร ... สนใจอยู่เพียงแว้บเดียว แล้วก็วางความรู้สึกนั้นลง กลับมาอยู่กับความสนใจของตัวเองที่มีต่อเรื่องราวที่อาใหญ่นำมาสรุปเรียบเรียง ให้พวกเราได้อ่านกัน         

ช่วงนี้ดากำลังรู้สึกตื่นเต้น  เมื่อได้ยินข่าวว่าอาจารย์ เจมมี่ แพนกายา จะมาเมืองไทยต้นปีหน้า ดีใจที่จะได้มีโอกาสพบเจอและเรียนรู้จากอาจารย์ของอาจารย์ กำลังเตรียมตัวเรียนด้วยการรวบรวมและทบทวนสิ่งที่เราเคยรับรู้และเรียนรู้มา รวมถึงสิ่งที่ยังเป็นประเด็นค้างคา ไม่แน่ใจ  ขอถือโอกาสนำบางส่วน มาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟังตรงนี้นะคะ 

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่อง ไพ่ที่ทิ้งไป หรือ disowned selves ว่า หากเราสามารถนำกลับคืนมาได้ มันจะทำให้เรามีชีวิตที่สมดุลกว่าเดิม มีความสัมพันธ์กับผู้คนได้ดีขึ้นอย่างเป็นอิสระ และมีศักยภาพที่จะทำอะไรได้หลากหลายกว่าที่เคยเป็น .... ประกอบกับคำอธิบายที่อ้างอิงทฤษฎีทางจิตวิทยา ศาสตร์ที่ตัวเรามีความรู้น้อยมาก และการทำแบบฝึกหัดสี่ช่อง ดาก็เริ่มรู้สึกว่า แนวคิดนี้ make sense น่าสนใจ  เมื่อซื้อแนวคิดแล้ว คำถามต่อมาที่เกิดขึ้นในใจ คือ ….

       ข้อหนึ่ง สำหรับตัวเรา หากต้องการเก็บไพ่ หรือ ตัวตนที่ทิ้งไป จะต้องทำอย่างไร  และ       
       ข้อสอง สำหรับเจเนอเรชั่นถัดไป คือเด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่เรารักและห่วงใย เราจะป้องกันการทิ้งไพ่ หรือทำอย่างไรให้เขารักษาศักยภาพ (หรืออวัยวะทางจิต) ที่มีติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิดไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ถูกบังคับให้ทิ้งไปเพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งส่วนใหญ่คือ ปฏิกิริยา ที่เป็นทั้งการกระทำ คำพูด แม้กระทั่งสีหน้าของคนใกล้ตัวที่มีความสำคัญและอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาในวัยเด็ก (ดาตั้งใจใช้คำว่า “ถูกบังคับ” เพราะการที่เราเลิกหรือไม่กล้าทำอะไร จะด้วยความอับอาย เจ็บตัว เจ็บใจ หรือต้องการการยอมรับนั้น  ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เราเลือกด้วยความรู้ตัวและสมัครใจ โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่รู้ประสีประสา น่าจะเป็นกลไกธรรมชาติของการเอาชีวิตรอดในทางจิต หรือเป็นการทำงานอัตโนมัติของสมองตามที่เคยอ่านบทความของคุณหนูดี ว่ามีหน้าที่หลักคือรักษาความอยู่รอดของร่างกายที่สมองก้อนนั้นอาศัยอยู่) 

ขอย้อนกลับมาที่ข้อหนึ่ง เรื่องใกล้ตัวที่สุด คือตัวเราเอง ดาเคยถามพี่สมพลตั้งแต่สมัยเรียนเรื่องนี้ใหม่ๆ ว่า ถ้าชีวิตเราทุกวันนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว เราจำเป็นต้อง “เก็บไพ่” ไหม  จำคำตอบชัดๆ ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำ คือด้วยถ้อยคำที่เป็นวจนภาษา พี่สมพลบอกว่า “ถ้ามีความสุขดีอยู่แล้วก็ไม่ต้อง ตั้งใจ ตั้งหน้า ตั้งตา ไปเก็บมัน” แต่ด้วยอวจนภาษาที่ดาอ่านได้จากแววตา และสีหน้ายิ้มๆ แต่ดูจริงจัง ในตอนนั้นคือ “เธอแน่ใจรึว่ามีความสุข?”  (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราอ่านได้แบบนั้น คนสื่ออาจจะไม่ได้คิด แต่เรื่องนี้ ขอแขวนไว้ก่อนนะคะ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ตั้งใจจะคุยตอนนี้ )  ... ตั้งแต่นั้นมา เราก็เฝ้าสังเกต อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองว่าเป็นอย่างไร แล้วเลือกเฉพาะเรื่องที่รบกวนจิตใจ (ซึ่งหาได้น้อยมากในช่วงเริ่มต้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่โดยปรกติมักจะลืม) มาเป็นวัตถุดิบสำหรับทดลองสืบค้นเข้าไปภายในจิตใจ ใช้แบบฝึกหัดสี่ช่องเป็นจุดเริ่มต้น  ลองทำเองบ้าง ทำภายใต้การโค้ชหรือฟาบ้าง …  ขอบอกว่า การนำความรู้ที่ได้รับมาทดลองกับตัวเอง ในลักษณะนี้นั้น เป็นการเรียนรู้ที่สนุกมาก   

ผ่านมาเกือบสองปีครึ่ง  (ไม่น่าเชื่อว่าจะนานขนาดนี้)  เริ่มมองเห็นว่า ชีวิตนี้ หากพิจารณาดีๆ ก็มีเรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์เยอะจัง (เยอะกว่าที่เรารับรู้ก่อนหน้านั้น) แต่ความทุกข์ ความหงุดหงิด หรืออารมณ์ (ที่เราคิดว่าเป็น) ด้านลบทั้งหลายนั้น มันล้วนมีที่ไปที่มา เช่นเดียวกับความสุข ที่ก็มีหลายระดับ นิยามของคำว่า “มีความสุข” ของเราเปลี่ยนไป พบว่าความสุขมีอยู่รอบๆ ตัว หาง่ายขึ้นด้วย รวมถึงไอ้ที่เคยคิดว่า สุข แต่ลึกๆ (โครต) ทุกข์ก็มี  และทั้งสองด้านคือ ทุกข์และสุข ก็อยู่ที่ตัวเราเลือก (ยืนยันว่าเราเลือกได้ ค่ะ) ว่าจะมองจากมุมไหน หรือตัวตนไหน อยู่ที่โลกภายในหรือใจของเราเอง

การตระหนักว่าในตัวเรานั้นมีใครมากมายหลายตัวตนอยู่ภายใน  ทำให้เดี๋ยวนี้ เวลาที่ดาคิด พูด หรือเขียนว่า  ฉันคิดว่า ... ฉันรู้สึกว่า ... ฉันชอบ .... ฉันไม่ชอบ ... ฉันต้องการ .... ฉันไม่ต้องการ ..... ทำได้ชัดเจน เต็มปากเต็มคำมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เราคิดว่า “ฉัน .....” ทั้งหลายเหล่านั้น  หากพบว่า มันสวนทางกับคนอื่นจนอาจทำให้ความสัมพันธ์หรือการงานเกิดปัญหา  (หากมีใครบางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วคิดในใจว่า “อย่างนี้เธอก็ไม่มีจุดยืนสิ” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะขณะนี้ ใครบางคนในตัวดา ก็กำลังกระซิบประโยคนี้เบาๆ  แต่มีเสียงที่ดังกว่าบอกว่า  ก็ในเมื่อจุดที่เรายืนอยู่มันสร้างปัญหาหรือความทุกข์ให้ตัวเราและคนอื่นๆ ที่เราใส่ใจ ให้ความสำคัญ การเปลี่ยนจุดยืน หรือ ไม่มีจุดยืนก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราควรพิจารณา)  ประเด็นที่ยากและท้าทายก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จุดที่เราอยู่นั้น กำลังเป็นปัญหา ... เรื่องนี้เป็นโจทย์และบทเรียนที่ดากำลังหาคำตอบให้ตัวเอง สัญญาณที่ใช้เป็นตัวบ่งบอกในตอนนี้คือ
       - สุขภาพทางกาย
       - การนอนหลับและความฝัน
       - อารมณ์ความรู้สึก ยังจับไม่ได้ทั้งวัน  แต่อย่างน้อยดาจะบันทึกความรู้สึกแรกเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า ทุกวัน
       - ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนใกล้ชิด ที่บ้านและที่ทำงาน
       - สีหน้า แววตา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทั้งของตัวเองและผู้คนที่เราได้พบเจอ
       - อุปสรรคที่เข้ามา หรือ ความราบรื่นของงานและเรื่องต่างๆ ที่เราตั้งใจทำ             
 
ระยะหลังมานี้ เริ่มจะสังเกตเห็นตัวเองว่า เวลาที่เราเห็นหรือได้ยิน ได้ฟังใครสักคนบอกว่า  ฉันคิดว่า .... ฉันรู้สึกว่า .... ฉันชอบ .... ฉันไม่ชอบ .... ฉันต้องการ .... ฉันไม่ต้องการ ...  ดามักจะมองว่า นั่นก็คงเป็นเพียงด้านหนึ่งของเขา บางครั้งก็ชอบคิดเล่นๆ ว่า เขาจะรู้บ้างไหมหนอว่า มันยังมีอีกด้านหนึ่งในตัวเองที่ตรงกันข้ามกับที่เขากำลัง (เข้าใจว่าเขา) เป็น อันนี้ก็เป็นประเด็นค้างคาใจให้เฝ้าดูต่อไปว่า เรื่องนี้จะพาเราไปถึงไหน           

แว้บนึงที่นึกในใจ (อีกแล้ว) ว่า เรื่องราวต่างๆ มันช่างพ้องพานกันเสียจริง การที่มีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนและพูดคุยกันหลากหลายในหัวข้อนี้  โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่กำลังจะได้เจอและได้เรียนกับเจมมี่  นับว่าเป็นประโยชน์กับดามากๆ เพราะสำหรับดา การเขียนและพูดคุย ช่วยทำให้เราได้ใคร่ครวญและเรียบเรียงความยุ่งเหยิงภายในให้เป็นระเบียบ แล้วนำมันออกมา บ่อยครั้งที่ทำให้เราได้เห็นตัวเองชัดขึ้น ถ้าไม่เขียนหรือไม่ได้คุยกับใคร บางทีมันก็วนๆ อยู่ข้างใน  ทำให้งง

ขอบคุณทุกข้อเขียนของทุกคนค่ะ  ยิ้มเท่ห์     
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
snowball
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 138



เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #951 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2009, 07:14:41 PM »

ขอรายละเอียดหน่อยสิครับ ดา เกี่ยวกับ เจมมี่ ว่ามาเมื่อไรที่ไหน สนใจครับ
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #952 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2009, 07:29:42 AM »

ดาขออนุญาตนำข้อความส่วนหนึ่ง ที่พี่สมพลเขียนไว้ที่  http://webboard.wongnamcha.com/index.php?topic=373.msg12938;topicseen#msg12938
หัวข้อ เวที "Dialogue Oasis in Bangkok” เพื่อ คืนขวัญให้เมืองกรุง ของวันนี้  ในกระทู้ #110  มาตอบคำถามศรชัยเลยนะคะ 


กิจกรรมของเจมีจะจัดเป็นสองช่วง ช่วงแรกในวันที่ ๒๑ ถึง ๒๔ มกราคม เป็น Voice Dialogue for Beginner (1a)และ วันที่ ๒๘ ถึง ๓๑ มกราคม เป็น Voice Dialogue for Practitioner (1b)ซึ่งจะมีการแนะนำและฝึกฝน VD Facilitation ให้กับผู้ที่สนใจจะทำงานและฝึกฝนเป็น Facilitator และใช้งาน Voice Daiogue ในอาชีพการศึกษา แนะแนว นำกระบวนการเรียนรู้ในมิติที่อาศัยตัวตนภายใน (Psychology of Selves) และเพื่อสร้างการรับรู้ตัวตน (Aware Ego)

ทั้งสองกิจกรรมจัดต่อเนื่องกัน ระหว่างสุดสัปดาห์ ผู้เข้าร่วม 1b จำต้องผ่าน 1a เป็นพื้นฐานก่อน สถานที่จัดใน กทม เป็นรายการเช้าเย็นกลับ กิจกรรมบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ผมเป็นล่ามแปล และเชื่อว่า ณัฐ จะร่วมล่ามด้วยใน 1b ต้องขอบคุณณัฐที่ให้ทางขวัญแผ่นดินช่วยดำเนินการจัดการให้กับกิจกรรมนี้ ซึ่งสำหรับผู้สนใจและติดตาม Voice Dialogue มาระดับหนึ่งน่าจะเป็นกิจกรรมที่ตอบคำถามและเป็นแนวทางในการดูแลตัวตนภายในต่อไป ตัวเจมี่เองก็มาเมืองไทยแล้วสองครั้ง คร้งนี่เป็นครั้งที่สาม และมีกิจกรรม VD ในระดับสากลยิ่งขึ้น โอกาสที่แวะผ่านมาเมืองไทยอาจจะน้อยลงไป จะโดยสิ้นเชิงหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่ครั้งนี้เขามาเพื่อจัดตั้งการเรียนรู้ VDW ตามแนวทางที่ ดร สโตนได้ริเริ่มไว้ เธอฝากบอกมาว่า

"This type of program supports people who are on psycho-spiritual journey. It can be applied to both your personal life and many aspects of it can be used by coaches, educators and leaders in their own professional work with people."

ผมขอเชื้อเชิญท่านผู้สนใจติดต่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมที่ kwanpandin@gmail.com คุณสุวัฒนา เบอร์ติดต่อ 084 66503894  หรือที่ voicedialoguework@gmail.com เบอร์ติตด่อ 081 256 9564  ส่วนรายละเอียดเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้ ผมจะทะยอยมาส่งข่าวลงในวงน้ำชาแห่งนี้ ขออนุญาตใหญ่กับเมไว้ ณ ที่นี้เลยน่ะครับ

บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #953 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2009, 06:29:40 AM »

ช่วงเวลาจัดกิจกรรมของ Voice Dialogue Work 1b ขยับจาก ๒๘ มกราคม เป็น ๒๙ มกราคมถึง ๑ กุมภาพันธ์ครับ มีผู้สนใจสอบถามเนื้อหาที่จะเรียนกัน ผมขออนุญาตยกมาว่างไว้ตรงกระทู้นี่น่ะครับ




         
โอบกอดตัวตนภายในตน(Embracing Our Selves)
การสนทนากับเสียงภายในเบื้องต้น


Voice Dialogue 1a The Beginner’s Introduction เป็นกิจกรรมแนะนำเพื่อให้ผู้คนที่เริ่มทำความรู้จักกับ Voice Dialogue Work หรือการทำงานกับตัวตนของตนประกอบด้วย การสอนและการสร้างประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ

จิตวิทยาของ Voice Dialogue ได้แก่   
•   กำเนิดของตัวตนภายในที่สำคัญคือ  primary selves ตัวตนผู้เป็นหลัก และ  disowned selves ตัวตนผู้ถูกละเลย หรือ เงา (shadows) และบทบาทที่มีต่อความเข้าใจตัวเราเองและคนที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย
•   การทำแบบฝึกหัด Bug you Exercise หรือ “โกรธอย่างไรให้ได้ประโยชน์” แบบฝึกหัดนี้จะสะท้อนให้เห็นถึง เมื่อความสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง และเป็นทุกข์ เป็นโอกาสที่เราจะเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์กับตัวตนภายในของเราได้อย่างไร
•   เรียนรู้กับ  power vs.  vulnerability needs หรือ ความต้องการภายในที่มีอำนาจ หรือ ที่อ่อนไหวเปราะบาง ในตัวเอง ซึ่งเป็นฬื้นฐานของการทำงานของตัวตนภายในตัวเรา การดูแลภาวะต่างขั้วกันเช่นนี้ จะช่วยเราให้สามารถจัดการภาวะที่เรามักจะรู้สึกเสียเปรียบเสมอ (เป็นเหยื่อ) หรือภาวะที่เรามักจะต้องลุกขึ้นมาผลักดันกะเกณฑ์ผู้คนเอยู่เสมอ ๆ
•   ฝึกฝนการทำงานกับพลังเพื่อสร้างการรับรู้ (awareness )และกำเนิดของกระบวนการดำรงอยู่ระหว่างตัวตน หรือการรับรู้ตัวตน .( aware ego)
•   ชมการสาธิต และรับประสบการณ์  การดำเนินการสนทนากับตัวตน (voice dialogue facilitation)ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักดำรงอยู่และรับรู้ตัวจริงเสียงจริงของตัวตนในตัวเรา

Voice Dialogue 1b : Continuing Practice. เพื่อการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยการทบทวนหลักการและแนวคิดเบื้องต้นของ voice dialogue และต่อยอดด้วยการทำความเข้าใจและแนะนำให้รู้จัก
•   Positive and Negative Bonding Pattern (พันธะเชิงบวกและเชิงลบ)  ซึ่งเป็น พันธะที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวตนของเรา และมีผลอย่างทรงพลังที่ทำให้ตัวตนของเรามีความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยเราไม่รู้ตัว แต่เป็นพันธะที่กำหนดทุกข์สุขในความสัมพันธ์ของเรา
•   การทำงานกับความฝัน  (dream work) เพื่อทำความคุ้นเคยกับตัวตนภายในของเราผ่านเรื่องราวในจิตไร้สำนึกที่สะท้อนออกมาในความฝัน
•   ฝึกฝนและรับประสบการณ์การดำเนินการสนทนากับตัวตนเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนกระบวนการดำรงอยู่ระหว่างตัวตนต่าง ๆ (aware ego)
     
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #954 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2009, 07:40:05 AM »

เรื่องที่น่าดีใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวันดีดีใกล้วันคริสมาสก็คือ ได้พบกับเพื่อน ๆ ที่เคยเข้าร่วมเสวนาใน กทม และสนใจในกิจกรรมของเจมี่ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า ต่างก็บอกว่า จะเข้าทั้งสองคอร์สให้ต่อเนื่องกันไปทั้งหนึ่งเอหนึ่งบี ผมฟังเสียงและดูแววตาผู้คนที่บอกกล่าวเรื่องนี้ สีหน้าบ่งบอกความมุ่งมั่นตั้งใจบางประการ ไม่ต่างกับวันเวลาที่ผมเคยรู้สึกเมื่อจะได้เข้ากิจกรรมนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เหมือนเราเดินมาอยู่ตรงหน้าประตูบานหนึ่ง ซึ่งเมื่อเปิดออกมีความอัศจรรย์ใจรอคอยอยู่

จะเป็นประตูของจิตไร้สำนึกหรือประตูสู่โลกภายในอย่างทีใหญ่อุปมาไว้หรืออย่างไร หรีอเป็นประตูหนึ่งในหลายประตูเพื่อเดินทางไปสู่จักรวาลในใจเรา เพียงแต่จักรวาลนี่เป็นจักรวาลของตัวละครหลากหลายตัวตน ที่แสดงตนบ้าง สำแดงตัวบ้าง หลบหลีกบ้าง และหลายตัวตนซ่อนเร้นอยู่รอการค้นพบ หรือการกลับไปพบปะอีกหนหนึ่ง เหมือนการเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวของใครสักคนซึ่งคงเป็นเจ้าตัวเรานี่เอง ที่ได้กลับไปพบปะสมาชิกในครอบครัวอีกครั้งหลังจากที่เดินทางจากมาเป็นเวลานาน

เหมือนเช้าวันคริสมาสเช่นนี้ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันทุกปี ที่ทุกครอบครัวที่เป็นญาติมิตรและเพื่อนสนิทจะได้กลับมาพบปะสังสรรค์กัน บางคนไม่ได้พบกันเป็นแรมปี บางคนเราอาจจะหลงลืมหน้าตาเขาบ้าง แต่เมื่อกลับมาสังสรรค์ กลับมาเจอหน้ารับฟัง เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างไร เมื่อเราได้เดินกลับไปโอบกอดต้อนรับสมาชิกตัวตนในตัวเรา เราก็คงมีความรู้สึกที่ดี ที่แตกต่างเพิ่มเติมจากชีวิตในแต่ละวัน  ความมหัศจรรย์ของการเชื่อมโยงทั้งโลกภายในและโลกภายนอกของเราไว้ด้วยกัน ทำให้เรารับฟังผู้คนรอบตัวเราและตัวตนในตัวเราไปพร้อม ๆ กันอย่างที่เราไม่เคยคิดว่า เราจะเป็นไปได้เช่นนี้
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #955 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 10:37:37 AM »

นับถอยหลัง ... อีกสี่วันจะไปเข้าคอร์ส "โอบกอดตัวตนภายในตน(Embracing Our Selves) การสนทนากับเสียงภายในเบื้องต้น"
ปรากฎว่ามีโจทย์มาให้ได้ทบทวนตัวเองพอดีค่ะ

เมื่อสองวันก่อน เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวสุดๆ ในช่วงสุดท้ายของการเข้าสัมมนาหลักสูตรหนึ่ง
ออกไปทำ role play แล้วตกม้าตายกลางห้องประชุม เพื่อนๆ พี่ๆ พากันงง ... ตัวเราเองก็งง และรู้สึกแย่
ก่อนออกไปก็รู้ตัวเหมือนกันค่ะว่าไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ แต่ก็มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้ ประกอบกับมีแรงเชียร์และอยากลองด้วย
แต่พอไปนั่งอยู่ตรงหน้าของอาจารย์ที่เป็นคู่สนทนา เจอกับสีหน้า ท่าทาง ที่อาจารย์แสดง ปรากฎว่า คำพูดหาย
นั่งนิ่งอึ้งไปนาน จนอาจารย์ต้องบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ แล้วเชิญเรากลับเข้าที่ ... ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า บริเวณใบหน้าร้อนวูบวาบ
จนกระทั่งกลับถึงบ้าน ก็ยังรู้สึกย่ำแย่ .... โดนคุณวิจารณ์ซัดกระหน่ำซ้ำเติมโดยไม่รู้ตัว  ร้องไห้
 
พอได้ทิ้งช่วงเวลา ผ่านไปหนึ่งวันแล้วถอยออกมาดู ... ก็รู้สึกดีใจที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพราะมันทำให้เราได้ค้นพบพื้นที่ที่เป็น unconciously unskill 
เป็นเรื่องที่เราเคยคิดว่าตัวเองทำได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ... หากไม่เจอกับสถานการณ์ที่ล้มเหลว เราจะไม่เห็นความสำคัญของการฝึกฝน

นึกถึงเรื่อง กฎของเมล็ดพันธ์ ... อ่าน (ครั้งนี้) แล้วรู้สึกดี (กว่าทุกครั้ง) ก็เลยขออนุญาตเอามาแปะไว้ตรงนี้ค่ะ 

กฎของเมล็ดพันธุ์...Apple Tree

มองดูต้นแอ๊ปเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี มันอาจจะมีผลแอ๊ปเปิ้ลอยู่ 500 ผล
แต่ละผลมีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงมีเมล็ดพันธุ์อยู่จำนวนมากมาย
เราอาจจะถามว่า "ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊ปเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น? "
ธรรมชาติมักบ่งบอกอะไรเราบางอย่าง...

มันกำลังบอกเราว่า "มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก....ไม่ได้เจริญงอกงาม"
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่า 1 ครั้ง นี่อาจจะหมายถึง...
...คุณต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้ง เพื่อจะให้ได้งาน...สักงานหนึ่ง
...คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คนถึง 40 คน เพื่อจะได้ลูกจ้าง...ดีๆสักคน
...คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คน เพื่อที่จะได้ขายบ้าน 1 หลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น , กรมธรรม์ประกัน หรือแม้แต่ "ไอเดีย "
...และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยๆ เพื่อที่จะเจอ...เพื่อนดีๆสักคน

เมื่อเราเข้าใจกฏของเมล็ดพันธุ์ เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ
กฏของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้องเข้าใจและลองค่อยๆปฏิบัติดู
สั้นๆง่ายๆก็คือ...ผู้คนที่ประสบความสำเร็จ...ก็ล้มเหลวได้บ่อย
แต่พวกเขาก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า (ถึงจะประสบความสำเร็จ)

เวลาอะไรๆไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ..
    1. ตัดสินว่าโลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
    2. ตั้งกฏเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง
และเมื่ออะไรๆไม่เป็นไปตามกฏของคุณ...ก็โกรธซะ!!!
นั่นแหละ..คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเขาทำกัน
........................
..............
......
เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า...
     เพื่อนควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง...
     ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ...
     เครื่องบินน่าจะลงตรงเวลา...
     ทุกๆคนควรจะซื่อสัตย์...
     สามีหรือแฟนควรจะจำวันเกิดคุณได้...
ความคิดพวกนี้..ฟังดูเหมือนมี "เหตุผล"
แต่บ่อยครั้ง...สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และมันก็จบลงที่...คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้  "ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน "
สำหรับสิ่งต่างๆที่เกินคาด ก็บอกกับตัวเองว่า...
"เราอยากจะให้เป็นข้อ A มากกว่า แต่เป็นข้อ B ก็...โอเค ได้เหมือนกัน "
มันเป็นแค่เกมส์ของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์มันจะทำให้จิตใจคุณสงบสุขขึ้น
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา...มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตกก็..โอเค
ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่...
   ...เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ....
   ...หรือ...เปลี่ยนแปลงความคิดเราเอง...
เปลี่ยนความคิดเราเอง " ง่ายกว่านะ "
.........................
..............
....
ง่ายๆสั้นๆก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ...   
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
chawannud
คนสวน
****
online online

กระทู้: 463


อีเมล์
« ตอบ #956 เมื่อ: มกราคม 20, 2010, 08:32:35 AM »

ขอความช่วยเหลือจากพี่อู๊ด พี่ดา จิ๋ม และคนอื่นๆที่ไปเข้า วอยซ์ 1a ช่วยเข้ามาเขียนเล่าให้ฟังหน่อยนะคะว่าแต่ละวันเขาทำอะไรกันบ้าง คือว่า อยากเรียนด้วย...
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #957 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 02:25:28 PM »

มองดูดอกไม้และใบไม้ร่วงหล่น
เหลือให้เห็นเพียงลำต้นและกิ่งก้าน
ไร้ร่มเงาบังแดดร้อนที่นอกชาน
คงอีกนาน ... กว่าจะได้ออกไปนั่งเล่น ดังเช่นเคย


เวลาที่มีอะไรหลุดลอยไป โดยเฉพาะสิ่งที่เราเชื่อหรือยึดถือไว้ว่าเป็นของเราตลอดไป เราจะรู้สึกสูญเสีย
เรามักไม่ใช้คำว่าสูญเสียกับสิ่งที่เราเต็มใจสละให้ การให้อย่างตัดใจก็ยังก่อให้เกิดความรู้สึกสูญเสีย
คำว่าสูญเสีย จึงมีนัยยะของการถูกกระทำ จากใครหรืออะไรก็ตามที่มาแย่งชิงหรือพรากสิ่งที่เรารักไป
เรากล่าวโทษแม้กระทั่งความตาย ว่าโหดร้าย ไม่เป็นธรรม เร็วเกินไป ยังไม่ถึงเวลา
เมื่อสูญเสีย เรารู้สึกเจ็บปวด ยิ่งถ้าไม่สามารถสละความเป็นเจ้าของได้ ก็ยิ่งเจ็บปวด
จนกว่าจะตระหนักรู้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้กระทั่ง “ตัวตน” ที่เราคิดว่าเราเป็น
เมื่อนั้นแหละ ... เราจึงจะยอมรับและยิ้มให้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติได้ ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง

คงยังต้องฝึกอีกนาน ... ก็แค่ใบไม้ร่วง ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นทุกข์เพราะเสียดายร่มเงาไม้ที่หายไป เฮ้อ!
ธรรมชาติ สอนเราเสมอ หากเราหมั่นสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วย้อนกลับมาดูกายและใจ

ไม่ได้เขียนผิดกระทู้นะคะ เข้าคอร์สวอยซ์ไดอะล้อคกับครูเจมี่แล้วทำให้มองเห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เราเรียนกันล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ แต่เรามองไม่เห็น
สิ่งที่ครูเจมี่สอนคือ ให้เราสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ทั้งในเวลาตื่นและเวลาหลับ (จดจำและใส่ใจรายละเอียดของความฝัน)
และเฝ้าดูอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจของเราอย่างรู้เนื้อรู้ตัว ... เธอบอกให้เรา "รู้สึก แต่ ไม่ต้องเป็น" (Feel it, don't become it)
เธอแนะนำให้เราเพียงอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอย่างรู้ตัวและเตือนตัวเองให้คอยระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในเวอร์คชอบ ... Practice in everyday life.
แต่ก็ไม่ต้องรู้สึกแย่ถ้ายังทำไม่ได้หรือเผลอลืมไป ไม่ต้องโอดครวญว่า "ฉันเคย get แล้ว ฉันเปลี่ยนได้แล้ว แต่ทำไมยังกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก

เธอบอกว่า การฝึกบ่อยๆ จะช่วยให้เราระลึกถึงประสบการณ์ที่ได้สัมผัสและเรียนรู้ (fantastic insight) ขณะอยู่ในเวอร์คชอบ ได้เร็วขึ้น บ่อยขึ้น
และเมื่อเวลาผ่านไป (ถ้าเราไม่เลิกฝึก) สิ่งที่เราเรียนรู้จะค่อยๆ หมุนวน ลึกลง ลึกลง รวมทั้งแผ่กว้างออกไปด้วย ... แนวคิดนี้ น่าจะใช้ได้กับการเรียนรู้ในหลายๆ เรื่อง     
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #958 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 12:10:04 PM »

วันนี้เป็นเวลาครบเดือนที่เจมี่ได้แวะมาเมืองไทย นอกจากจะใช้เวลาส่วนตัวพักผ่อนหย่อนใจและเพลิดเพลินกับบ้านเรา โดยเฉพาะเชียงใหม่เมืองที่เธอรัก และมีเพื่อนที่ผูกพันกัน เธอได้ให้เวลาอย่างสลักสำคัญกับการแนะนำและก่อเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับวอยซ์ไดอะล้อคอย่างละเอียดอ่อนและหนักแน่นจริงจัง วันนี้เป็นวันที่เธอจะเดินทางกลับสหรัฐในค่ำวันนี้ ผมอยากจะทะยอยย่อยเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ได้จากที่ติดส้อยห้อยตามเธอในคอร์สของเธอบ้าง เป็นเพียงบางประการ

สุดสัปดาห์แรกที่เธอมาถึง ผมจัดให้เธอได้พบกับทีมผู้บริหารของผมสี่ห้าคน อันที่จริงผมน่าจะเชิญทีมผมเข้าร่วมมากกว่านี้ แต่ผมอาจจะต้องแปล เนื่องจากทั้งห้าท่านช่วยตัวเองในภาษาอังกฤษได้ดี ผมจึงไม่ต้องแปล และมีเวลาเป็นนักเรียนเต็มตัว เนื่องจากทั้งห้าคนเป็นผู้คนที่เคยพบปะกับเจมี่มาแล้วเมื่อสองปีก่อน ต่างก็มีความรู้พื้นฐานพอสมควร เจมี่ใช้เวลาส่วนหนึ่งกับการเชื่อมโยง VDW หรือการสนทนากับตัวตนในตัวเรา กับการสนทนากับองค์กร โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายเอาชนะการแข่งขันชัดเจน กับคนทำงานที่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพ จะดูแลตัวตนที่อ่อนไหวของตนอย่างไร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและทะนุถนอมตัวตนอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่เสมอกัน

การเรียนรู้ของทั้งห้ากับเจมี่ผ่านการบรรยายเพียงเล็กน้อย และใช้เวลาที่มีร่วมสองวันกับการสัมภาษณ์ตัวตน (Voice Dialogue Facilitation) ส่วนตัวผมเองดีใจที่ทุกคนได้ถูกสัมภาษณ์และได้สัมผัสถึง ภาวะของเจ้าตัวเรา (Ego-I)ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยตัวตนหลัก( Primary Self)ต่าง ๆ และเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างของความรู้สึกทางกายของตัวตนถูกละลืม(สำนวนณัฐฬส ใช้กันชั่วคราวต่อไปสำหรับชื่อเต็มที่ว่า ตัวตนที่ถูกละทิ้งละเลยหลงลืมจนต้องฟื้นฟูกันใหม่ หรือ  Disowned Self) หลายคนพบว่า เบื้องหลังคุณดัน (Pusher) และผู้ชำนาญการสมบูรณ์แบบ(Perfectionist)นั้น ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ทางสำหรับนักเอาอกเอาใจผู้คนหรือ Pleaser นั้น ที่จริงแล้วการสังฆกรรมของตัวตนทั้ง 3P นี้แทบแยกกันไม่ออกเลยก็ว่าได้

ข้อสังเกตนี้แม้นจะมิได้เกิดเบ็ดเสร็จในวันนั้นที่ได้สัมภาษณ์กัน แต่ต่างคนต่างก็เริ่มตระหนักว่า ที่ต่างคนต่างผลักดันทำงานอย่างเยี่ยมยอดในวิถีของตน เพื่อรับผิดชอบและเอื้ออาทรคนอื่น และลึก ๆ ให้คนอื่นได้มองเห็นเจ้าตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ธาตุไฟกับธาตุน้ำมิได้เป็นขั้วตรงกันข้ามกันเสมอ และหากจะร่วมตัวกันเป็นตัวหลักยิ่งแล้ว นั้นหมายถึงเราอาจจะละลืมอีกด้านหนึ่งของเราอย่างคาดไม่ถึง

เจมี่สัมภาษณ์ตัวตนของผมเป็นคนแรก ๆ และผมก็ได้พบกับตัวตนที่คุ้นเคยบางตัวที่ผ่านการสัมภาษณ์มาแล้วหลายครั้งไม่ว่าจะเป็น ตัวตนนักแสดง (Actor-Showman Self) ซึ่งจับมีอกับคุณวิสัยทัศน์ ผู้เป็นนักผจญภัย (Visionary - Adventurous Self) ซึ่่งไม่เคยละเลยที่จะมองหาและค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ให้กับชีวิตและไม่รีรอที่จะป่าวประกาศให้ผู้คนรอบข้างได้พบกับการค้นพบเหล่านั้น และขณะเดียวกัน ผมก็พึงรับฟังตัวตนของคุณประเมิน ผู้ไม่ประมาท(Evaluation-Protector Self)ที่คอยดูแลเจ้าหนูขี้อาย (Shy&Child Self)ในตัวผม

การสัมภาษณ์ตัวตนดังกล่าว เมื่อกล่าวด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำเช่นเบื้องต้น คงไม่ครอบคลุมประสบการณ์ตรงที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้สัมผัสโดยตรง ในความรู้สึกทางกาย และภาษากายตลอดจนการเคลื่อนไหวอากัปกิริยา และการสัมภาษณ์หรือ Voice Dialogue Facilitation VDF เป็นเครื่องมือสำคัญทีจะทำให้ การสนทนากับตัวตนนั้นหยั่งรากลึกลงไปในใจเรา โดยเฉพาะในใจด้านที่เราคาดไม่ถึง และไม่รู้ว่า เราไม่รู้เอาซะเลย เจมี่ใช้การสัมภาษณ์นี้ขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอีกสองสามอาทิตย์ข้างหน้า

สุดสัปดาห์แรกของเจมี่กับการเรียนรู้VDW สำหรับนักบริหารในองค์กรธุรกิจปิดฉากลงเงียบ ๆ ไม่ต้องมีอะไรตื่นตาตื่นใจ เพราะต่างก็รู้กันดีว่า ประสบการณ์ที่ได้รับเป็นแบบจำลองหรือแผนที่ที่เขาแต่ละคนจะนำกลับไปสังเกตตัวตนของตัวเองที่บ้าน ที่ทำงาน ในชีวิตประจำวันทั้งชีวิตองค์กรหรือชีวิตส่วนตัว

และเช้าวันรุ่งขึ้นผมก็เฝ้าดูผู้คนของผมทั้งสี่ห้าคน บางคนเริ่มพูดคุยกับทีมงานของตนในประเด็นที่ละเอียดอ่อน ด้วยความสุภาพอ่อนน้อมและหนักแน่น แม้นปัญหายังไม่หมดไป และไม่จำเป็นต้องสลายไปโดยสิ้นเชิง แต่ผมสังเกตเห็น แววตาที่ขี้เล่นกลับคืนมาในตัวตนของนักบริหารที่แสนจริงจัง

ส่วนตัวผมเอง การต้องประชุมทั้งรับฟังงานและสั่งการงานไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวตนขี้อายนั่งอยู่เป็นเพื่อนด้วยขณะที่เจ้าตัว CEO-I นั่งหัวโต๊ะอยู่ด้วยนี้้ เป็นสภาวะและกระบวนการที่น่าสนใจ แม้นจะดำรงอยู่เพียงชั่วขณะก็ตาม ก็ก่อเกิดมุมมองและคุณภาพของการรับรู่้และแสดงออกที่แตกต่างจากเดิมบ้าง และเพียงชั่วขณะก็เพียงพอ โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองนัก
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #959 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 06:29:34 AM »

ขอขยายความตรงนี้ต่อว่า อาการที่ เจ้าตัวCEO นั่งบริหารงาน พร้อมกับมี Shy&Child นั่งอยู่บนตักไปพร้อม ๆ กันนี่มีความหมายอย่างไร

เจ้าตัว CEO ที่ว่าอาศัย Power Self ของเราที่มีอำนาจและหน้าที่คอยสั่งการขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ในองค์กรและหน่วยงาน ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งเพื่อความอยู่รอด และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ในการทำงานดังกล่าว เจ้า CEO อาศัยควมคิดอ่าน ทั้งกลยุทธและวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลงาน เพื่อปกป้ององค์กรจากการคุกคามใดใด ทั้งภายนอกเช่นคู่แข่ง  หรือภายในจากความต้องการของกันและกัน อาการมุ่งมั่นอย่างรับผิดชอบอาศัย Responsible Self การคิดอ่านวางแผนอาศัย Rational Self และการกำกับควบคุมงานให้เป็นไปตามแผนก็อาศัยControler ที่คอยผลักดันและกดดัน ทั้งตัวเองและคนที่เกี่ยวข้องให้งานได้ออกมาตามที่วางไว้

เมื่อ  Responsible Rational Self และ Controller ร่วมทำงานด้วยกันให้กับ Power Self เป็นการร่วมมีอที่เหมาะสม สมเหตุสมผล ตามหน้าที่อย่างครบครัน ดังนั้น การตัดสินใจใดใดของทั้งสามท่าน สามตนนี้ เจ้าตัวเรา (Ego-I) หรือ CEO จะรู้สึกปลอดภัยมั่นใจ และมั่นคงที่จะเดินหน้าทำตามทั้งสามท่านอย่างยิ่งยวด

แต่ความมั่นอกมั่นใจดังกล่าว เมื่อปราศจากความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน และเปิดรับย่อมเป็นความมั่นใจที่แข็งขืน และเย็นชา ด้วยว่า ขณะที่ Power Self ทั้งสามทำงานร่วมกัน เขาจะขจัดหรือสกัดด้านที่ตรงกันข้าม ด้านที่เปราะบางอ่อนไหวของเราออกไป ด้วยว่า ด้านที่เปราะบางนั้น ( Vulnerable Self) เรียกร้องให้เราดูแลความรู้สึกที่อาจจะไม่สมเหตุสมผล ปราศจากความรับผิดชอบ และปล่อยเลยตามอกตามใจ เช่น เจ้าตัว Shy&Child เจ้าหนูน้อยผู้แสนขี้อาย ไม่อยากให้ใครเห็น ไม่มั่นใจที่จะปรากฎตัว ไม่ว่าจะในกาละเทศะใด อยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพังไม่อาศัยผ้อื่น และไม่ทำตามกฎเกณฑ์ใดใด ซึ่งบุคลิกของ Shy&Child แสนขี้อายนี้ไม่สมควรและยอมรับไม่ได้เลยสำหรับ Power Self ทั้งสามและยิ่งสำหรับ CEOผู้ทรงอำนาจ

แต่หากจินตนากรถึง CEO ผู้สามารถเต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น สร้างสรรค์ด้วยอำนาจที่ตนมี ใช้เหตุผลวางแผนและกลยุทธเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่ต้องการ ตามความรับผิดชอบโดยรู้จักทั้งรับผิดและรับชอบ ขณะเดียวกันก็เอื้อมถึงผู้คน อย่างอ่อนโยน เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึก และมีความผูกพันไปพร้อม ๆ กัน เจ้านายใหญ่ที่สามารถตระหนักและรับรู้ถึงด้านที่ตนขี้อายและหวาดเกรงสายตาของคนอื่น ย่อมสามารถที่จะละเอียดอ่อนพอที่จะรู้ว่า คำพูดหรืออากัปกิริยาใดใดของตนอาจจะทำให้คนร่วมงาน คนทำงานร่วมทีมอับอายขายหน้า

ในทางตรงกันข้าม หากเจ้านายที่ขาดการติดต่อกับเจ้าหนูน้อยขี้อายในตัวเอง ก็มักจะพูดจารุนแรง ก้าวล่วง ให้ใครต่อใครอับอายโดยไม่รู้ตัว หรือแม้นจะรู้ตัวก็ให้เหตุผล (ด้วย Rational Self) อีกว่า "ก็หวังดีนี่(โว้ย)" หรือไม่ก็เจ้านายหรือ CEO เช่นนี้ก็อาจจะบอกว่า  "สมควรโดน ก็มันชุ่ยห่วยแตกนี่หว่า" (โดยอาศัย Responsible Self) และเมื่อแสดงอาการเช่นนี้ออกไปก็คงได้รับแต่ความเงียบงันจากที่ประชุมหรือทีมงาน นาย CEO ผู้นี้ก็เริ่มรู้สึกว่า ถูกต่อต้านจนควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็ยิ่งหามาตรการมาควบคุม(ด้วย Controller Self)  และหากควบคุมไม่ได้ก็ยิ่งใช้อำนาจบาตรใหญ่ จนตัวตนทรงอำนาจตัวใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในสถานการณ์ที่เลวร้ายในสายตาของ CEO-Controller ก็คงไม่พ้น CEO-Authoritatrian หรือจอมเผด็จการในที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 09:57:55 PM โดย somphol » บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #960 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2010, 09:19:47 PM »

กิจกรรมการเรียนรู้กับเจมี่นั้นไม่มีกิจกรรมที่ตื่นเต้นหวือหวานัก ค่อนข้างไปเรื่อย ๆ ทั้งหนึงเอ และหนึ่งเอ ซึ่งถีอว่า ระดับหนึ่งนี้เป็นเพียงขั้นแนะนำให้รู้จักทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติของ Voice Dialogue เท่านั้น ในทุกเช้ามีการนั่งสมาธิสังเกตลมหายใจและร่างกาย ควบคู่ไปกับสังเกตเมื่อความคิดเข้ามาแล้วพาเราไปจากร่างกายคือลมหายใจเข้าออกที่เรากำลังใส่ใจ  นับเป็นการฝึกฝนการตระหนักรู้ระหว่าง breathing self และ thinking self ก็ว่าได้ ข้อนี้คำทั้งสองนี้ผมสรุปเอง

จากนั้นในวันหลัง ๆ ที่คุ้นเคยกันและเข้าใจเบื้องหลังของงานนี้พอสมควร จะเป็นช่วงทีเรียกว่า Dream Session ซึ่งสมาชิกที่สนใจและอาสาได้เล่า ความฝันของตนให้กลู่มทราบและเจมี่จะค่อย ๆ อ่าน องค์ประกอบ ตัวละคร ตลอดจนเรื่องราวในฝันออกมาเป็นเรื่องราวที่จิตใต้สำนึกของเรากำลังบอกอะไรให้จิตสำนึกของเราได้รับรู้ เช่น หากเราฝันถึงว่า เรากำลังขับรถ และขับอย่างรวดเร็ว รถหมายถึง พาหนะที่พาเราไปในที่ต่าง ๆ เหมือนกับชีวิตเราที่พาเราไปพบเรื่องราวต่าง ๆ ขณะที่เราขับรถด้วยความเร็ว เรากำลังเดินหน้าชีวิตของเราอย่างไม่ยั้งคิด จะด้วยความมั่นใจเพียงใดก็ตาม และหากรถในฝันของเราไม่มีเบรคด้วยแล้ว ก็เหมือนกับว่า เรากำลังปล่อยให้ตัวตนหลัก (Primary Self) ของเราขับเคลื่อนชีวิตของเราไปอย่างอัตโนมัติ และในบางฝันแม้นเราจะขับไปเจอเนินดิน ด้วยความมั่นใจของตัวตนหลัก เราก็จะพยายามขับข้ามเนินดินนั้นจนรถเสียหลักก็เป็นได้ว่า หากเราไม่ชะลอชีวิตเราให้ช้าลง โดยแตะเบรคซะบ้าง ชีวิตเราก็อาจจะเจออุบัติเหตุซึ่งอาจจะมิใช่ตามท้องถนนไปชนรถใคร แต่เราอาจจะพุ่งเข้าชนคนอื่นก็เป็นไปได้

หากเราฝันถึงว่า เราได้นำพาบุคคลต่าง ๆ ขึ้นรถเรา เราก็อาจจะต้องสืบค้นว่า บุคคลเหล่านั้น มีบุคลิกอย่างไรนิสัยใจคอ บุคลิกของคนเหล่านั้นอาจจะเป็นบุคลิกทางจิตที่เรากำลังร่ำร้องหาปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น และถ้าหากเราชวนบุคคลทั้งหลายขึ้นมาจนเต็มรถเรา รถเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทาง ความเร็วที่เราต้องการหรือไม่ และจริง ๆ แล้วเราต้องการบุคลิกที่ว่าจากผู้คนในฝันนั้นเพียงใด ก็เป็นประเด็นให้เราสืบค้นในฝันของเราต่อไป

ง่วงพอดี ขอไปหลับไปฝันก่อนล่ะ
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #961 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 06:21:31 AM »

หลังจากการแบ่งปันความฝันกันแล้ว เจมี่ก็จะเข้าการบรรยาย ทั้งเรื่องราวแนวคิดของ VDW ซึ่งฟังดูผิวเผินก็อาจจะคลับคล้ายคลับคลาว่า หาอ่านเอาก็ได้ ซึ่งผู้เข้าร่วมบางท่านก็สะท้อนเช่นนั้น แต่ขณะเดียวกัน เจมี่ก็แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับแนวคิดนั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งซึ่งตรึงใจผม วันนั้นน่าจะเป็นในคอร์สหนึ่งเอ เจมี่ผู้ถึงตัวตนที่มีชื่อว่า Killer นักฆ่า เธอหยิบเรื่องนี้ออกมาหลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่อง boundaries การรักษาเขตแดนหรืออธิปไตยของชีวิตเรา โดยปกติแล้วเราจะไม่รู้สึกว่า เรามีนักฆ่าอยู่ในใจเรา ยิ่งเราเป็นคนไทยผู้สุภาพ และเป็นศาสนิกชนที่ดีพอประมาณคนหนึ่ง เรื่องคิดจะฆ่า "ใคร" หรือ "อะไร"นั้นค่อนข้างจะไกลตัว ในระดับเป็นไปไม่ได้เอาเลย แต่ในชีวิตปกติของเรา ถ้าเราไม่รู้จักนักฆ่าของเราซะเลย และรังเกียจหรือมองข้ามไปด้วยว่า เราเป็น"คนดี" บางทีด้วยเหตุนั้น เราก็ดึงดูดนักฆ่าของคนอื่นเข้ามาหาเราโดยเราไม่รู้ตัว

เจมี่เล่าถึง วันหนึ่งในวัยสิบเจ็ดสิบแปดไม่เกิน เธอกำลังเดินไปหาเพื่อนที่ร้านอาหารแถวบ้าน วันหนึ่งเป็นวันที่หิมะตกหนัก เธอใส่เสื้อโคทตัวหนา เดินบนทางเท้ายำหิมะเหมือนหมีตัวใหญ่ ๆ ถึงอย่างนั้นก็ตาม ระหว่างทางจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งขับเข้ามาเทียบข้าง และขับตามเธอ......(มีต่อ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 06:30:54 AM โดย somphol » บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #962 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2010, 05:46:22 AM »

......ต่อ....คนขับเริ่มใช้คำพูดคำจำแทะโลมเธอ ขณะที่ขับรถชลอช้า ๆ ตามเธอ เธอตะโกนด่ากลับไป คนขับเร่งเครื่องรถขับหายไป เธอก็สบายใจนึกว่าที่ด่าไปได้ผล แต่จนเมื่อเธอเดินถึงอีกมุมถนนหนึ่ง เธอถูกกระแทกจนล้มลง เจ้าคนขับนั้นเอง มันกดทับเธอพร้อมกับเอาปืนจ่อหัวเธอ และพร้อมที่จะรังแกเธอ เธอเล่าให้ฟังว่า เธอไม่เพียงแต่ตกใจเท่านั้น แต่รวบรวมพลังเท่าที่มีทั้งทุบทั้งถอง ทั้งส่งเสียงร้อง แม้นจะเป็นข้างถนน แต่ก็เปลี่ยว เธอสู้แบบไร้สติ เหมือนสัตว์ที่ปกป้องตัวเอง ที่ตลกก็คือ คนที่ทำร้ายเธอตกใจ และมีสติบอกเธอว่า ปืนที่จ่อหัวเธออยู่นี่มีกระสุนน่ะ แต่เธอไม่ฟังเสียง แต่มีคนได้ยินเสียงเธอ เธอได้ยินเสียงคนสามสี่คนกำลังวิ่งเข้ามา คนที่กำลังทำร้ายเธอผละจากเธอไป ชายสามสี่คนที่วิ่งเข้ามากระโดดทับเธอ ด้วยนึกว่า เธอเป็นคนร้าย กว่าเธอจะรวบรวมสติบอกพวกเขาให้ไล่ตามคนร้ายตัวจริงไป สักครู่ตำรวจมา ตำรวจพาเธอกลับบ้าน แต่ระหว่างทาง มีวิทยุแจ้งว่า มีผู้หญิงอีกคนถูกทำร้ายในละแวกนั้น รถตำรวจคันที่เธอนั่งอยู่รุดไปช่วย แล้วพบว่า คนร้ายเป็นคนเดียวกับที่ทำร้ายเธอ ก่อนจะถูกจับ เขายิงตัวตาย
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #963 เมื่อ: มีนาคม 03, 2010, 07:14:45 PM »

เจมี่ทบทวนให้ฟังว่า ขณะที่เธอตะโกนด่าคนร้ายไปตอนที่เขาขับรถตามและพูดจาแทะโลมเธอนั้น เธอไม่มีน้ำยาหรือพลังของนัก(พร้อมที่จะ)ฆ่านัก แม้นจะพูดจาด่าเอะอะไปก็ช่างดูเหยะแหยะอ่อนแอ แลกลายเป็นเหยื่อสมันของเสือร้ายที่พร้อมฆ่ามากกว่า จวบจนเธอถูกทำร้ายภัยมาถึงตัว เธอจึงรวบรวมพลังนักฆ่า พร้อมที่จะสู้จนตัวตายไม่ให้คนร้ายมาข่มเหง เมื่อพลังนักฆ่าในตัวของเธอมีเสมอหรือเหนือกว่าคนร้าย มันจึงได้สติฉุกคิดว่า เหยื่อของมันไม่กลัวแม้นมันจะมีปืนจ่อหัวเหยื่อ มันจึงตะโกนบอกเธอว่า ปืนมีกระสุนน่ะ(โว้ย) ไม่กลัวหรือไง และเมื่อเธอสู้ไม่เลิกรา มันก็ผละเธอไป และเมื่อเธอมารู้ว่า คนร้ายฆ่าตัวตาย เธอถึงสั่นเทิ้มนึกได้ว่า ปืนที่จ่อหัวเธออยู่นั้นมีกระสุนจริง ๆ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าขณะที่เธอต่อสู้ดิ้นร้นแล้วปืนลั่นใส่สมองเธอ

บทเรียนเล็ก ๆ น้อยในเรื่องนี้เจมี่พาให้เราคิดถึงว่า บ่อยครั้งไหมที่เรารู้สึกว่า ตกเป็นเหยื่อของการกระทำของใครสักคน เหยื่อของสถานการณ์ และแม้นเราจะออกอาการอย่างไร เราก็ตกเป็นเหยื่ออยู่ดี  กับคนเดิม ๆ หรือคนประเภทเดิม ๆ หากเราเป็นคนไม่รู้จักปกป้องพืนที่ของตัวเราเอง(ด้วยกลัวว่าจะเป็นคนเห็นแก่ตัว คนงก คนเอาแต่ได้)เราก็มักจะเจอคนที่พร้อมจะรุกล้ำพื้นที่เรา ซึ่งเป็นคนเห็นแก่ตัว คนงก คนเอาแต่ได้มาทำให้เราหงุดหงิดรำคาญใจ ครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า บางครั้งตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็อาจจะเป็นทางออก บางทีอาการที่ไม่เคยคิดจะฆ่าใคร หรือไม่อยากทำให้ใครต่อใครเสียใจ ก็ทำให้เราต้องเป็นฝ่ายเสียใจอยู่เนือง ๆ เมื่อเราฆ่าคนอื่นไม่เป็น ไม่กล้าแม้แต่คิด เราก็กลายเป็นฝ่ายถูกประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเคยแชทเข้ามาถามผมว่า อยู่กับเพื่อนร่วมหอพัก เพื่อนเป็นคนพูดตรงมาก ๆ จนเจ้าตัวรู้สึกว่าถูกรุกรานจนหงุดหงิด เพราะเจ้าตัวเป็นคนขี้เกรงใจคน จะทำอย่างไรดี ผมเพิ่งได้ฟังเรื่อของเจมี่นี่มาก็เลยเล่าให้เขาฟัง แล้วบอกเขาว่า ทำให้ได้อย่างที่เขาทำกับเรา ไม่ต้องทั้งหมดก็ได้ สองวันให้หลังหลานคราวลูกคนนี้เขียนมาบอกว่า สบายใจแล้ว เดินเข้าไปคุยกับเพื่อนว่า ไม่ชอบอะไรในตัวเขาหรือ หรือเขาไม่ชอบบุคลิกอะไรในตัวหลาน ทั้งสองก็นั่งคุยกันได้สักพัก ก็สบายใจดี หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยหงุดหงิดกันเท่าไหร่ สำหรับคนขี้เกรงใจมักจะสาละวนกับความคิดที่คิดไปเองอยู่มากเกินไป คนตรงเขาไม่ค่อยคิดอะไร(อ้อมค้อมหรือหลายชั้น) หรือแทบจะไม่คิดอะไร พูดออกไปแล้วก็แล้วกัน หากเราเป็นนักเกรงใจ ก็ต้องหัดออกหมัดตรงซะบ้าง ส่วนคนที่ตรงนักหัดอ้อมค้อมหรืออ่อนโยนเข้ามาผสมอาการขวานผ่าซาก ก็อาจจะทำให้ดูน่ารักขึ้นบ้างในสายตาของคนขี้เกรงใจ แต่พรรคพวกที่ชอบตรง ๆ ก็คงรำคาญบ้าง ขึ้นกับว่า เราเองรู้ตามทันไหมว่า เลีอกอะไรแล้วได้ผลอะไรตามมา
บันทึกการเข้า
three
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 386



อีเมล์
« ตอบ #964 เมื่อ: มีนาคม 04, 2010, 07:48:18 AM »

ห่างหายการแจมในกระทู้นี้ไปนานโข...แต่ก็ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่องครับ
เรื่องเล่าของเจมี่...ดีมาก  และเรื่องเล่าของวับรุ่น..รุ่นหลาน แม้ว่าบิรบทจะแตกต่างมากมาย
แต่เรื่องเล่าทั้งสองเรื่องกลับมาเชื่อมโยงชีวิตจริงของผมอย่างมหัศจรรย์ในหลายมิติครับ
ขณะที่อ่านก็รู้สึกว่า สมพลกำลังจะบอกกล่าวอะไรกับผมเรื่องการเก็บไพ่กระทิงมั้ง?
ที่ผ่านมาผมคิดว่าตนเองสามารถเก็บไพ่กระทิงชุดใหญ๋ เรื่องความกล้าเผชิญ...น่าจะไม่มีความกลัวเหลืออยู่
เมื่อเร็วนี้ใหญ่ก็เคยโยนตัวกวนให้ผมว่า"มนตรีต้องกล้ากระโดดลงสู่หุบเหวที่ลึกมากๆ ของชีวิต และการเรียนรู้"
ขอบคุณสมพลครับ ทุกครั้งที่พบปะเจอกัน หรือได้อ่านงานเขียนของในวงน้ำชา...ทำให้ผมมาทบทวนเรื่องเก็บไพ่ทุกครั้งครับ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #965 เมื่อ: มีนาคม 04, 2010, 11:30:23 AM »

ในช่วงหนึ่งของเวอร์คชอบ ครูเจมี่บอกว่ามีเรื่องอยากจะแนะนำ แต่ก็รู้ว่าบอกไปแล้วเดี๋ยวพวกเราก็จะลืม
เธอบอกว่า “ถ้าฉันเป็นครูสอนเปียโน ฉันก็จะบอกให้คุณฝึกซ้อมทุกวัน
เมื่อถึงวันที่คุณต้องออกแสดงเป็นเพลงจริง มันจะสนุก ขอให้ช่วยเตือนกันและกัน และหาเวลาฝึกร่วมกัน”
   

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นวันที่ผู้เข้าเวิร์คชอบนัดหมายมาเจอกัน
นับเป็นโอกาสดีที่จะได้เฝ้าสังเกตและฝึกฝนกับกลุ่มคนคุ้นเคยที่ได้ร่วมเรียนด้วยกันมา
ขณะก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ดาบอกตัวเองว่า ในชีวิตปรกติประจำวันนั้น เราอาจจะลืม (ตัว) ไปบ้างตามความเคยชิน
แต่วันนี้จะฝึก (รู้เนื้อรู้ตัว) ตั้งแต่วินาทีนี้เลย 

ตอนที่ไปถึง มีคนนั่งคุยกันอยู่ก่อนแล้วสามคน เราเดินเข้าไปสมทบพร้อมกับน้องอีกคน
ด้วยความที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ดาจึงขออนุญาตกินขนมที่หยิบติดกระเป๋ามาจากบ้าน
“ทานได้ แต่ต้องแบ่งคนอื่นด้วย” ผู้อาวุโสสูงสุดในวงพูดยิ้มๆ       

“ที่นี่เข้มงวดเรื่องการใช้สถานที่ คราวที่แล้วเราทำห้องเขาเลอะจนโดนว่า” น้องที่เป็นคนประสานงานพูดขึ้นมาเฉยๆ
ตอนแรกเราก็ยังไม่เก็ต ก้มหน้าก้มตาแกะห่อชีสสติ๊ก (ที่อร่อยที่สุดในโลก) ต่อ 
น้องเลยบอกตรงๆ ว่า “อย่ากินในห้องเลยพี่ เดี๋ยวมีปัญหา คราวหลังเราจะมาขอใช้ที่นี่ไม่ได้”
มือที่กำลังสาละวนกับถุงขนมหยุดชะงัก เก็บเข้ากระเป๋าทันที ล้มเลิกความตั้งใจเดิม
 
ในขณะนั้นดามองเห็นตัวเองสองด้านคือ
ด้านที่เป็นเด็กดี ยินดีตอบสนองต่อกฎระเบียบ หรือคำขอร้องของใครๆ   
กับอีกด้านที่กำลังจ๋อย คือ น้องผู้หิวโหย กำลังอยากกินขนมแสนอร่อย
นอกจากนี้ ยังมีอีกด้านคือ อาการสนใจใคร่รู้ อยากนั่งอยู่ในวงสนทนากับเพื่อนๆ 
     
หากปล่อยให้เด็กดีจับมือกับตัวตนที่กำลังสนใจใคร่รู้ เช้าวันนั้นคงต้องอด
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่งดประจำในวันที่ยุ่งๆ
(เป็นเหตุผลของใครอีกสักคนที่กำลังนั่งพิมพ์อยู่ในขณะนี้)

แต่เช้าวันนั้น พอเห็นทั้งสามด้าน ดาก็ชั่งน้ำหนัก ตัดสินใจลองทำในสิ่งที่ปรกติคงไม่ทำ
คือการลุกออกจากวง ถือขนมและกาแฟออกไปยืนกินคนเดียวนอกห้อง
รู้สึกแปลกๆ ขัดๆ เขินๆ เล็กน้อย แต่การออกมายืนที่ระเบียง มองดูต้นไม้ ใบไม้ที่กำลังร่วงลงสนามหญ้า
ไปพร้อมๆ กับการจิบกาแฟร้อนหอมกรุ่น คู่กับชี๊สสติ๊กของโปรด ก็เป็นอะไรที่เพลิดเพลินดี

อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็วางขนมที่ยังเหลืออยู่กว่าครึ่งถุงไว้ที่โต๊ะสำหรับวางของเบรคหน้าห้อง
หยุดพิจารณาสักครู่ ก็นึกขึ้นได้ว่าขนมชนิดนี้ ไม่น่าจะทำให้ห้องเลอะเทอะ
เลยหยิบติดมือสองชิ้น ถือเข้าไปกินในห้อง (ทั้งๆ ที่อิ่มแล้ว) ด้วยความรู้สึกอยากทำอะไรตามใจตัวเองอีกด้าน
แอบรู้สึกดีอยู่ในใจเงียบๆ คนเดียว ที่ได้ทำตัวฝืนกฎ ... แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต  ยิ้มกว้างๆ

ทั้งหมดที่เขียนเล่ามา อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้าหากใครอ่านแล้วรู้สึกว่าไร้สาระก็ไม่ว่ากันค่ะ
(เพราะด้านหนึ่งของดาก็กำลังรู้สึกอย่างนั้น จนคิดว่า น่าจะเขียนอะไรที่มีสาระต่ออีกสักนิด) 

เพื่อที่จะเป็นเพื่อนที่ดี น้องที่ดี พี่ที่ดี เป็นคนดีในสังคม 
เรามักเกรงใจและยอมทำตามคำขอร้อง กฎ กติกา มารยาท โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล
ซึ่งก็เป็นการปลอดภัยดี กับการที่ได้ทำตัวกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมหรือเสียงส่วนใหญ่
สร้างความสบายใจให้ผู้คน และไม่เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็น “คนเรื่องมาก” หรือ “แหกคอก” 
แต่หากทำตามนั้นแล้วต้องเบียดเบียนตัวเอง (อันนี้ถ้าไม่สังเกต อาจไม่รู้ตัว) เราก็ควรกลับมาทบทวน
บางทีเราก็เคยชินกับทำอะไรตามๆ กันไป โดยไม่ทันได้คิด กลไกการตัดสินใจแบบอัตโนมัติเกิดขึ้นเร็วมาก
จนบ่อยครั้งที่เราทำตามโดยไม่ทันนึกถึงเหตุและผล หรือที่มาของกติกาบางเรื่องที่ถูกกำหนดขึ้นมา
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #966 เมื่อ: มีนาคม 05, 2010, 07:34:11 AM »

มนตรีครับ แม้นจะได้เจอกันน้อยครั้ง และแต่ละครั้งก็ใช้เวลาสั้น ๆ เราก็คุยกันอย่างจริงจัง เข้มข้นและขบขันเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมขอกระเซ้าเหย้าแหยไว้ว่า จะเก็บไพ่อะไรขึ้นมาก็ตาม ก็อย่าทิ้งไพ่ในมีอของเราไป  หากจะเก็บไพ่กระทิง ก็เก็บไพ่หนูไว้ด้วย รวมทั้งไพ่หมี อินทรีที่มนตรีก็มีอยู่เช่นกัน แม้นอินทรีของมนตรีจะหน้าตา สีขนและจงอยปากจะแตกแต่างจากอินทรีอื่น ๆ ก็ตาม

ผมพบว่า ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเอาไพ่ในมือที่เราถือมาชั่วชีวิต ไพ่ทีพาเรามามีชีวิตในวันนี้ ไปแลกกับไพ่ที่เราทิ้งไป แต่บ่อยครั้งก็เกิดขึ้น เมื่อเราถูกเรียกร้องให้พัฒนาตัวเอง ให้เป็นคนใหม่ ให้เลิกเป็นคนเดิม ๆ จนเราเริ่มรังเกียจไพ่่ในมือเรา หรืออีกนัยหนึ่่ง เริ่มเหม็นเขียวตัวตนหลักของเรานั่นเอง เราก็กำลังเข้าสู่วงจรของการละเลย ละทิ้ง และหลงลืมตัวตนบางด้านของเราอีก ทั้งที่ตัวตนนั้นเป็นคุณแก่เรามหาศาล ผมอาจจะเชื่อลึก ๆ ตามประสาคนขี้เกียจว่า ชีวิตเราที่มีมา ตัวตนหลักของเราที่เป็นมีก็อยู่ดีกินดีพอสมควร หากจะเพิ่มเติมบางตัวตนบางด้าน เหมือนปรุงอาหารให้อร่อยก็น่าจะพอ ไม่จำต้องจงใจเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เกินวาระแห่งตน ด้วยว่า เมื่อเราเฝ้าดูและปรุงชิมตัวตนของเราอยู่เสมอ ๆ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในใจเราจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะความอาจหาญชาญฉลาดของเรา หรือตัวตนใดตนหนึ่งของเราเอง  แต่นี่เป็นเพียงความเห็นของตัวตนคนขี้เกี่ยจน่ะ
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #967 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 07:22:50 AM »

เขียนเรื่องทิศทั้งสี่ให้มนตรีแล้วหวนมาคิดได้ว่า แม้นทิศทั้งสี่จะบอกบุคลิกของเราบางประการ ตามธาตุทั้งสี่ที่เรามีมากบ้างน้อยบ้างในตัวเราเอง ธาตุที่มาแต่กำเนิด บุคลิกที่เรียนรู้ปรับตัวเอาตัวรอดปลอดภัยบ้างปอดแหกบ้างมาจนมีชีวิตในวันนี้ และดูเหมือนที่เราพูดคุยกัน เรียนรู้กันโดยเฉพาะในวงนี้ เราต่างก็พอเห็น ว่า กระทิงธาตุไฟนั้นมีลักษณะเป็นตัวตนด้านในที่อาจให้ชื่อได้ว่า คุณดัน (Pusher) หรือที่ผมอยากจะยกย่องไว้ซะเลยว่า คุณขยัน ซึ่งเราก็มักจะเห็นคล้อยตามกันอยู่แล้วว่า กระทิงนั้นนิสัยใจคอก็ตรงกันข้ามกับทิศของหนู ธาตุน้ำ ด้วยอาการที่หนูธาตุน้ำไหลเซาะเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับผู้คนจนเรามองเห็นว่า ตัวตนด้านในของหนูนั้นน่าจะเป็น คุณเกรงใจ คุณสุภาพ(ผู้ไม่กล้าอาละวาดกับผู้คน แต่อาละวาดกับตัวเอง) หรือ Pleaser เขียนมาถึงตรงนี้ มีเพื่อนรักรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อ เพียงใจ ไม่ได้เจอเธอมาร่วมสิบจะยี่สิบปีแล้ว ชื่อเต็มของเธอคือ ขอ(เธอ)เพียงมีใจให้(ฉัน)(เท่านั้นก็พอ) ชื่อนี้ก็เหมาะกับ Pleaser ดี แต่ถ้าจะให้ตรง ๆ ล่ะก็ นักเอาใจ(ชาวบ้าน) ล่ะก็ใช่อีกเหมือนกัน

ส่วนทิศของหมีธาตุดิน(ใช่ไหม)เป็นคุณระเบียบ(Ruler)ผสมผสานกับนักกำกับควบคุม(Controller)ให้ชีวิตและโลกเป็นไปตามที่ตัวเองคาดหมายอย่างสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ก็มักจะเห็นว่าเป็นขั้วตรงกันข้ามกับทิศของอินทรีผู้เหาะเหินอยู่ด้วยธาตุลม เป็นคนช่างฝัน (Dreamer)ผู้มีวิสัยทัศน์(Visionary Self) เป็น Thinker หรือ Intellectual Self ผู้ทรงชาญปัญญา หากหมีจะเป็นคนติดดิน (Down to Earth) อินทรีคงจะเป็นนักผจญภัยที่เห็นว่า เหนือแผ่นดินยังมีท้องฟ้า และเหนือฟ้าก็ยังมีจักรวาล เหนือจักรวาลมีอะไรอีกไหม

กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไรใหม่เป็นเรืองที่คนในวงนี้ก็คงคิดไตร่ตรองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ข้อสังเกตที่ผมให้กับตัวเองคือ เราไม่จำต้องกำหนดทิศและตัวตนให้เป็นคู่ ๆ กันเช่นนั้นเสมอไปว่า   กระทิง Pusher หนู Pleaser หมี Controller อินทรี Whatever และให้ตัวตนเป็นไปตามธาตุ เพราะผมเชื่อว่า เราสามารถตั้งคำถามว่า ใครหนอกำลังเป็นกระทิง ตัวตนไหนกำลังเป็นหมี เสียงของใครที่กำลังเป็นหนู หรืออินทรี เช่นอินทรีกำลังโบยบินออกหาพรมแดนใหม่ของการผจญภัยหรือเรียนรู้สรรพศาสตร์ แม้เหมือนบินอยู่ตามลำพังแต่ก็พอจะรู้ว่า บินสูงใคร ๆ ก็เห็น การบินสูงกว่าใครให้ใครเห็นก็อาจจะเป็นการเอาใจใคร ๆ ที่ยืนอยู่เบื้องล่างได้เหมือนกัน ในแง่นี้ อินทรีเป็น Pleaser ซึ่งก็เป็นอาการหนึ่งที่เรามักได้ยินคำว่า หนู อินทรี แต่คู่นี้ยังเป็นคู่ทะแยงเฉียง ๆ เป็นตะวันออกเฉียงใต้ทำนองนั้น

และหากเป็นคู่ตรงกันข้ามเลยล่ะ หนู กระทิง ซึ่งดูเหมือนอยู่กันคนละขั้วคนละทิศ เป็นไปได้ไหมว่า เบื้องหลังความขยันมุ่งมั่นของกระทิงทั้งหลาย คือ Pleaser ที่หวังจะเอาใจใครสักคน หรือหลาย ๆ คน ทั้งคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ให้เห็นเป็นตัวตน หรือคนที่จากไปแล้วเช่น บรรพบุรุษ แต่เสียงของท่านยังขับเคลื่อนชีวิตของลูกหลานอยู่ หรือแม้นแต่จะเอาใจผู้คนที่กำลังจะเกิดมาในยุคสมัยถัด ๆ ไป ในแง่นี้ ตัวเป็นกระทิงแต่หัวใจเป็นหนู คุณขยันและผลักดันตัวเองและคนอื่น เพื่อเอาใจให้ใครใครเป็นสุข และพึงรู้ด้วยว่า คุณเป็นคนทำให้เขาเป็นสุข อนุเสาวรีย์หรือที่ระลึกอันเป็นอมตะจึงเป็นเรื่องหอมหวานเสมอจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อ Pusher จับมือกับ Pleaser ในทำนองนี้ คนเราถึงสามารถขยันได้อย่างที่เจ้าตัวก็อาจคาดไม่ถึง หรือสนุกกับการประสมประสานงานอย่างที่คิดว่าเป็นการหย่อนใจ .....(มีต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2010, 07:30:58 AM โดย somphol » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #968 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 07:44:06 AM »

ขอบคุณวรรคทองของวันนี้ ที่ทำให้เรา ขำกลิ้งไปเลย

อินทรีคงจะเป็นนักผจญภัยที่เห็นว่า เหนือแผ่นดินยังมีท้องฟ้า และเหนือฟ้าก็ยังมีจักรวาล เหนือจักรวาลมีอะไรอีกไหม

ชัดแจ๋วแหวว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2010, 04:04:40 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #969 เมื่อ: มีนาคม 13, 2010, 06:01:49 AM »


๏ เพื่ออะไรทำไมและอย่างไร
ยิ่งตอบไปยิ่งหลงเข้าพงหนาม
หนึ่งคำถามที่ต้องตอบให้ชอบความ
หนึ่งคำถามคือคำถาม...ทำเพื่อใคร

๏ อย่าตอบว่าทำเพื่ออุดมการ
ความสามานย์จะอุดมได้ไฉน
หรือทำเพื่อประชาธิปไตย
ความหยาบช้าสาไถยใช่คัลลอง

๏ อุดมการและประชาธิปไตย
จะต้องถามว่าเพื่อใครใครเกี่ยวข้อง
ประโยชน์ที่ถูกธรรมถูกทำนอง
ประโยชน์ของประชาชนเป็นต้นธาร

๏ ทำเพื่อตนพวกตนเพื่อนายตน
ยิ่งไม่ใช่เหตุผลอันพึงขาน
ยิ่งเคลื่อนไหวยิ่งสำแดงแห่งสันดาน
ยิ่งเถื่อนถ่อยอันธพาลประจานตน

๏ การเคลื่อนไหวที่ชอบต้องตอบโจทย์
มีประโยชน์มีขอบเขตมีเหตุผล
ยิ่งถามซ้ำยิ่งตอบยิ่งชอบกล
ศึกขุ่นข้นยืดเยื้อนี้...เพื่อใคร !.

...................................
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ.๑๑/๓/๕๓
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #970 เมื่อ: มีนาคม 17, 2010, 08:33:15 AM »

"เพื่อใคร" และ "โดยใคร" เป็นคำถามที่พึงสืบค้นควบคู่กันไป คำตอบพื้น ๆ ที่ว่า "ทำเพื่อคนอื่น" แม้นฟังระรื่นหู และดูก็เป็นเช่นนั้น ก็น่าน้อมรับ แต่ "เพื่อคนอื่น" โดย "ใคร" ที่เรารู้จักและตระหนักชัดย่อมแตกต่าง "ใคร"สักคนที่เราไม่รู้และ"ผลักดัน"เราให้ทำให้เพื่อใคร ๆ

ในทางกลับกัน หากเราไม่เคยได้เสียงของคนรอบข้างเราเลย เราได้ยินแต่เสียงของ "ฉัน" และหลากหลาย"ฉัน" เราจะดำรงอยู่เพื่อใครได้บ้างไหม
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #971 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 06:26:10 AM »

เมื่อคืนไปนั่งฟังอาจารย์ท่านหนึ่่งพูดคูยหลาย ๆ เรื่อง แต่เรื่องหนึ่่งที่ดึงเข้ามาตรงใจ เพราะคลับคล้ายได้ยินมายาวนานแล้วก็คือ เมื่อเผชิญศัตรู เราทำได้เพียงแค่รักเขา และยกให้เขาเป็นครูเรา บ่ายเมื่อวานก็ได้ยินเพื่อนรุ่นน้องหงุดหงิดกับคนร่วมงานที่ช่างหวาดวิตกกับสายตาของคนอื่น ๆ เย็นวันเดียวกัน ผมเองก็็รู้สึกจิตตกกับหลานอีกคนที่เขาไม่สนใจเราเท่าที่เราสนใจเขา และต่อเนื่องมาหลายวันผมและคนรอบข้างก็ออกอาการเคืองบ้างรำคาญบ้างกับกลุ่มคนที่ศรัทธาผู้นำของเขาจนไม่ได้นึกเลยว่า พาตัวเองและประเทศชาติให้อยู่ในภาวะอันตรายอย่างใด

อาการต่าง ๆ ของตัวผมเองหรือคนที่ผมพบพานในแต่ละวันบอกเราเสมอ ๆ ว่า ศัตรู หรือฝ่ายตรงกันข้าม หรือคนกวนใจเราเหล่านี้ คอยสะกิดให้เรารู้ตัวเอง จะโดยรู้ตามหรือรู้ทันก็ตามว่า ตัวเรายังมีปม มีบางด้านที่รอให้เจ้าตัวเราเข้าไปดูแล จะเรียกเป็นแผลก็ได้ เป็นภาวะหรือตัวตนที่ถูกละลืมก็ได้ แต่บางด้านนั้น หายไปจากความรู้สึกนึกคิด จนต้องรอใครสักคนมาสะกิด

ผมเองหันมามองคนสองสามคนที่ผ่านมาในชีวิตเมื่อวานนี้ เขาหรือเธออาจจะทำให้ผมหงุดหงิดกับความเป็นตัวของตัวเองของทั้งสองนัก ซึ่งถ้าหากพิจารณาตรงไปตรงมาผมก็อาจจะเห็นตัวเองที่ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองนัก ผมจึงไปหงุดหงิดความอิสระของเขา แต่เมื่อมองต่อไปผมก็พบว่า เวลาผมเป็นตัวของตัวเองนั้น ก็ดื้อด้านไม่แพ้ใคร และไม่ยี่หระโดยไม่สนใจว่าใครจะไปจะมาหาสู่เลยด้วยซ้ำไป ไม่ค่อยเรียกร้องให้ใครมาหา หรือชะเง้อคอยผู้คนให้มาพบจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม 

เมื่อสังเกตเช่นนี้แล้วก็สงสัยต่อไปว่า แล้วทำไมกับบางคนเรายังหงุดหงิดนัก เมื่อเราไม่สามารถเชื่อมโยงกับเขาได้ ก็พบว่า เราคงเทิดทูนเขาเกินไป เขาเป็นต้นแบบทีเราปรารถนา จนเราอยากจะใกล้ชิดสนิทใจ จนไขว่คว้า แต่เขาไม่สน เราก็อกหัก ในเวลาที่ทบทวนเช่นนี้ และแม้นในเวลาที่ความหงุดหงิดอยู่ตรงหน้า ประสบการณ์จากการถูกสัมภาษณ์ตัวตน (voice dialogue facilitation)ก็ช่วยได้ตรงนี้ เมื่อระลึกถึงตัวตนหรือพลังงานที่รู้จักมีระยะห่างจากผู้คน เดิมผมให้สัญญลักษณ์เป็นแสงสว่างที่ส่องประกายจากเบืองหลังดึงผมให้ออกจากระยะห่างที่พัวพันกับผู้คนนั้น ๆ มากเกินไป เช้านี้ผมเกิดเห็นสัญญลักษณ์ใหม่ เป็นตัวเองในชุดทักซิโด้ที่หรูหราและที่สำคัญของชุดนี้คือเป็นทางการ

ที่เลือกชุดทางการมาสวมใส่เพราะ ยามที่เราหงุดหงิดคนที่เขาทิ้งระยะห่างจากเรา เหมือนเรากำลังใส่เสื้อคอกลม กับกางเกงขาสั้นแสนลำลองสบายตัวเข้าไปหาเขา แต่เขากลับใส่ชุดสูทที่เป็นทางการกับเรา ในกาละเทศะเช่นนั้นแหละที่ความรู้สึกไม่ลงตัวเกิดขึ้น หากเราใส่ชุดที่เสมอกันเท่าเทียมกันก็พอทำให้เราสบายตัวขึ้น ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ และที่สำคัญเราจะเห็นชัดขึ้นว่า ชุดสูทของเขาก็ใช่ว่าจะหรูหราจนต้องไขว่คว้า ความหรูหราที่ว่าก็หาได้ในตัวเรานั้นเอง

ตกเย็นย้ำค่ำได้อ่านเมล์ของหลานอีกคนทีชายหนุ่มบอกว่ารัก แต่ทำตัวไม่น่ารัก หลานก็คงอกหัก ทำนองบอกว่า รักหวังดี แล้วมาพูดจาเฉือดเชือนน้ำใจอย่างนี้ได้อย่างไร ก็เลยเขียนประโยคนี้บอกหลานคนนี้ไปว่า     

หรือคนเราไม่ต้องการให้ใครมารักก็ได้ แต่รับฉันได้อย่างที่ฉันเป็นก็แล้วกัน ถ้าเกิดรับไม่ได้ก็ช่างแม่ง แค่ไหนก็แค่นั้น 

สุดท้ายก่อนจะจบรายการคุยกับอาจารย์ท่านดังกล่าว ซึ่งมีคนเข้าฟังร่วมยี่สิบกว่าคน ผมก็เลยถามท่านว่า "คุณทักษิณกำลังสอนอะไรเราอยู่ ถ้าเราเอาเขามาเป็นครู"
เท่านั้นแหละ วงแตก แยกย้ายกันกลับบ้าน จบข่าว ๕๕๕๕๕๕๕
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #972 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 07:58:53 AM »

ซึ่งถ้าหากพิจารณาตรงไปตรงมาผมก็อาจจะเห็นตัวเองที่ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองนัก

รับฉันได้อย่างที่ฉันเป็นก็แล้วกัน ถ้าเกิดรับไม่ได้ก็ช่างแม่ง แค่ไหนก็แค่นั้น 


ขัดๆ กันดีนะคะ

คิดว่าเข้าใจในสิ่งที่คุณสมพลพูด แต่ก็นี่แหละธรรมชาติเรา เวลาที่ตัวเราเล่นแง่ มีเหตุผลสารพัด แต่เวลาคนอื่นทำบ้าง เราไม่ทันคิดหรอกว่าเขาคิดอะไร

คำพูดบางคำ รุนแรงไม่เท่ากันกับความรู้สึกของบางคน คนพูดไม่ได้คิด แต่คนฟังคิดไปแล้วเพราะเขาก็มีปมอยู่ บางทีคนฟังไม่ได้คิด แต่คนพูดมีนัยไปซะไกล ก็เข้าใจไม่ตรงกันอีก ความจริงก็สนับสนุนเรื่องเป็นตัวของตัวเอง แต่คำนี้อยู่บนพื้นฐานของความรักและความเข้าใจกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2010, 07:59:58 AM โดย soup » บันทึกการเข้า
เทพกีต้าร์ปากกามาร
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 406


เมื่อเสียงกระทบหู ใครได้ยิน


อีเมล์
« ตอบ #973 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 08:49:22 AM »

หวัดดีพี่ ผมเห็นรอยต่อ ก่อนที่จะคิดเป็นคำ คือเมื่อใจสะดุด
รอยต่อสำคัญ ที่พี่บอกผม ผมว่านั้นแหล่ะมาก่อนอื่น
เราเชื่อขาดว่า เราจะอยู่ร่วม ทั้งหมดจบลงโดยง่าย
แต่หลังใจสะดุด ชุดเสียงภายในก็มีคุณค่ามาก ต่อการใคร่ครวญ
แต่หากขาดความเชื่อในความเป็นมนุษย์ ผู้ไม่สมบูรณ์ร่วมโลก
ไม่อาจเชื่อมโยง สิ่งใดๆที่มีต่อกันได้ เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม
สังคมต่างหาก เป็นส่วนหนึ่งของเรา นั้นโลกภายในของเรา
แต่ก็ยากที่จะรักษาไว้ให้คงที่ ได้ เปลี่ยนแปลงตลอด จึงต้องอาศัยมิตรสหายช่วยบอกล่าว
สนทนาทั้งภายนอกและภายในเป็นเพื่อน เสมอมา
ขอบคุณครับพี่สมพล
บันทึกการเข้า
สามัญฌา
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 7


อีเมล์
« ตอบ #974 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 09:26:55 AM »

ขอบคุณอาอู๊ดที่แชร์เรื่องที่ใกล้ใจนี้มาแบ่งปันกัน

สำหรับผมแล้ว ความใกล้ชิดและความผูกพันก็สำคัญกับด้านหนึ่งที่เป็นใหญ่ในตัวผมเหมือนกัน
จนบางทีคิดใคร่ครวญตลอดเวลาว่าจะเชื่อมสัมพันธ์อย่างไร บางทีก็กินเวลาและแรงกายแรงใจไม่น้อยเหมือนกัน
จนต้องปลอบใจตัวตนนี้ว่า เราก็ทำได้แค่นี้แหล่ะ ควบคุมอะไรไม่ได้หรอก
เอาเท่าที่ได้ก็แล้วกัน ประมาณ​ จิตวิทยาพอเพียง น่ะครับ

ช่วงหลังนี้ได้อยู่บ้านมากขึ้น ได้connect กับบางอย่างที่มีค่า ครอบครัวและการมีเวลาลำพัง ในการทำงานหนังสือ งานแปล
เข้าไปอยู่ในใจความของพาล์มเมอร์ มีความสุขมาก มันสงบกว่างานกระบวนกร มันช่วยให้ด้านที่ต้องการความสงบในตัวผมรู้สึกดี
ก่อนที่จะยอมให้นักเดินทางในตัวออกย่ำเท้าไปสนามบินอีกครั้ง

(ไม่ได้เข้ามาแจมในเวบบอร์ดนี้มานาน ระลึกถึงทุกคนครับ)

ณัฐ
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #975 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 07:03:26 PM »

.... เดิมผมให้สัญญลักษณ์เป็นแสงสว่างที่ส่องประกายจากเบืองหลังดึงผมให้ออกจากระยะห่างที่พัวพันกับผู้คนนั้น ๆ มากเกินไป ....

เห็นประโยคข้างต้นแล้วนึกถึงภาพที่เคยถ่ายตอนไปเที่ยวเมืองจีน กลับไปดูแล้วรู้สึกอยากเอามาโชว์ในกระทู้นี้ค่ะ
ที่จริงดาตั้งใจจะถ่ายวิว ทิวทัศน์ เก็บภาพบรรยากาศทั่วๆ ไป แต่บังเอิญมีคนและเงาติดมาด้วย สวยดี ชอบ 
แสงที่ส่องจากด้านหลัง ทำให้ผู้หญิงคนที่กำลังถ่ายรูปสามารถมองเห็นเงาของตัวเอง แถมยังเห็นเงาของผู้คนที่กำลังเดินขึ้นบันไดมาอีกด้วย
ผู้คนเหล่านั้นก็มีโอกาส อาจจะมองเห็นเงาของเธอเช่นกัน ถ้าเขาสังเกตหรือสนใจจะมอง 
แต่จะมีใครสักกี่คน ที่ใส่ใจมองดูเงา (ทั้งของตัวเองและของคนอื่น) ในเมื่อมีสิ่งอื่นที่เจริญตา น่าสนใจมองมากกว่า


* shadow.jpg (68.46 KB, 760x570 - ดู 19 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #976 เมื่อ: มีนาคม 20, 2010, 06:18:55 AM »

ขออนุญาตไว้กับณัฐว่า คัดลอกบางส่วนของการสนทนากับเจมี่มาแบ่งปันกันไว้ บทนี้สะท้อนให้เห็นทั้งกระบวนการและผลที่ได้จากการรู้จักตระหนักรู้ตัวตนในตัวเรา ดังต่อไปนี้


What I like too, is how as you took time to be with these various energies, listen into them, not meditate to calm them away, but to really sense into and own them, you became more present, more at ease with the rest of your day. Until you could own and accept them, without collapsing into them, you were just living the vulnerability (fear/anxiety) that comes without either those protectors, OR, better yet, having them with awareness. Now, that vulnerable self experiences flow, fun, expressiveness........J'aime.
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #977 เมื่อ: มีนาคม 24, 2010, 10:32:14 AM »

ผมอ่านกระทู้ข้างต้นแล้วใคร่ครวญทบทวนพบว่า

......Without listening to these various energies, then trying to meditate to calm them away, we are disowning them.

ถ้าเป็นผม ผมให้ข้อสรุปกับตัวเองว่า การทำใจให้สงบมิใช่เป็นทางเดียวที่่จะค้นพบเสียงด้านใน หรือฟังเสียงตัวตน ในทางตรงกันข้าม
การจงใจสงบอาจจะกลายเป็นเครื่องมือทำให้เราละเลย หลงลืม จนละทิ้งและปฏิเสธ บางเสียง บางตัวตน อย่างปิติ
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #978 เมื่อ: มีนาคม 26, 2010, 07:25:34 AM »

การใช้ประโยคว่า "ถ้าเป็นผม ผมเห็นว่า......" เป็นความเริ่มเกริ่นก่อนออกความเห็น เป็นประโยคที่เปิดโอกาสให้ คนอื่นเห็นอย่างอื่นที่แตกต่าง หรือขัดแย้ง และที่สำคัญ เป็นทางให้ตัวเองเห็นมิติอื่นในตัวเองที่แยกย่อย หรือบ่อย ๆ ครั้งขัดแย้งกับตัวเองก็มี ตัวเราจะได้ไม่ต้องมาพบแล้วพบอีกว่า ไอ้หยา ฉันพาตัวเองจมอยู่หรือปักใจกับ สมมุติฐาน หรือ อาการชอบอกชอบใจในจุดยืนของตนเองจนหัวปักหัวปำ หัวขมำเท่านั้นไม่พอ เอาจุดยืนของเราไปกระแทกจุดยืนของเขาจนเขาก็รวนเร ตัวเราก็ซวนเซ  อย่างไรเสียเราคงต้องพบแล้วพบอีกว่า ความคิดของเราไม่ใช่ความคิดอันอุดสมบูรณ์แบบถูกต้องครบถ้วนอยู่แล้ว "ถ้าเป็นผม ผมว่า....." อาจจะช่วยเตือนว่า เราไม่ต้องสมบูรณ์นัก ถูกต้องนัก ถ้าเป็นผม ผมคิดอย่างนี้น่ะ
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #979 เมื่อ: เมษายน 06, 2010, 05:31:34 PM »

ขอยกย่อง Protector ผู้พิทักษ์ Power Self ผู้ทรงอำนาจ Primary Self ผู้เป็นตัวตนหลัก ผู้สร้างเสริมตัวเราของเราให้เผชิญหน้ากับการท้าทายของชีวิต พาเจ้าตัวเราเข้าต่อกรกับการคุกคามจากผู้คนทั้งภายนอกและจากตัวตนด้วยกันเองภายใน ปราศจาก สามทหารเสือนี้ ตัวเราของเราก็ไม่บังเกิด  ตัวกูของกูก็ไม่มี แล้วเราก็จะกลายเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะของใครต่อใคร ที่แสนจะหวังดี หรือหวังร้าย หรือพวกจงใจไม่คาดหวังก็ต่างเป็นผู้ล่าหาเหยื่อที่ไร้ผู้พิทักษ์  ผู้พิทักษ์จงเจริญ สามทหารเสือจงเจริญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 06, 2010, 05:34:11 PM โดย somphol » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #980 เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 11:50:59 AM »

อา....ที่แท้เป็นอย่างนี้ีี่เอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 08, 2010, 09:51:55 PM โดย toi » บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #981 เมื่อ: เมษายน 11, 2010, 10:13:58 PM »

สวัสดีคุณ Toi ไม่ได้แจมกันเสียนาน อันที่ีจริงแล้ว "ที่แท้"กับ"ที่ปลอม"นี่อยู่ใกล้ ๆ กันเสมอ ขึ้นกับสายตามุมมองของเรามากทีเดียว แล้วมุมมองของเราก็ขึ้นกับสายตาของตัวตนใดของเรา การตระหนักว่า ตัวตนใดกำลังใช้งานเราอยู่ และตัวตนใดกำลังซ่อนเร้นจากตัวเรา เป็นกระบวนการที่การสนทนากับตัวตนสนใจ ดูแลและฟูมฟักให้เรารู้จักตัวตนของเราในหลาย ๆ ด้าน หลายมิติ อย่างต่อเนื่องบ้าง หรืออย่างน้อยในยามที่จำเป็นบ้าง

การสนทนากับตัวตนด้วยตัวเราเองก็เป็นไปได้ แต่โอกาสที่เราจะพบว่า ตัวตนที่ซ่อนเร้นก็ยังซ่อนเร้นอยู่ต่อไป ตัวตนหลัก ๆ ที่เรามักจะใช้ก็ใช้งานเราต่อเนื่อง เราคุยกับตัวเองด้วยตัวตนหลักเดิม ๆ ของเรา โดยเฉพาะตัวตนที่เราชอบฟัง ตัวตนที่ยกย่องเรา เราก็จะได้บทสนทนาที่ยืนยันความเป็นตัวของตัวเราเอง แม้นเราจะชาญฉลาดทบทวนใคร่ครวญตัวเองเพียงใด เราก็อาจจะตั้งคำถามด้วยตัวหลัก ๆ ตัวเดิม คำถามเดิม หรือได้คำตอบจากตัวหลักเช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้น หากทั้งคำถามและคำตอบนั้น นำพาให้ใคร ๆ ยกย่อง ก้มหัวให้เรา เราก็ยิ่งปักใจอยู่กับตัวตนหลักของเรา ตัวตนที่เป็น Primary Self ของเราไม่ว่าเราจะรู้จักหรีอให้ชื่อเขาว่าอะไร อาศัยศัพท์แสงใดใดก็ตาม

การสัมภาษณ์ตัวตนด้วยคนอื่น คนที่จะพอเข้าใจ และวางใจได้นั้น ช่วยให้เราได้พบคำถามใหม่ ๆ จากมุมมองใหม่ จากตัวตนอื่นที่เราอาจจะเอื้อมไปไม่ถึง เพื่อให้เราได้ยินได้ฟัง รับรู้เสียงของตัวตนหลักของเราในต่างมิติ และเสียงของตัวตนที่ซ่อนเร้นและเราละลืมไป การที่จะสัมภาษณ์คนอื่นได้อย่างเปิดกว้างมากพอนั้น ตัวเราก็จำต้องถูกสัมภาษณ์ ถูกถาม ให้ได้ยินเสียงของตัวตนต่าง ๆ ของตัวตนเรามากพอ มิฉะนั้นเราก็จะสัมภาษณ์คนอื่นได้ จากมุมมองที่เป็นตัวเป็นตนหลัก ๆ ของเราเท่านั้น

การยืนหยัดกับตัวตนหลักที่แสนจะแนบเนียนเพราะทำให้เรารู้สึกดีมาก ๆ ทำให้เราลื่นไหลไปกับมุมมอง ตลอดจนวิถีและวิธีการของเรา จนเราดำผุดดำว่ายและลอยตัวกับกระแสหลักของเรา เราจะลุกจากกระแสของการไหลลื่นนี้ได้อย่างไร  ดูแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากเราไม่มีใครพูดคุยหรือสัมภาษณ์เราบ้าง ให้เราได้ออกนอกลู่นอกทางของกระแสหลักของตัวเราบ้าง หรือทางเลือกอีกทางก็คือ มองเห็นคนที่ก้าวลุกจากกระแสของเรา จากวิถีวิธีของเรา หันหลังให้เราเป็นสัญญาณที่ดีให้เราได้ฟังเสียงของเขา ซึ่งเรามักจะไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย หรือเห็นว่าไม่เอาไหน เสียงของคู่กรณีที่อยู่ตรงกันข้ามกับเรา ก็เป็นเสียงระฆังเตือนสติให้เราตระหนักว่า เราอาจจะจมปลักกับตัวหลักของเรามาเนิ่นนานเกินไปแล้วก็เป็นได้
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #982 เมื่อ: เมษายน 13, 2010, 11:18:27 AM »

เสียงฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายที่เขาไม่เอากับเราแล้ว ฝ่ายที่เขาส่ายหัว หันหลังให้เรา และรวมทั้งอาจจะถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่ว่า อีกใจหนึ่งก็ยังผูกพันกับเรา แต่ทนกระแสหลักของเราไม่ได้ และเราก็ไม่เห็นเลยว่า กระแสหลักของเราเป็นเพียงกระแสเดียวของความเป็นไปได้ เป็นตัวตนหนึ่งในหลายร้อยพันตัวตน แต่เป็นตัวตนที่เรายกย่องชำนาญการ หากเราถ่อมตัวลงสักนิด ไม่ยกตัวข่มท่าน ยกครูข่มเขา ยกจักรวาลมาวางข้างตน เราก็อาจจะได้ยินว่า เสียงของฝ่ายเขา ฝ่ายที่ไม่เอาไหนในสายตาเรานั้น คือเสียงของกระแสที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจเรา

ผมเคยแปลกใจมาก ๆ เมื่อคนที่ชอบยุให้คนใช้ความคิด แต่กลับทนความคิดที่ไม่คล้อยตามตนไม่ได้ คนที่แสนจะเกรงใจใครต่อใคร แต่เมีอใครเกรงใจแล้วกลับก้าวล่วงเขาอย่างไม่ยำเกรง คนที่ชอบยุให้คนอื่นลุกขึ้นสู้ เมื่อเขาลุกขึ้นแล้วกลับหาว่า เขาก้าวร้าว คนที่ชอบผลักไสให้ใครเป็นตัวของตัวเองแต่เมื่อเขาก้าวข้ามเขตอิทธิพลของตนก็เห็นว่า เขาเนรคุณ หรือดื้อด้าน

ขณะที่เราตามกระแสหลักของตัวตนหลัก ๆ ของเราแทบไม่ทัน เมื่อตัวตนที่ซ่อนเร้นพลิกกายลุกขึ้นจากกะรแสที่ซ่อนเร้นในใจเราอยู่ เราก็ดูแทบไม่ทัน เราก็กระทำตามที่เรารังเกียจ ประพฤติตามทีเราประนามว่า "ฉัน ไม่มีวันเป็นเช่นนั้น" อยู่บ่อย รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวก็ตามด้วยอาการรู้สึกผิด รู้สึกผิดก็ไม่ได้อีกเพราะเป็นคนชอบจับผิดคนอื่น พอจับผิดตัวเองได้ก็นึกเป็นความผิดของคนอื่นอีก พอไม่รู้ตัวแล้วก็กลายเป็นพวกนักโทษ ที่ไม่ได้ติดคุกเพราะถูกคุมขังอะไรดอก นอกจากเป็น "นัก ที่ชอบ โทษคนอื่น โทษเหตุการณ์ โทษเรื่องราว รวมทั้งโทษตัวเองเป็นครั้งคราว แต่โทษตัวเองแล้วหงุดหงิด จิตใจก็วนเวียนอยู่กับกระแสที่ซ่อนเร้นเช่นนั้น แต่หากกระแสหลักของตนเป็นกระแสของผู้จงใจฝึกฝนตนได้ดีแล้ว ก็จำต้องจุมพิตความหงุดหงิดนั้นจนปล่อยให้ซ่อนเร้นต่อไป

เอ้ เขียนไปเขียนมาก็อดถามตัวตนของตนว่า เธอกำลังกล่าวโทษใครหรือเปล่า ฟังดูเหมือนมีสำเนียงนั้น อีกเสียงก็ตอบมาเบา ๆ ว่า ขอให้สบายใจว่าไม่ได้กล่าวโทษถึงใคร ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่เข้าใจเรื่องนี้ช้าไปหน่อย ปล่อยให้ชีวิตร่วงเลยมาถึงปานนี้ แต่ที่แน่ใจได้ว่า เขียนไป ๆ มา ๆ อยู่แถวนี้เพราะ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับใครสักคนเลย นั้นหมายถึงว่า เราโทษใครโกรธใครหงุดหงิดใคร เรามีส่วนได้ส่วนเสียกับใครคนนั้นเสมอ
บันทึกการเข้า
innervoice
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 61



อีเมล์
« ตอบ #983 เมื่อ: เมษายน 13, 2010, 05:21:45 PM »

ขออนุญาตเข้ามาแลกเปลี่ยนหลังจากได้รับประสบการณ์การสนทนากับตัวเอง หลังจากถูกสัมภาษณ์ตัวตน (voice dialogue facilitation)เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังเข้าเวิร์คชอปที่เชียงราย เห็นตัวตนที่ถูกถอดออกมาให้เห็นหลายตัว ได้สัมผัสลักษณะการแสดงออกและแบบแผนพลังของตัวตนแต่ละตัว ทำความรู้จักเท่าที่จะรู้ หลังจากนั้นการตอบรับแต่ละสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตทำให้รู้ทันว่ากำลังดึงตัวตนไหนออกมา หากรู้สึกว่าการจะใช้ตัวตนนั้นชวนให้เรื่องราวอึดอัดคับข้อง ผมก็บอกกับตัวตนที่อยู่ตรงนั้นว่า....ขอให้เธอกลับไปก่อน ผมกลับไปดูความรู้สึกข้างในเพื่อรอการตอบสนองที่ผลุดขึ้นและส่งออกมาเป็นการกระทำ แปลกใจที่การตอบสนองที่ผลุดพรายขึ้นมานั้นมันตอบสองอย่างพอดิบพอดีกับเรื่องราวเหตุการณ์ บางทีผมก็ยังตอบไม่ได้ว่า ขณะนั้นผมดึงตัวตนอะไรมาใช้ เพราะเหมือนจะไม่ใช่แบบแผนพลังที่คุ้นเคย หรือเป็นตัวตนใหม่ที่สร้างขึ้นมาใหม่ แต่เป็นตัวตนที่นุ่มนวลพร้อมรับกับทุกสถานการณ์

...บ่ายวันอาทิตย์หลังเสร็จเวิร์คชอปที่เชียงราย ผมขับรถกลับลำปาง โชคดีมากที่ลืมธัมไดร์ฟไว้ในกระเป๋า ก็คือขับรถกลับโดยไม่ต้องเปิดเพลง ทั้งที่ปกติ ผมจะติดการฟังเพลงขณะขับรถมาก ผมก็ลองดึงตัวตนที่ผมตั้งชื่อว่า"คุณสติสมาธิ"ขอเขามาช่วยขับรถ สามชั่วโมงกว่าที่ขับรถโดยจ้องมองแต่ข้างหน้า ภาพการวิ่งรถที่เห็นเป็นแบบพาโนรามา กว้างจนครบ360องศา ภาพต้นไม้สองข้างทางที่ไหลเลื่อนอย่างช้าๆขณะที่ขับด้วยความเร็ว 100-120 ภาพป้ายปักโฆษณาและวัตถุสองข้างทาง ไหลเลื่อนมาอย่างช้าๆ จนราวกับดูภาพสโลว์โมชั่น ความรู้สึกข้างในกลับเต็มเปี่ยมด้วยความนิ่งสงบ เต็มไปด้วยพลัง ราวกับการรับรู้มันเปี่ยมเต็ม สามชั่วโมงที่นั่งบนเบาะคนขับ ไม่ได้รู้สึกมึนเมื่อยใดๆ มันโปร่งๆโล่งๆสบายๆ  คราวก่อนผมนั่งขับรถหลังเข้ารวมพลกระบวนกรครั้งที่1 ขับรถเหมือนกันนั่งฟังเพลงไป มันมีภาพความคำนึงเหตุการณ์ต่างๆผลุดขึ้นมา เป็นภาพในวัยเด็ก คราวนี้มีแต่ความนิ่งสงบ เหมือนน้ำนิ่งๆ น่าแปลกใจเหมือนกันที่การทดลองทำเล่นๆมันได้ผลอย่างต้องการ ได้ผลตามชื่อตัวตนจริงๆ..."คุณสติสมาธิ"
บันทึกการเข้า

I        V
In      Vo
Inn    Voi
Inne   Voic
Inner  Voice
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #984 เมื่อ: เมษายน 20, 2010, 05:59:43 AM »

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเปิดบ้านจัดกิจกรรมฝึกฝนการสนทนากับตัวตน(Voice Dialogue Work) โดยเริ่มต้นด้วยการแบ่งปันความฝันของกันและกัน ตามด้วยการสัมภาษณ์ตัวตนอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากบรรยากาศแบบบ้าน ๆ ที่พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง แล้วหลานสาวตัวน้อย ๆ ลูกสาวของเอ๋กับกิ็กซึ่งซุกซนอยู่รอบ ๆ วงช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศฝัน ๆ ให้เราหันเข้าไปหาโลกของความฝัน และการดำรงอยู่ของตัวตนต่าง ๆ แต่ ทีอยากหยิบมาแชร์ตรงนี้ก็มีประเด็นเพียงว่า หลานสาวคนนี้ชื่อ "สติมา" เอาชื่อนี้มาฝากคุณinnervoice เพราะเห็นกำลังสนใจ

บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #985 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2010, 03:03:56 PM »

บริษัทหนึ่งในเครือสหพัฒน์ ประกาศรับสมัคร "กระบวนกร" ทำงานเต็มเวลาในงาน HRD (Human Resoureces Development) ของธุรกิจขนาดสองพันล้าน พนักงานหกร้อยคน

มีหน้าที่หลัก ที่จะรับผิดชอบออกแบบและดำเนินการกระบวนการเรียนรู้ของพนักงานระดับต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้ร่วมกันวางขึ้นมา หน้าที่รอง ปฏิบัติงานตามที่ได้มอบหมายอื่น ๆ

ผู้สนใจที่มีประสบการณ์การดำเนินกลุ่มการเรียนรู้ในกระบวนทัศน์ใหม่  และพร้อมที่จะเปิดรับการแข่งขัน การสร้างความสัมพันธ์ด้วยการค้า จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ 

ติดต่อ คุณสุนทรี 081 822 8107 หรือส่งอีเมล์แนะนำตัว ในรูปแบบของสายธารชีวิต หรืองานเขียนที่เขียนโดยธาราลิขิตมาที่ soontaree@icc.co.th

ตำแหน่งงานมีจำนวนจำกัด แต่งานไม่จำกัดจำนวน

อ่านแล้วไม่สนใจ โปรดส่งต่อให้คนที่อาจจะสนใจ อย่าเก็บไว้ตามลำพัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 11, 2010, 03:06:27 PM โดย somphol » บันทึกการเข้า
yada
Administrator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 193


ดอกไม้หน้าผา

yada_san@yahoo.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #986 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2010, 07:24:55 PM »

วันนี้ฟ้าเป็นใจ ฝนตกในช่วงเย็นของจังหวัดขอนแก่น นั่งไปนั่งมาก็นึกขึ้นได้ว่า เข้ามาพิมพ์ "ธาราลิขิต" ที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมงาน "๑๐ วัน อบรมผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่" ของเทศบาลขอนแก่น คิดว่ามันมาจากเสียงด้านใน เลยเข้ามาในกระทู้นี้ แต่ว่า ไม่ได้กะจะเข้ามาเสนอจดหมายสมัครงานนะจ๊ะพี่อู้ด อิอิอิ เข้ามาเห็นแนวใหม่ของไอซีซี ถ้าจะเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจคะสำหรับการขับเคลื่อนผู้คน

อยากเล่าให้เพื่อนได้อ่านเพราะส่วนตัวแล้ว ชอบธาราลิขิตบทนี้ของตัวเองมาก อาจจะเป็นตัวตน "คุณชื่นชมตัวเอง" หรือไม่อาจจะเป็น "คุณเปิดเผย"  บอกให้เอามาเขียนเล่า

เมื่อโลกหมุนช้าลง     เมื่อฝนพร่างพลายลงสู่ดิน     
เมื่อฉันได้พบเสียง     เมื่ออำนาจพบเจอความอ่อนโยน
เสียงของความอ่อนแอกลับเรียกร้องการทะนุถนอมจากเธอผู้เป็นที่รัก
ชีวิตคืออะไรฉันไม่อยากรู้     มันมีมากมายให้ไถ่ถาม
แต่เมื่อวันวานกลับเรียงร้อยบทความ     แต่เมื่อกาลผ่านไปฉันจึงเข้าใจมัน

ด้วยเธอผู้เบิกทาง     อำนาจทุกความในฉันกลับทุเลา
ฉันรอฟังเสียงนั้นเพียงเบาๆ     ดั่งแล้วฝนก็พรางพราวลงสู่ดิน
เสียงกระซิบจากบาดแผล     ดลสร้างเรื่องราวที่เข้ามากระทบ
หนังชีวิตถูกอำนาจแห่งเราขีดเขียนบทบาท     ผู้คนผ่านมาและผ่านไป

เราคือ พระเอก พระนางที่ยืนอยู่ที่เดิม
ฤดูกาลเป็นเพียงสัญลักษณ์ของกาลเวลาที่เห็นที่รู้สึกได้ ลองมองท้องฟ้า ดั่งเฝ้ามองดูใจเรา
แม้บาดแผลดำมืด เน่า สะเพียงใด ก็มอบรอยยิ้มแก่ความลับแห่งชีวิต

หลงรักผู้คนดุจดังต้องการหลงรักตนเอง
เพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
แต่อย่าเพียรพยายามที่จะเฆี่ยนตีจิตใจ
เฝ้ารออำนาจแห่งตนดูแลคนรักที่อยู่รอบกาย
เมื่อนั่นความมหัศจรรย์จะมอบของขวัญแก่เรา
ผ่านดอกไม้ ผักตามรายทางที่เราสามารถนำมาประทั่งชีวิตได้

"จงใช้ชีวิตดั่งการได้รับของขวัญจากโลกทุกๆ วัน"

บันทึกการเข้า
nakolee
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 71


nakolee@hotmail.com
อีเมล์
« ตอบ #987 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2010, 09:33:46 PM »

ผึ้ง

นี่ก็เป็นถ้อยคำที่งดงาม เป็นบทกวีที่ไพเราะทีเดียว....
งดงาม  งดงาม...
บันทึกการเข้า
somphol
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 687


อีเมล์
« ตอบ #988 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2010, 07:17:26 AM »

ธาราลิขิตบทนี้ของผึ้งพึงนำความชู่มชื้นชื่นใจมาให้หัวข้อนี้และหัวใจของผู้ที่ได้ผ่านมาพบพาน

ใครหนอช่างรจนาถ้อยความและเลือกสรรถ้อยคำสื่อความได้ประทับใจ
บันทึกการเข้า
little lotus
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 60



อีเมล์
« ตอบ #989 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2010, 06:37:54 PM »

ไพเราะจังเลยผึ้ง สัมผัสความงดงาม สุข สงบ แจ่มชัดในบทกวีล่ะ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
snowball
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 138



เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #990 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2010, 09:50:55 PM »

"คุณสติสมาธิ" - innervoice

อำนาจของสมาธิ เกิดเพราะการสั่งสม คุณรู้สึกคล้ายกับผมเมื่อได้ไปอบรม อ่านเขียนแปล 1 เมื่อสามปีที่แล้ว เพราะสุนทรียสนทนาทำให้เกิดความช้าลง เกาะอยู่กับกระแสของการฟัง เปรียบเสมือนเราชาร์จแบตจนเต็ม จิตใจมีกำลังของสมาธิมาก จริง ๆ แล้วความสามารถนี้มีอยู่กับเราแต่ก่อนหน้านั้นถูกบดบังด้วยความฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ แต่เมื่อเราชาร์จเต็ม การมอง การฟัง ความรู้สึกต่าง ๆ จะชัดเจนกว่าเมื่อก่อน จะรู้สึกเหมือนเป็น "คนใหม่" ได้ชีวิตใหม่ แท้จริงไม่ใหม่อะไรแต่ชีวิตเราวุ่นวายจนไม่เคยได้เข้าสู่สภาวะเช่นนี้ต่างหาก ผมเป็นอย่างนี้อยู่เป็นเดือน ทุกอย่างมันช้าไปหมด น้ำฝักบัวมากระทบตัวนี้รู้สึกเป็นเม็ด ๆ จับได้อย่างละเอียดพิศดาร มองดอกไม้ใบหญ้านี่เห็นรายละเอียด เห็นมดตัวเล็ก ๆ เดิน เห็นแมลงตัวเล็กตัวน้อยเกาะตามใบไม้ใบหญ้าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนอยู่บนสวรรค์ สูดหายใจเข้าไปก็รู้สึกสดชื่น ชีวิตมีพลังมาก แต่ไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวร สักพักกำลังสมาธิจะเสื่อม เพราะชีวิตประจำวันก็บอกแล้วไงมันวุ่นวาย หลายคนรู้สึกเสียดาย หรือเสียใจเมื่อช่วงเวลานั้นผ่านไป พยายามจะดึงมันกลับมาแต่มันจะไม่ได้อย่างเดิม บางคนอยากได้อารมณ์แบบนั้นอีกก็ต้องไปเที่ยวควานหาตามที่ต่าง ๆ ที่ตรุงปะบอกว่า "Spiritual Shopping" ผมเองเสียใจอยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้ความเป็นจริงของจิต อยากได้แบบเดิมแต่ยังไงมันก็ไม่ได้ ถ้าอยากรู้ว่าแบบเดิมเป็นไงต้องไปอ่านงานเก่า ๆ ของผมในวงน้ำชา จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ติดอยู่ในร่องอารมณ์แบบนั้น 

จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงเรื่องสติ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ innervoice ไม่ใช่สติ สติหมายความว่าอย่างไร ลองไปสืบค้นดูในแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ หากเรายังไม่รู้ อย่าพึ่งไปพูดถึง สติ สมาธิ มีความหมายที่แน่นอนอยู่ เอามาพูดรวม ๆ กันเพื่อให้มันคล้องจองเพราะฟังดูดี ได้อยู่ แต่ความหมายของทั้งสองคำมันไม่เหมือนกัน น่าสนใจที่วิชา Voice Dialogue มีตัวตนที่เรียกมาใช้ได้อย่างมากมาย แต่เคยเห็นในหนังคนทรงเจ้าเขาก็ทำได้เหมือนกัน...

แล้วเมื่อดึงตัวนั้นตัวนี้ออกมาใช้ เฉลียวใจบ้างไหมว่าแล้วตัวอะไรที่เป็นตัวสั่งการให้ตัวตนนั้นนี้ออกมาทำงาน?  หากทำไปโดยไม่รู้ตัวจะเรียกว่า aware ego หรือ awareness ได้มั๊ย?


บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #991 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2010, 12:13:52 AM »

เราไม่เคยเรียนเรื่อง voice แต่เรารู้สึกว่า สมาธิ เ็ป็นผลของสติ

สำหรับเรา เราว่าสมาธิเป็นความตั้งมั่น เป็นความตั้งมั่นบนความเคลื่อนไหวทั้งปวง ...บอกไม่ถูก แต่มันคล้ายๆ อย่างนั้นแหละ เหมือนเรือที่มั่นคงมากๆ แม้จะอยู่ท่ามกลางพายุในท้องทะเล

ตอนนี้ง่วง อธิบายไมู่ถูก แต่รู้สึกยังไงไ่ม่รู้ เลยคุย
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #992 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2010, 08:45:42 AM »

ชื่นชม "คุณเปิดเผย" ของ yada
รัก "คุณชื่นชม" ของ nakolee, somphol, little lotus
ขอบคุณ "คุณครู" ของ snowball
ขำ "คุณกรุณา" ของ soup
ทักทายและส่งกำลังใจให้ "คุณนักเรียนรู้" ของ innervoice

จาก "คุณอะไร" ในตัวเราหว่า ??  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #993 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2010, 10:18:01 AM »

คุณ กำลังใจ

คุณ ใจดี

คุณ มุฑิตา (ยินดี) ละมั้งคะ
บันทึกการเข้า
innervoice
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 61



อีเมล์
« ตอบ #994 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2010, 11:46:29 AM »

ขอบคุณมากครับสำหรับประสบการณ์ของผู้เดินทางผ่านเส้นทางนี้มาก่อน....เป็นข้อความที่ล้ำค่ามากๆสำหรับผม ผู้เริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางนี้
อาจมีบางอย่างที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงอย่าได้เกรงใจที่จะบอกกล่าวเล่าเตือน ข้อความที่ส่งถึงผมรู้สึกถึงความเป็นห่วงเป็นใย

บางครั้งผมรู็สึกว่า...มีผู้จัดการเวทีที่คอยจัดคิวนักแสดงให้ว่า ตอนนี้ถึงบทของใคร ใครออกไปแสดงได้แล้ว ความจำกัดที่ยังต้องเรียนรู้คือผู้จัดการคิวคนนี้ยังไม่เห็นและรู้จักนักแสดงที่อยู่ในสังกัด บางทีก็เหมือนมีนักแสดงขาใหญ่ที่ยังแอบลัดคิวขึ้นเวทีไปโดยผู้จัดการคิวยังไม่ได้บอกและบางทีก็เล่นเกินบทบาทแถมเล่นนานกว่าที่ผู้จัดคิวบอก  คงต้องรอเวลาให้ผู้จัดคิวได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย
บันทึกการเข้า

I        V
In      Vo
Inn    Voi
Inne   Voic
Inner  Voice
เทพกีต้าร์ปากกามาร
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 406


เมื่อเสียงกระทบหู ใครได้ยิน


อีเมล์
« ตอบ #995 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2010, 04:35:14 PM »

"ตั้งมั่นบนความเคลื่่อนไหวทั้งปวง" ผมชอบคำนี้มาก
แต่สนใจต่อ "อะไรเคลื่อนไหว..."  รเาร้ดู้ไ อาย่งรไ
รืหอรเาีีมคีาวมำจด้ไยู่อแล้ว
เพียงแต่สลับตำแหน่ง แล้วอะไร...ที่ตั้งมั่น
พอใจ.....สลับ.....ไม่พอใจ
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #996 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2010, 12:05:21 AM »

ชอบเหมือนกันค่ะท่านเทพ

แต่ทำไม่ได้
บันทึกการเข้า
innervoice
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 61



อีเมล์
« ตอบ #997 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2010, 09:36:26 AM »

รเาร้ดู้ไ อาย่งรไ
รืหอรเาีีมคีาวมำจด้ไยู่อแล้ว
.....สลับที่เพื่อสั่นไหวเหตุผลข้างในหรือเปล่าครับ
ในบทฝึกของสมอง มีการให้เรียงคำที่วางสลับกันแบบนี้ให้เห็น หากทำได้ก็แสดงว่าเราสามารถฝึกการเรียงคำได้ด้วยการอาศัยความจำได้หมายรู้จากของเดิม เป็นการนำของที่มีอยู่มาใช้อีกมุมหนึ่ง
ในมุมมองของผม.....สิ่งที่เรียงกันอย่างผิดหลักภาษาไทยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ก่อให้เกิดความงุนงงปนความหงุดหงิดเล็กน้อย หากแต่สมองที่เห็นตีความเรียงกันใหม่เป็นข้อความที่ตัวเองคิดว่าเป็นและใช่ ไม่ได้มองว่าการเรียงกันมันอย่างนั้นตามที่มันอยู่อย่างนั้น ความหมายเกิดจากการตีความให้ความหมายจากการเห็น
บทฝึกของท่านเทพนี้ดีมากเลยครับ....เห็นวงจรอันเป็นอัตโนมัติของตัวเองครับ
บันทึกการเข้า

I        V
In      Vo
Inn    Voi
Inne   Voic
Inner  Voice
yada
Administrator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 193


ดอกไม้หน้าผา

yada_san@yahoo.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #998 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2010, 07:43:03 PM »

อิอิอิ เพิ่งกลับมาเชียงราย เลยออกไปขี่จักรยาน ชมบรรยากาศเมืองนี้อีก เพราะรถสตาร์ไม่ติด ipod แบตดันหมด กะฟังเพลงกับปั้นจักรยานไปด้วย เลยต้องฟังเสียงข้างในแทน มีคนนู้นนี่บ่นบ้าง บอกอะไรกลับมาบ้าง เยอะไปหมด อยากเล่าให้คนฟัง แต่ก็มีคุณเหนื่อยบอกว่า "อย่าเลยเพิ่งกลับมาควรพักๆ"  พอได้กลับมาเห็นเพื่อนๆตอบกลับมา แล้วก็รู้สึกหายหมดเลยอารมณ์ต่างๆ คิดถึงเพื่อนๆจัง แต่ก็ไม่อยากคุยอะไร

ไปละ วันนี้คุณบ่นขอออกมาทำงานในนี้ แต่ช่วงนี้เริ่มอยากเขียนเล่าแทนพูดให้คนเป็นๆฟังละ

ขอบคุณคนที่อ่านคะ
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #999 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2010, 10:31:19 PM »

เรียนท่านเทพฯ กับคุณหมอหมู คุยด้วยอีกสักหน่อยนะคะ

ขออภัยล่วงหน้าถ้าข้อความต่อไปนี้จะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง กำลังปวดหัวมาก แต่รู้สึกว่าน่าจะคุย จะพยายามนะคะ

โดยส่วนตัวแล้วเราไ่ม่ได้เรียนมาเรื่องสมอง และไม่ได้เรียนเรื่อง VD ด้วย ดังนั้นความเข้าใจเรื่องการทำงานของสมองในความหมายของเราจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจอย่างค่อนข้างผิวเผิน เราคิดว่าสำหรับคนที่เรียนหรือสนใจการทำงานของสมอง ก็มักจะบอกว่า สมองทำงานละเีอียดมาก ทำงานคล้ายจิต เราเคยฟังบรรยายจากผู้ใหญ่บางท่านที่อธิบายถึงการทำงานของสมองในระดับต่างๆ ก็รู้สึกตื่นเต้น ทึ่ง แต่ก็คิดว่า การทำงานของจิตใจของเรานั้น ก็ละเอียดกว่าสมองอยู่ดี แต่ก็อย่างว่า เราไม่ได้เรียนมา ก็ขออนุญาตไม่คุยเรื่องนี้เพราะมันจะกลายเป็นว่าฐานความรู้มันคนละอันแล้วเราก็ดึงดันจะพูด

ที่เราบอกว่า สมาธิ เป็น ผล ของ สติ แท้จริงแล้วเราไม่ได้ฝึกสมาธิ แต่เราฝึกเจริญสติ (คือทำให้สติแข็งแรง เติบโต มั่นคง) เหมือนคนที่หวังจะกินผลไม้ เราก็ต้องลงมือปลูกต้นไม้ก่อน เมื่อต้นไม้เติบใหญ่ ก็จะได้ิลิ้มรสผลไม้นั้นเอง เป็นไปไม่ได้ทีเ่ราจะได้ผลไม้โดยไม่ลงมือปลูกต้นไม้้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไ้ด้สมาธิหากไม่ฝึกสติ ...สติฝึกได้หลายวิธี การนั่ง การเดิน จริง ๆ ทุกๆ อย่างของชีวิตนำไปสู่การเจริญสติได้ จากนั้นสมาธิจึงเป็นผลตามมา เป็นความมั่นคง หนักแน่น ตั้งมั่น ...สมาธิที่เราคุยมานี้ที่เราใช้คำว่า "ตั้งมั่นบนความเคลื่อนไหวทั้งปวง" คือไม่ใช่สมาธิในแบบที่นั่งหลับตา ถอดจิต วางเฉย แบบนั้น แต่เราหมายถึงการที่รับรู้การเคลื่อนไหว รับรู้ความกดดัน ความตึงเครียด แต่สิ่งเหล่านั้นลากพาเราไปไม่ได้ เรายังสงบเย็นอยู่ ทำงาน แก้ปัญหา อยู่ในปัญหา แต่ไม่โดนปัญหาทำร้าย คล้ายกับคำว่า เดินกลางแดดร้อนแต่ไม่ร้อนแดด

สติเป็นเรื่องปัจจุบันล้วนๆ ณ ขณะนั้น จึงไม่ใช่การจำได้หมายรู้ ไม่มีอดีต ไม่ใช่การประมวลผล มันเป็นการรับรู้ ณ ขณะนั้น เฉยๆ รู้เฉยๆ เมื่อสติมั่นคง ชำนาญ สมาธิจึงเกิด ซึ่งเราคิดว่าณขณะนั้น เป็นความดิ่ง นิ่ง ตรงนี้ละมั้งที่เกิดการประมวลผล เราไม่รู้นะคะ ไม่แน่ใจ ไม่เคยถามคำถามแบบนี้ แต่เราคิดว่าตรงนี้มีการประมวลผล มีการปิ๊งแว๊บ มีคำตอบในปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งคนที่สมาธิดีๆ หลายเรื่องจึงไวมาก มีการประมวลผลบางอย่างเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นการตอบปัญหา หรือการตอบสนอง เราเองเชื่่อว่าไม่ได้ประมวลผลจากสมอง แต่ก็ไม่รู้ว่าประมวลผลจากอะไรตรงไหน ดังนั้นคนที่เจริญสติมากๆ เต็มเปี่ยม จึงมีความสามารถตอบสนองบางเรื่องได้ไวมาก ทั้งปฏิกิริยาทางกาย และ ทางด้านปัญญา

ที่เราเชื่อว่าไม่ได้มาจากสมอง เพราะเราพบว่าการเจริญสติ และ การมีสมาธิ การรู้แจ้ง ไม่ขึ้นกับ IQ แน่ๆ

ครั้งหนึ่งในงานภาวนาที่ จ.เชียงใหม่ (สายการปฏิบัติทีเ่ราไปคลุกคลีด้วยบ่อยๆ เน้นความผ่อนคลาย เน้นการรู้ลมหายใจในทุกอิริยาบท แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเคร่งครัดกับสิ่งนั้น ...มันคล้ายๆ กับว่า หายใจทุกทีที่นึกออก ทำนองนั้น)

ในงานภาวนาครั้งนี้มีคุณป้าชาวเหนืออยู่คนหนึ่ง ดูเป็นชาวบ้านธรรมดามากๆ ลูกสาวพามา ป้าก็ดูอารมณ์ดี ใครพูดจาอะไรในวงสนทนาป้าก็จะฟังเฉยๆ เดาว่าบางทีป้าก็คงฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง จนกระทั่งพระได้ถามป้าว่า วันนี้ดีไหม สบายไหม  ...ป้าบอกว่า ไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ วันนี้ลืมลมหายใจตั้ง 3-4 ครั้งแน่ะ...

กลับมาเรื่องสมาธินะคะ เราเองค่อนข้างโชคดีที่ได้พบเห็นตัวอย่างจากหลายท่านหลายคน เราพบว่าในสถานการณ์เดียวกัน ตึงเครียด กดดัน วุ่นวาย คนที่มีความตั้งมั่นจะไม่มีอาการพารานอย ลุกรี้ลุกลน ไ่ม่วีนแตก เป็นความสงบ ซึ่งไม่ใช่เก็บกด และหากมากกว่านั้น เราเคยเห็นบางท่านแสดงความเมตตาได้ด้วย มันแผ่ออกมาแม้ในท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันสุดยอด เราว่านี่เป็นผลมาจากการปฏิบัิติ เป็นผลมาจากการเจริญสติ

ไม่รู้ว่าใช่ที่อยากคุยหรือเปล่านะคะ ดูจะผิดกระทู้ด้วย แต่เราเข้าใจแบบนี้

น้ำซุป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2010, 10:35:00 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21 ขึ้นบน พิมพ์ 
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  ห้องนั่งเล่นของผู้เข้าร่วมหลัง Work shop  |  หัวข้อ: Re: สนทนากับเสียงภายในตน « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.3 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
วงน้ำชา.com