วงน้ำชา Webboard
ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้สังเกตุการณ์ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 07, 2010, 12:40:37 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
เรียนสมาชิกใหม่ !!! การลงทะเบียนใช้งานเว็ปไซท์ จะสามารถเริ่มใช้งาน account ที่สมัครได้ใน24ชม.ให้หลัง หรือเช้าของวันถัดไป
13302 กระทู้ ใน 355 หัวข้อ โดย 1494 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: YongsamRuth
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  ห้องนั่งเล่นของผู้เข้าร่วมหลัง Work shop  |  หัวข้อ: สุขภาพชีวิต (สุข ภาพ ชีวิต) 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สุขภาพชีวิต (สุข ภาพ ชีวิต)  (อ่าน 2532 ครั้ง)
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2010, 12:20:32 AM »

หลายวันก่อนได้นั่งคุยกับสหายในวงน้ำชา ก็เปรยว่า อยากคุยเรื่องอาหาร เรื่องสุขภาพในมือเรา คุณๆ เหล่านั้นก็ว่า เอาสิ เขียนเลย เขียนเลย ก็ไม่รู้จะเขียนอะไร แต่ช่วงที่ผ่านมานี้ มีประสบการณ์กับตัวเองที่ทำให้รู้ว่า สุขภาพ ไม่ใช่เรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว เป็นประสบการณ์ตรงที่ย้ำอีกครั้ง ว่าสุขภาพไม่เพียงแค่เรื่อง กินดี แต่ต้อง อยู่ดี ด้วย เลยอยากชวนคุยให้มาดูแลสุขภาพชีวิตด้วยกัน ลดการไปหาหมอ ลดการเข้าโรงพยาบาลกันเถอะ

ข้อดีของคนที่มีโรคประจำตัวก็คือ ร่างกายมีสัญญาณเตือนภัยที่ไวกว่าคนปกติ ...ในช่วงที่ผ่านมานี้ เราเองรู้เหมือนกันว่า "คงจะเครียด" แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองเครียดจัด จนกระทั่ง ร่างกายมันฟ้องบางอย่างออกมา ตอนนั้นก็แย่แล้วล่ะ ได้แต่คร่ำครวญกับตัวเอง บางที อารมณ์อาจจะสำคัญกว่าอาหาร นะคะ

บ่อยแค่ไหน ที่เราไม่ทันกับความเครียด ไม่ทันกับอารมณ์ของเราเอง ร่างกายเป็นอะไรที่ตรงไปตรงมามาก เมื่อเราเครียดถ้ากลับมามองที่กาย เราจะรู้ได้ว่าเครียดแล้ว โกรธ แต่ถ้าไม่หันกลับมาที่กาย เราจะไปที่หัว คิดว่าไม่เครียด ไม่หรอก ไม่จริง ไม่เคยฟังร่างกาย ไม่เคยอยู่กับความเป็นจริง ...ถ้าเป็นเ่ช่นนี้บ่อยๆ สักวันร่างกายจะฟ้องด้วยอาการที่หนักขึ้นๆ ๆ จนมันสายเกินไป ทรุด

วันนี้ได้คุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง เ้ป็นนักแสดง ความจริงก็เห็นกันมาระยะหนึ่งแล้ว เป็นปี แต่ก็ไม่เคยคุยกันสักที จนวันนี้เราเห็นเขาลังเลบางเรื่อง ก็เลยตัดสินใจเข้าไปคุยด้วย และเขาก็บอกว่า ศาสตร์สุขภาพปัจจุบันมีหลายอย่างมากจนงงไปหมด ก็ได้แต่ลองไปเรื่อยๆ

เราว่ามันไม่มีอะไรถูกที่สุด หรือ ผิดทั้งหมด แต่ต้องหมั่นดูตัวเอง แล้วค่อยๆ เลือกเอา แต่ละคนก็คงมีหลักการหลัก ของตนเอง เอามาแชร์กันไหมคะ


บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 12:27:21 PM »

สองวันก่อน บังเอิญได้เจอกับทันตแพทย์หญิงคนหนึ่ง หลังจากที่ได้รับการแนะนำให้รู้จัก เราก็ยิ้มและคิดในใจว่าเธอควรเป็นฝ่ายยกมือไหว้ เพราะคะเนดูแล้วน่าจะเด็กกว่าเราแน่นอน ปรากฎว่าเธอเพียงยิ้มทักทาย น้องที่ไปด้วยกันและรู้จักกับทั้งสองคนบอกว่า “ไม่รู้นะว่าใครเป็นพี่ ถามกันเอาเอง” .... ปรากฎว่าเธอเป็นรุ่นพี่ค่ะ เราก็เลยรีบยกมือไหว้แบบเขินๆ แต่ดูเหมือนว่าเธอเจอคนเข้าใจแบบนี้จนชิน       

คุยกันไปคุยกันมาจึงได้รู้ว่าเธอเป็นคนที่สนใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากๆ และตอนนี้กำลังเรียนปริญญาโททางด้าน Anti Aging หรือ วิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเปิดสอนเป็นปีแรก (เข้าใจว่าเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยด้วยค่ะ) ฟังแนวคิดและเรื่องที่เรียนแล้ว น่าสนใจดี เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น สรีรวิทยา ฮอร์โมน การวินิจฉัยและการรักษาทางเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ โรคทางอายุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับความชรา โภชนวิทยา กีฬาและการออกกำลังกาย และการแพทย์ทางเลือก ที่สำคัญคือหลักสูตรนี้เปิดสอนคนทั่วไปด้วย ไม่จำกัดว่าต้องจบมาทางแพทยศาสตร์

มีเรื่องหนึ่งที่เธอเล่าให้ฟังคือ ก่อนหน้าที่จะไปเรียนก็พอรู้อยู่บ้างแล้วว่าการรับประทานอาหารที่ผ่านเตาไมโครเวฟนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ พอไปเรียนและเข้าใจผลกระทบที่มีต่อสุขภาพมากขึ้น เดี๋ยวนี้เธอเลิกใช้ไมโครเวฟไปเลย เธอบอกว่าเวลาจะอุ่นอาหารก็ใช้วิธีนึ่งแทน ... ขณะนั่งพิมพ์อยู่นี่ เราก็ได้ยินเสียงปี๊บ ปี๊บ ของไม่โครเวฟที่เด็กที่บ้านกำลังอุ่นอาหารกลางวันดังพอดี ๕๕๕

ด้วยความเคยชิน คนเรามักเลือก "ความสะดวก" ก่อน "สุขภาพ" เสมอ .... สงสัยต้องหาโอกาสไปลงทะเบียนเรียนบ้าง เผื่อจะมีอะไรมาสะกิดเตือนใจ ไม่ให้ทำไปตามความเคยชิน  ยิ้มเท่ห์

เอ๊ะ แต่เจ้าของกระทู้เธอชวนให้เอาเรื่องตัวเองมาแชร์นี่นา ... ไหงเอาเรื่องคนอื่นมาเล่าเฉยเลยเรา ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 03:29:05 PM »

คุยๆ มาเถอะคุณดา  เปิดกระทู้แล้วก็เขินๆ เจริญพรให้ตัวเองมา 2 คืนแล้วค่ะ ขยันหาเรื่องใส่ตัว เฮ้อ วันนี้นึกๆ อยู่เหมือนกันว่าควรจะเขียนอะไรบ้างเหมือนกัน มาไข่ทิ้งเอาไว้ เดี่ยวมันจะกลายเป็นไก่กำพร้า เนาะ
ต้องช่วยๆ กันคุย เพราะขืนให้เราคุยทำไปทำมาก็จะพาเข้าวัดอีก เลยรีๆ รอๆ อยู่

วันนี้คุณดาพูดเรื่อง สุขภาพกับความสะดวก คือเตาไมโครเวฟ คุณดากับเราเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเป็นคนที่อยู่อาศัยในเมืองหลวงทั้งคู่ และมีชีวิตแบบ Office Syndrome ซึ่งเป็นประเด็นสำหรับผู้คนในวันนี้เลย

ผู้คนมักจะนึกว่า สุขภาพ = อาหาร+ร่างกาย ซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เมื่อคืนคุยกับน้องว่า อารมณ์ มีผลกับสุขภาพ มาก เผลอๆ มากกว่าอาหารอีก

เราเองไม่ค่อยขัดแย้งกับใครในเรื่องสูตร หรือ ตำรับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ คือใครใคร่กินอะไรก็กินไปเถอะ หมั่นดูร่างกาย สังเกตุร่างกายก็แล้วกัน แต่อาหารบางอย่างก็ต้องดูบริบท ความเป็นมาของมันด้วย ยกตัวอย่างเช่น เซอลารี่ ซึ่งไม่ว่าสุขภาพสายไหนก็ให้กิน มีประโยชน์มากมายเหลือคณานับ เราเองช่วงหนึ่งอยากรู้ ก็หัดกินกับเขาด้วย เอาเซอราลี่มากินแบบดิพ(Dip) จัดเป็นอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์เหมือนกัน ก็รู้สึกอร่อยดี จากนั้นไม่นานก็พยายามเสาะหาเกษตรกรขอให้เขาปลูกเซอราลี่แบบเกษตรอินทรีย์ (คือปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ปุ๋ยเคมี ไม่ยาฆ่าแมลง ไม่ฮอร์โมนเร่ง ไม่ยาฆ่าหญ้า) อ้อนวอนกันอยู่นาน ในที่สุดคนปลูกก็บอกว่า ไม่ีมีหรอกเซอลารี่เกษตรอินทรีย์น่ะ ยืนยันว่า ไม่มี และเขาไม่ทำ ทำไม่ได้ ... ซึ่งถ้ารู้แบบนี้ คนกินก็ตัดสินใจเองว่า ยังจะกินเซอลารี่อยู่หรือไม่ การกินเซอลารี่นั้น มันเพื่อสุขภาพหรือเปล่า จัดเป็นอาหารสุขภาพไหม เมื่อสัปดาห์ก่อนลูกค้าก็บ่นมาว่า ว่าร้านเราไม่มีถั่ว เราก็ว่ามันนอกฤดูกาล ต้องรอ ตอนนี้ไม่มี ลูกค้าก็ถามพื้นๆ มาก แล้วทำไมที่ตลาดมี ...เออ นั่นสินะ ด้านหนึ่งก็เข้าใจลูกค้า เป็นธรรมดาที่จะต้องโมโห ขับรถมาตั้งนาน รถก็ติดวายร้าย หวังให้ร้านนี้เป็นที่พึ่ง มันก็พึ่่งไม่ได้...

หรือเมื่อเร็วๆ นี้เราไปเวทีที่พูดเรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งโดยหลักการใหญ่ๆ ของเกษตรอินทรีย์ก็คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้วัตถุเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช (แน่นอนว่าต้องห้ามยาฆ่าหญ้าด้วย) ...ทีนี้ก็มีประเด็นว่า นิยามของเกษตรอินทรีย์ที่คนรุ่นบุกเบิกทำกันมาก็คือ ต้องไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ แต่ตอนนี้บางประเทศก็เริ่มบอกว่า น่าจะอนุญาตให้เกษตรอินทรีย์จีเอ็มโอได้ เพราะมันไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง...อะไรทำนองนี้ แม้กระทั่งเจ้ากระทรวงสาธารณสุขสมัยหนึ่งไปดูงานที่ต่างประเทศกลับมายังบอกว่า จีเอ็มโอนี่ ปลอดสารพิษดีมาก

คือเราว่า ประเด็นเรื่องสุขภาพ มันจึงคาบเกี่ยวไปหลายเรื่อง หลายมิติ ทำให้เราลังเลที่จะคุัย มันเครียด ไกลตัว

ยิ่งคุยยิ่งเครียดแฮะ...เอาเป็นว่า ถ้าสนใจเรื่องสุขภาพก็คงต้องมองบริบทของมันด้วยแล้วกัน

ส่วนเรื่องไมโครเวฟ เลิกได้ก็เลิกเถอะค่ะ ถ้าเลิกไม่ได้ก็ลด มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของอาหาร ซึ่งมีผลแน่นอนกับสุขภาพ เราไม่เห็นด้วยเลยที่ในห้องผู้ป่วยพิเศษแบบวีไอพี มีเตาไมโครเวฟ อำนวยความสะดวกในห้องพัก ...โรงพยาบาลน่าจะทำอาหารปรุงสดบริการลูกค้าวีไอพีได้นะ ไม่ใช่ให้คนป่วยบริการตัวเองแบบนี้

แมคโครไบโอติกส์เชื่อว่ามันมีผลต่อตับและอวัยวะภายใน บ้านเราเองไม่ใช้กาต้มน้ำไฟฟ้า ใช้กาต้มน้ำแสตนเลสตั้งบนเตาแก๊ส ต้มวันละครั้ง ก็รู้สึกชีวิตโอเค ไม่เดือดร้อน แต่ในที่ทำงานใช้กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ที่มันอุ่นให้น้ำเดือดไปเดือดมาทั้งวัน ความจริงน้ำที่เดือดไปมาทั้งวันแบบนี้ขัดกับหลักสุขภาพมาก แต่ใครๆ ก็ใช้กัน เราก็ใช้ ก็โอเคก็กินน้ำร้อนจากกระติกนั้นระหว่างวัน ขืนเราทำตัวเป็นแม่ไม้บรรทัดให้ต้มน้ำด้วยเตาแก๊ส คงไ้ด้ถูกตะเพิดออกจากสำนักงาน...ก็ดูบริบทค่ะ ทำเท่าที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ปล่อยวาง แล้วสุขภาพชีวิตจะดี

ความจริงเรื่องอาหารนี่จะว่าสำคัญก็สำคัญเพราะมันเป็นการเติมพลังงานให้ร่างกาย แต่มันก็มีเรื่องใหญ่ๆ กว่าอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพด้วย ...แต่จะคุยเรื่องอาหารก็สนุกดีนะคะ ใครมีสูตรอาหาร เมนู เอามาเล่าก็ได้ สนุกดี เพราะเราคนเขียนกระทู้นี้น่ะ ...ทำอาหารม่ายเป็น

มีคนบอกว่า การทำอาหารกินเอง (และแจกเพื่อนบ้าน) ทำให้สุขภาพชีวิตดี ...เราว่าจริง



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 03:40:48 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 11:50:25 PM »

พอมีการพูดถึงไมโครเวฟ เราก็นึกถึง ตู้เย็น

ไม่รู้ว่าแต่ละบ้านมีตู้เย็นขนาดกี่คิว หรือมีกันบ้านละกี่ใบ (เขาเรียกตู้เย็นว่า ใบ ไหมคะเนี่ย...ชักตกภาษาไทยแฮะ)

ตอนที่เรายังเป็นเด็กที่บ้านไม่มีตู้เย็น จำได้ว่าเนื้อหมูที่ป้าข้างบ้านขายนั้นแขวนไว้ให้มันโดนลมโกรกจนแห้ง นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขาแช่ในตู้น้ำแข็งหรือเปล่า ประกอบกับหลังบ้านเราเป็นสวนเลยไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องอาหารการกิน และมันคงติดนิสัยมาจนโต คือไม่เคยเห็นความสำคัญของตู้เย็นมากนัก คงเพราะสมัยก่อนไม่มีตู้เย็น ผู้คนก็เลยได้กินของสดกันเป็นประจำ เป็นวิถีชีวิต เพราะไม่มีทางเลือก

เรามารู้สึกตกใจกับความสำคัญของตู้เย็นเมื่อเร็วๆ นี้เอง เดิมเรามีตู้เย็นเล็กๆ เก่าๆ อยู่อันหนึ่ง มันก็ใช้การได้ดี(เพราะเราไม่ค่อยมีอะไรจะแช่) แต่ก็ตัดสินใจซื้อตู้เย็นใหม่เพราะสารคดีของคุณอัล กอร์ An Inconvenient Truth "ลดโลกร้อน" คือตู้เก่ามันปลืองไฟ (ทั้งที่บ้านเราก็เสียค่าไฟไม่กี่ร้อยเอง) ก็เลยไปหาซื้อตู้เย็นที่มันมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 พร้อมกันนั้นก็เลยซื้อแบบที่มัน No frost ด้วย ขนาดว่าซื้อขนาดที่มันเล็กที่สุดแล้วในรุ่นที่มัน No Frost มันก็ยังใหญ่มากในความรู้สึกของเราอยู่ดี ทุกวันนี้มีตู้เย็นไว้เก็บข้าวสาร(กันมอด กันมด)

น้องที่ทำงานบอกว่า ที่บ้านเขาอยู่กัน 5 คน ตู้เย็น 3 เครื่อง คือหนึ่งไว้ใส่ขนม อีกหนึ่งไว้ใส่กับข้าว ของสด อีกหนึ่งไว้ใส่เครื่องสำอางค์

อีกบ้านอยู่กันสองคนตายาย มีตู้เย็น 3 ตู้เช่นกัน ตู้แรกไว้ใส่แป้งและข้าว อีกตู้ไว้ใส่เบียร์กับไวน์ ส่วนอีกหนึ่งมีไว้ใส่อะไรก็ได้รวมถึงกับข้าว ขนม ที่กินไม่หมดมื้อ

พวกศาสตร์สุขภาพองค์รวมให้ความสำคัญของ ความสด และ พลังชีวิต ค่ะ เชื่่อกันว่า ผักที่เก็บสดจากสวน ล้าง แล้วกินเลย จะให้พลังชีวิต พลังปราณ สูงสุด อาหารก็ทำสด กินกันเป็นมื้ิอๆ หรืออย่างมากก็ไม่ข้ามวัน การเตรียมอาหารก็ซื้อของสดมาทำกันทุกวัน จะซื้อเช้า ซื้อเย็นก็แ้ล้วแต่ เพื่อให้พลังชีวิตจากอาหารนั้นยังพอมีอยู่ ดังนั้นตู้เย็นก็อาจไม่สำคัญมากนัก  ก็อาจจำเป็นบ้างสำหรับอาหารที่เรียกกันว่า อาหารโปรไบโอติกส์ คืออาหารหมักดองธรรมชาติที่มีจุลินทรีย์อยู่ในนั้น การรักษาอุณหภูมิทำให้จุลินทรีย์เหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ และอาหารไม่บูดเน่าเสียหาย (อาหารโปรไบโอติกส์ ก็เช่น ผักดอง มิโสะ โยเกิร์ต ...ทำนองนี้...ส่วนเบียร์ ไวน์ นี่ใช่หรือเปล่าไม่ค่อยแน่ใจ เราว่าจุลินทรีย์มันตายไปหมดแล้วล่ะ)

นึกๆ ดูแล้ว การใช้ชีิิวิตแบบสุขภาพทางเลือกนี่ประหยัดดีเหมือนกันนะคะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 11:54:38 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
namutsapond
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 21



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 03:26:24 PM »

ดีจังเลย... ยิงฟันยิ้ม  ชอบๆที่มีคนสนใจเรื่องสุขภาพชีวิต  ช่วงนี้กำลังสนุกกับการหาสมุนไพรมาไล่แมลง  สูตรนี้ทำง่ายๆใช้กันเอง มีใบน้อยหน่า ใบสะเดา ยาเส้น
นำใบน้อยหน่าและใบสะเดา  ในอัตราส่วนเท่ากัน มาบด  ยาเส้นพอประมาณ(ไม่มีสูตรตายตัวกะพอๆกัน)   เติมน้ำพอประมาณหมักใส่ถังไว้หนึ่งคืน นำมากรองเอาแต่น้ำ  ใช้ได้เลย  สูตรนี้ใช้ไล่เห็บ มัด   หมาและแมว  โดยนำน้ำที่หมักมาฉะโลมที่ตัวหมาหรือแมวทั้งตัว  ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก
เท่านี้เห็บ มัด ก็จะหนีหายไปเลย  แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่าเห็บ มัด ไม่ตาย   ยังสามารถฉีดพ่นรอบๆบ้านไล่แมลงได้อีกด้วย  เท่านี้เราก็ได้ยาไล่แมลงโดยไม่มีสารเคมีตกค้างที่เป็นอันตรายกับเราแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 10:59:34 PM »

ถ้าใครได้ผ่านมาอ่านกระทู้นี้ ก็อยากจะชวนให้ดูหนังสารคดีเรืื่อง Food Inc. เป็นหนังที่พูดเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งก็ต้องบอกกันไว้ก่อนว่า สารคดีเรื่องนี้เป็นอันตรายต่อผู้พิศมัยการบริโภคเนื้อสัตว์ ความจริงตัวเราเองก็ไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ เป็นมังสวิรัติ แต่ก็เห็นด้วยว่าการรับประทานเนื้อสัตว์มากๆ ไม่ดี และศาสตร์สุขภาพทุกศาสตร์ทั่วโลกทั้งอดีตและปัจจุบัน พูดตรงกันว่า ร่างกายคนเราต้องการเนื้อสัตว์น้อยมาก

เราเป็นเด็กบ้านนอก หลายอย่างก็เห็นวิถีชีวิตตามความเป็นจริง เห็นการตกปลา ทุบปลา ฆ่าไก่ ชำแหละหมู

เราคิดว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านที่หาอยู่หากิน เลี้ยงชีวิต ทำลายชีวิต เป็นปกติ ประจำวัน ได้น้อมนำให้ผู้คนกินเนื้อสัตว์เท่าที่จำเป็น เพราะเห็นความเจ็บปวดทรมาน เห็นสัจจะของคำว่า ชีวิตต่อชีวิต ผู้คนชาวบ้านที่สูงอายุมักจะกินเนื้อสัตว์น้อยลง แม่เฒ่าปกากญอส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติโดยสมัครใจ ส่วนหนึ่งคงเพราะร่างกายย่อยยาก กับอีกส่วนคงเพราะรู้เห็นในสัจจะของชีวิตแล้ว ...ผู้เฒ่าส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะปกากญอ

แต่วิถีคนเมืองในปัจจุบัน เราเห็นเนื้อสัตว์อยู่ในแพ็ค เห็นเป็นเนื้อ เป็นขา เป็นน่อง เป็นส่วนๆ เป็นชิ้นๆ ไม่เคยเห็นการฆ่า เพราะการฆ่าอยู่ในระบบปิด ไม่เคยเห็นความทุกข์ทรมานของมัน ด้านหนึ่งก็ดีไม่ต้องรู้ ไม่ต้องเห็น แต่อีกด้านก็กลายเป็นปิดหูปิดตา ขาดความเชื่อมโยงกับความเป็นชีวิต เรารู้ว่าก่อนมันจะมาเป็นเนื้อไก่ มันเป็นไก่ เป็นลูกเจี๊ยบมาก่อน แต่เราก็เพียงรู้ๆ แล้วก็ลืมๆ ทำให้เรากินแบบไม่บันยะบันยัง หลายครั้งเกินความจำเป็น และสิ่้งนั้นเองก็จะส่งผลต่อร่างกาย

เราชอบคำว่า รู้ประมาณในการบริโภค จะมังสวิรัติ หรือไม่มังสวิรัติ ก็ต้องกลับมาที่ำคำ ๆ นี้ เรายังคงเชื่อว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีมิติของการเชื่อมโยงค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 11:42:24 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2010, 10:44:41 PM »

วันนี้ได้อยู่ในห้อง เสนอสินค้า คือการนำสินค้าต่างๆ ที่ยังไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดมาเลือกกันว่า อันไหนที่เราจะนำมาวางขายในร้าน ...

เราพบว่า ขณะนี้คนไทยที่สนใจสุขภาพคงให้ความสำคัญกับคำว่า สมุนไพร ธรรมชาติ และ ผงชูรส ต่างๆ กันไป ของที่นำมาเสนอในวันนี้มีทั้ง ปลาอบสมุนไพร ถั่วคลุกสมุนไพร กล้วยเคล้าสมุนไพร ...นึกขำๆ อยู่ว่าโชคดีที่ร้านเราขายแต่ผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่อย่างนั้นคงมีคนมาเสนอ ผ้าอนามัยสมุนไพร เหมือนเมื่อครั้งที่มี ผ้าอนามัยชาเขียว

มีผลิตภัณฑ์อยู่ตัวหนึ่ง เป็นสินค้าที่ำทำแพคเกจมาดีมาก ดูเหมือนจะเตรียมส่งออก พวกเราชิมกัน แล้วก็เริ่มเถียงกัน บางคนก็ว่ามันอร่อยดี บางคนก็ติว่ามันมีผงชูรส ลิ้นจรเข้อย่างเรา ขี้เกียจชิม ได้แต่นั่งอ่านข้างซอง ด้านหน้าซองที่เป็นภาษาไทย เขียนว่า รสธรรมชาติ ตัวอักษรด้านล่างของซองระบุว่า "No MSG" ส่วนด้านหลังซองบริเวณที่เป็นส่วนประกอบ ระบุปริมาณ "ผงปรุงรสสาหร่าย ....%" และถัดลงมาเขียนว่า ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น และไม่ปรุงแต่งรสอาหาร...เอากะท่านสิ

อ่านรวมๆ คิดรวมๆ น่ะ เข้าใจไม่ได้หรอกค่ะ แต่ถ้าคิดแบบแยกส่วนจะเข้าใจได้

บันทึกการเข้า
เทพกีต้าร์ปากกามาร
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 406


เมื่อเสียงกระทบหู ใครได้ยิน


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 10:49:41 AM »

อืมมดีครับ สุขภาพชีวิต อาหารการกินในยุคปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงมาก
ขนมเด็กๆที่เคยกินก็เปลียนแปลง เด็กก็เป็นเด็ก ไม่ได้สนใจตรงคุณภาพอาหาร
แต่สนใจมันน่าเล่น ขนาดว่าขนมเอาไว้กินนะ ตอนเป็นเด็กๆขนมตอนเช้าที่แม่
ซื้อมาฝากเป็น ขนมที่ปั้นด้วยแป้งสีแดงเป็น วัว ควาย ม้า ข้างในตัวมีใส่มะพร้าวหวานๆ
กว่าจะกินก็เอามาเล่น จนเย็นเบื่อเล่นแล้ว ถึงจะฝ่าพิสูจน์ วัวควายในตัวมันมีอะไร
แต่เด็กสัมยนี้ก็ไม่ต่างกัน ลูกผมจะไปซื้อขนมเขาไม่ได้คิดว่า ขนมมันจะอย่างไร
แต่สิ่งที่เขาสนใจตรง ของเล่นที่แถมมากับขนม เหมือนเราตอนเป็นเด็กๆเลย
ตอนนี้ก็มามองคนที่เข้าไปจับจ่ายซื้อของ เอาตัวผมเลย ก็สนใจที่ของเล่นของแถม ติดนิสัยมา
ภรรยาผมก็ต้องคอยเดินตาม พอเราสนใจของสิ่งนั้น
"ไม่ต้องซื้อๆ ไปๆ กลับบ้านๆ"ภรรยามักจะปรามตลอด
ต้องแอบมาซื้อ อาหารใจ มันเสพติด แต่ก็ก็สังเกตอยู่ ต้องแก้ไขๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 11:13:02 AM โดย เทพกีต้าร์ปากกามาร » บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 04:18:16 PM »

13 ถึง 15 กุมภาที่ผ่านมา ไปทำศิลปะการเขียนโลกที่ขอนแก่น สถานที่จัดคือราชาวดีเป็นช่วงที่ รพ.ขอนแก่นนำเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดมาทำกิจกรรม

และเลี้ยงอาหารเด็กที่ราชาวดี ช่วงว่างๆของเราก็ไปด้อมๆมองๆ พูดคุยกับกลุ่มเด็กสนุกสนานดีและเราก็ไปเห็นกองขนมมากมายที่จะเอามาแจกเด็กๆ เป็นขนม

ซองๆ หรือจะตัดสินว่าขนมขยะ ด้วยความจี้ดอันว่องไวของตัวเอง เราก็เดินไปที่เจ้าหน้าที่พยาบาล รพ. ขอนแก่น "เอาขนมพวกนี้มาแจกเด็กหรือค่ะ"

พยาบาลทำหน้า งง ๆ ๆ พร้อมทั้งดูดโค้กกระป๋องที่หิ้วมา "ค่ะ"
บันทึกการเข้า
holybasil
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 6


อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 12:44:05 AM »

สำหรับคนเมือง คนมีการศึกษา อาจจะเรียกมันว่า อาหารขยะ แต่สำหรับเด็กๆ ชาวบ้าน มันคืออาหารอินเทรนด์ (เท่ห์จะได้ตาย ได้รับจากนางพยาบาลเท่านั้นรับประกันสุดๆ)

เรารู้จักเด็กเล็กๆ เหมือนกัน เคยถามว่า ถ้าจะให้รางวัลอยากได้อะไร...พ่อหนูทำตาเป็นประกาย อยากได้มาม่า กะ เป็ปซี่....พามันไปวัด หลวงพ่อก็ถามอยากได้อะไร มันชี้ไปที่บาตรหลวงพ่อ ขอมาม่าได้ป่าว
ไอ้เด็กคนนี้แม่มันเลี้ยงมาเแบบเก็บกด เป็นห่วงเหมือนกันว่าอนาคตมันจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เดินหิ้วป๋องโค้กอย่างที่คุัณจิ๋มเล่าหรือเปล่าหนอ

บันทึกการเข้า
ตห (เต้าหู้)
Not crazy enough to be true
Global Moderator
คนสวน
*****
offline offline

กระทู้: 1275



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 09:12:31 AM »

ข้อมูลจาก Supersize me!! :
น้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง ประกอบด้วย
น้ำตาลแปดช้อนชา
คาเฟอีนเท่ากับกาแฟหนึ่งแก้ว
ฯลฯ

บรรยายภาพ
เด็กเนปาลีเร่ร่อนสองคนนี้เดินตามนักท่องเที่ยวเพื่อขอสตางค์ไปซื้อน้ำอัดลมดื่ม
ลูกค้าคนสำคัญในอนาคต... เอ้า!! ยกซด...



* np005.jpg (110.03 KB, 1150x952 - ดู 24 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 09:40:35 AM โดย ตห (เต้าหู้) » บันทึกการเข้า

If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
namutsapond
จิตเบิกบาน
*
offline offline

กระทู้: 21



อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 10:05:37 AM »

เมื่อคืนดูรายการทีวีช่องหนึ่ง  น้ำอัดลมสีดำๆที่เด็กๆ ชอบดื่ม  นอกจากมีน้ำตาลเยอะและคาเฟอีนแล้ว
ยังนำไปเป้นสารซักล้างทำความสะอาด คราบเลือด  คราบสนิม ด้วย 
คิดดูแล้วกันคราบสนิมยังออก  ถ้าอยู่ในท้องเรากระเพาะจะเป็นอย่างไร :'
( ร้องไห้
บันทึกการเข้า
จุ๋ม-จิ๋ม
จิตร่วม
***
offline offline

กระทู้: 66



อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 12:00:36 PM »

ตอนนี้สนุกกับการทำสวนครัวริมรั้ว ต้นกระเพราะแตกยอดอย่างท้าทายที่จะเด็ดมาปรุงลงกระทะ

พริกขี้หนูก็มี ผักบุ้งกำลังโตวันโตคืน เห็ดนางฟ้ากำลังบานได้ที่ เช้าๆก็เลยทำบะหมี่ผัดใบกระเพรา

ใส่เห็ด งาขาว งาดำ โชยุ มั่วๆของที่มีในครัว  ยิงฟันยิ้ม อร่อยดีเหมือนกัน

บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 01:02:43 AM »

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์

มักจะถามกันบ่อยๆ ว่าเกษตรอินทรีย์คืออะไร

ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ คือผลิตภัณฑ์ที่มีการดูแลครอบคลุมตลอดกระบวนการผลิตอาหารนั้นๆ เช่นหากเป็นพืชผลทางการเกษตร ก็จะดูแลครอบคลุมตั้งแต่ การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูก เตรียมดิน ดูแหล่งน้ำ ทิศทางลม , กระบวนการปลูก ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้วัตถุเคมีในการกำจัดแมลง การจัดการในแปลงผลิต, ดูแลพืชผลหลังการเก็บเกี่ยว การคัดแยกจัดเก็บ การไม่ใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์สุดท้ายก่อนจำหน่าย (ห้ามเคล้ายาฆ่ามอด , ห้ามแช่สารเคมีอันตรายฯลฯ)

เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญใน กระบวนการ มากกว่าให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสารตกค้างที่ผลิตภัณฑ์สุดท้าย ด้วยมีความเห็นว่า หากดูแลกระบวนการปลูกให้ดีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการที่ดีก็จะมีความปลอดภัยสูง ที่สำคัญก็คือ วิธีการเกษตรอินทรีย์จะต้องคำนึงถึืงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ...การกระทำบางอย่าง ไม่เป็นพิษภัยต่ออาหารนั้นๆ แต่เป็นข้อห้ามสำหรับเกษตรอินทรีย์ เช่นการห้ามเผาตอซัง ข้อกำหนดในการทำการเกษตรบนพื้นที่ลาดชัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดสารปนเปื้อนต่อผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการทำลายความยั่งยืนของระบบนิเวศน์

ความต่างที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์(Organic) กับ ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยจากสารพิษ (Pesticide Safe) คือ การให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบสารตกค้างในผลิตภัณฑ์สุดท้ายก่อนถึงมือผู้บริโภค

ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยจากสารพิษ (Pesticide Safe) อนุญาตให้ใช้สารเคมีได้ตามชนิดและปริมาณที่จำกัด เก็บในระยะปลอดภัย แล้วใช้การตรวจสอบสารตกค้างในผลิตภัณฑ์สุดท้าย หากไม่เกินค่ามาตรฐานก็ถือว่า ผ่าน ไม่อันตราย ด้วยเชื่อว่าร่างกายมนุษย์มีความสามารถในการขับออก ขจัดทิ้ง

เกษตรอินทรีย์ไม่มีระเบียบข้อบังคับในส่วนนี้ หมายความว่าไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้

ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคควรทราบก็คือว่า ในระบบการค้า แม้จะมีกระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้าย แต่มันก็อาจจะไม่มีประโยชน์ใดๆ แล้ว

เมื่อมะเขือเทศสด ถูกเก็บส่งเข้าโรงแพค ผู้ทำการแพค จะสุ่มตัวอย่างมะเขือเทศจำนวนหนึ่งเพื่อเข้าแล็ปเทสต์ มะเขือเทศส่วนใหญ่จะถูกส่งต่อไปยังสายงานผลิต (อาจจะเพื่อขาย หรือเพื่อแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศก็ตาม) กว่าที่ห้องแล็ปจะทำการตรวจมะเขือเทศล็อตนั้น ซึ่งอาจจะเป็นช่วงสาย บ่าย หรือรุ่งขึ้นอีกวัน มะเขือเทศที่ถูกเก็บในล็อตเดียวกันก็ถูกส่งไปยังท้องตลาด และเข้าโรงงานแปรรูปไปแล้ว หากทราบว่าัอันตราย (ซึ่งมักไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน) ก็ไม่มีทางเรียกคืน(Recall) กลับมาได้ ผู้ผลิตที่ดีจะทำได้ก็เพียง แจ้งข่าวสารนี้ไปยัง supplier เพื่อ ยกเลิกขาย หรือ..ทำตามมาตรการทางการค้าต่อไป แต่ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวก็จะหลุดสู่ท้องตลาดอยู่ดี

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เรียกกันว่า Pesticide Free (ไร้สารพิษ) ในเชิงวิชาการแล้ว ศัพท์คำนี้ไม่มี(ความหมาย) เพราะไม่ใครสามารถการันตีได้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใดๆ บริสุทธิ์สะอาดแท้ เรียกหยาบๆ ได้ว่า การใช้คำนี้ในพืชผัก เป็นโโฆษณาเกินจริง
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2010, 03:44:49 PM »

ข้าว

บ่ายวันศุกร์ ก็มีสายโทรศัพท์เข้ามา น้องบอกว่า พี่รับหน่อย ลูกค้าอยากถามเรื่องข้าว

"น้องคะ พี่ซื้อข้าวซ้อมมือไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พี่ก็รีบ เลยไม่ได้ดูวันหมดอายุ" น้ำเสียงอิดออด ร้อนรน
"ค่ะ เป็นมอดหรือคะ"
"เปล่าค่ะน้อง ไม่เป็นค่ะ ทำไมเหรอคะ" ..น้ำเสียงเริ่มกังวลหน่อยๆ
"อ๋อ เปล่าค่ะ คือข้าวชนิดนี้เป็นมอดไวมาก แต่ไม่เ็ป็นก็ดีแล้วค่ะ พี่ อยากให้เก็บในตู้เย็นนะคะ"
"ต้องเก็บข้าวในตู้เย็นด้วยเหรอ พี่ไม่ได้เก็บ จะเป็นอะไรไหมคะ" ...น้ำเสียงกังวลหนักขึ้น
เราก็ชักกังวล "ไม่เป็นไรค่ะ ไม่จำเป็นแต่เก็บในตู้เย็นก็ป้องกันแมลงไงคะ"

"อ้อ....คืออย่างนี้นะคะน้อง พี่ซื้อข้าวไป หุงทานแล้วค่ะ แล้วเนี่ยพี่เพิ่งมาเห็นว่า มันเขียนว่าหมดอายุเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา"
"อ๋อ ค่ะ และพี่ต้องการจะเปลี่ยนหรือคะ"
"เปล่าค่ะเปล่่า คือพี่จะถามว่า พี่กินแล้วมีจะอันตรายหรือเปล่า เพราะพี่กินข้าวหมดอายุ!!!!!"

ก็อธิบายกันไปว่า การติดวันหมดอายุก็เพื่อต้องการแสดงความสดของข้าว อยากให้บริโภคก่อนวันที่หมดอายุเพราะจะได้ไม่ประสบปัญหาเรื่องมอด และได้กินข้าวที่ค่อนข้างสดใหม่ เธอก็พูดมาอีกว่า

"เวลาเรากินยาหมดอายุ อันตรายมากนะคะน้อง แต่ข้าวนี่ไม่เป็นไรใช่ไหม"
"ไม่เป็นอะไรค่ะพี่ ข้าวไม่ใช่ยาเคมี ไม่มีผลข้างเคียงนะคะ"
"ถ้าอย่างนั้น น้องติดวันหมดอายุไว้ทำไมคะ่ ?"
...อ้าว...(ได้แต่อุทานในใจ) เออเนอะ ติดทำไมวะให้มันเปลืองค่าสติกเกอร์...เปลืองพลังงาน

ติดเพราะกลัวมอดค่ะพี่ ....มอดไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับชาวบ้าน ถ้ามีก็เก็บออก หรือไม่ก็หุงเ้ป็นข้าวเสริมโปรตีน แต่มอดเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับคนเมืองหลวง กลัวมอด (เลยต้องเคล้ายาฆ่ามอดก่อนขาย)
เฮ้อ ความรู้พื้นฐานนับวันก็จะค่อยๆ หายไป

ขออธิบายเรื่องข้าวไว้ตรงนี้สักนิดนะคะ
ข้าวซ้อมมือ ในความหมายเดิม ก็คือข้าวที่กระเทาะเปลือก(แกลบ) ออกด้วยการตำด้วยมือ เรียกว่าข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบัน กรรมวิธีแบบนี้ไม่ค่อยมีหลงเหลือแล้ว

ข้าวซ้อมมือในความหมายปัจจุบันที่ขายในระบบอุตสาหกรรม คือข้าวที่เรียกกันว่า Haft mill Rice (ข้าวขัดครึ่งหนึ่ง)
 
ข้าวกล้อง ที่เรียกว่า Brown Rice คือข้าวที่ได้ออกมาในขั้นแรกทันทีที่สีข้าวเปลือก
เมื่อนำข้าวกล้องมาขัดออก จะได้เป็นข้าวซ้อมมือ คือ Haft-mill Rice ที่ว่า
จากนั้นเมื่อนำมาขัดอีก 1-2 ครั้ง ก็จะเรียกว่า ข้าวขัดขาว (Rice)

เมืองไทย เมืองข้าว แต่การอธิบายเรื่องข้าว ต้องใช้ภาษาอังกฤษนะคะ

จึงเป็นความหมายว่า ทำไมข้าวกล้องจึงถูกโฆษณาว่าเป็นข้าวเบอร์ห้า ประหยัดไฟ เพราะมันสีครั้งเดียว และมีอัตราการสูญเสียระหว่างการผลิตน้อยกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ข้าวซ้อมมือ  Haft-mill Rice ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมันนิ่มคล้ายข้า่วขาว แต่คุณค่าใกล้เคียงกับข้าวกล้อง นอกจากคนชอบ มด-มอด ก็ชอบด้วย เพราะมันหอมกลิ่นรำข้าว คนที่ไม่ชอบข้าวกล้อง  ก็ให้บริโภคข้าวซ้อมมือค่ะ นิ่มและยังพอเหลือคุณค่าโปรตีนวิตามินอยู่บ้าง แต่ถ้ายังมีใจรักที่จะกินข้าวกล้อง อยากให้มันอร่อยขึ้น ทำได้หลายวิธี เช่น ตวงข้าว ตวงน้ำ ให้เรียบร้อย แล้วแช่ไว้สัก 1-2 ชั่วโมงก่อนหุง จะนิ่มขึ้น สุกเร็วขึ้นด้วย หรือหุงข้าวด้วยหม้ออัดความดัน (Pressure Cooker) ถ้ากินข้าวกล้องแล้วท้องอืด แนะนำให้ใส่เกลือนิดหน่อยพร้อมกับการหุง แล้วเคี้ยวนานๆ ทำไปสัก 10 วัน ร่างกายก็ปรับได้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2010, 03:47:08 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 12:57:26 AM »

มีเรื่องเกี่ยวกับ ไมโครเวฟ มาฝากค่ะ ข้อมูลเหล่านี้ยกความดีความชอบให้น้องเหมือนแพร นะคะ เขาเป็นคนทำข้อมูล แล้วเอามาเล่าให้ฟัง

ปีไหนก็จำไม่ได้แล้ว คุณ Norma Lavitt เข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดสะโพก ซึ่งแน่นอนต้องมีการให้เลือด ที่นี้เลือดที่จะให้ เขาเก็บไว้ในห้องแช่แข็ง ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ พยาบาลได้นำเลือดถุังนั้นมาอุ่นในไมโครเวฟ เพื่อให้เลือดคลายตัว ไม่ได้อุ่นให้ร้อน แต่อุ่นให้พอที่จะนำเลือดมาใช้ในการผ่าตัดได้ ...ปรากฏว่า คุณ Norma Lavitt เสียชีวิต

รายละเีีอียดในประเด็นการอุ่นเลือดคงต้องให้บุคคลากรในโรงพยาบาลเล่านะคะ เราไม่ค่อยรู้ คือปกติคงไม่มีใครเขาทำกันหรอก อุ่นเลือดในไมโครเวฟนี้น่ะ แต่อันนี้เป็นกรณีเร่งด่วนอย่างไรไม่ทราบ ...ปัจจุบันจึงห้ามชัดเจนว่า ห้ามนำเลือดเข้าไมโครเวฟ เป็นกฎอะไรสักอย่าง ที่บรรดาหมอ พยาบาล คงจะรู้กันอยู่แล้ว

ก็มีการตั้งข้อสังเกตุว่า คลื่นไมโครเวฟ ที่เชื่อกันว่ามันเพียงทำให้โมเลกุลสั่นกระทบกันไปมาจนเกิดความร้อนนั้น มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไร

สืบเนื่องต่อมาก็คือว่า ในปี 1989 มีชายหนุ่มสองคน เกิดความสงสัยเกี่ยวกับไมโครเวฟ เขาชื่อ Blanc กับ Hertel จึงได้ทำการทดลอง เก็บสถิติ เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง และพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่ผ่านไมโครเวฟเป็นประจำ เม็ดเลือดแดงจะลดจำนวนลงเรื่อยๆ และเซลล์เม็ดเลือดแดงอ่อนแอลง ไม่สมบูรณ์

เมื่อประกาศผลงานวิจัย คนทั้งคู่ถุกถล่ม และถูกจับขังคุก โทษฐานอะไรไม่รู้เราจำไม่ถนัด พอพ้นจากห้องขัง หนึ่งในสองนี้ก็เลยทำการฟ้องกลับ ซึ่งในที่สุด รัฐไม่ได้ยอมรับผลการทดลองนี้ หรือผลงานวิจัยชิ้นนี้ แต่รัฐยอมรับว่า เขามีสิทธิื์ในการพูดในสิ่งที่เขากังวลใจ

น้องเล่าว่า ในวงการก็ถกเถียงกันไปต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ เชื่อไม่เชื่อ ปลอดภัยไม่ปลอดภัย...ก็ว่ากันไป

ส่วนคนในวงน้ำชา เราว่า เลี่ยงได้ก็ดีนะคะ สิ่งที่ง่ายมากๆ ในการหลีกเลี่ยงการใช้ไมโครเวฟก็คือ กินอาหารให้มันหมดเป็นมื้อๆ ไป ทำสดใหม่ทุกมื้อ ทุกวัน หรืออย่างน้อย ทำเช้า เผื่อกลางวัน แล้วค่อยทำอีกครั้งมื้อเย็น ...ก็ง่ายดี ความจริงการมีเตาแก๊สก็ง่ายแล้วล่ะ ถ้าเทียบกับคนรุ่นพ่อแม่ของเรา

มีคนบอกว่า อาหารที่ดี มีพลัง คืออาหารที่ทำเอง บ้านของน้องคนนี้ กับบ้านเรา เหมือนกันอยู่อย่างคือ ขยันทำเมนูไข่ ...นี่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันไป จนเรามีเมนูไข่แปลกๆ มา 2 อันแล้ว สนุกดี เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และจัดการความรู้ที่ดีเหมือนกัน


บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 12:56:43 AM »

มีเรื่องอยากเล่าค่ะ แต่ลังเลนิดหน่อยว่าเขียนในกระทู้นี้ มันจะผิดเจตนารมย์ของเจ้าของกระทู้ไหม ... เข้าใจว่าคงไม่  ยิ้มเท่ห์

คือว่าอยากแนะนำนวัตกรรม สำหรับคนที่ติดบุหรี่ค่ะ ... น่าใช้ น่าทดลอง
(ส่วนคนที่ไม่ติดบุหรี่ อ่านไว้เป็นความรู้ เผื่อจะไปแนะนำเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ที่อยากเลิกบุหรี่แต่ยังใจไม่เข้มแข็งพอ)

วันนี้ไปเจอเพื่อนเก่าที่รักกันมากตั้งแต่สมัยเรียน ไม่เจอกันนานแล้ว เจอกันครั้งนี้ หน้าตาดูดี ดูมีสุขภาพ 
นั่งคุยกันไปสักพัก เพื่อนก็ควักแท่งสีดำๆ ขึ้นมา แล้วเอามาสูบแบบบุหรี่ ตอนที่สูบตรงปลายแท่งเป็นสีแดงวาบๆ มีควันเหมือนบุหรี่แต่ไม่มีกลิ่น
เพื่อนบอกว่าใช้มาหกเดือนแล้ว "ก็โอเคนะ รู้สึกสดชื่นขึ้น นอนหลับสนิท ตัวหายเหม็นด้วย"
คือไอ้เพื่อนคนนี้ รักกันมากแค่ไหนก็ต้องรักษาระยะห่าง ไม่ขอนั่งใกล้ เพราะไม่ชอบกลิ่นที่ติดตัว

แท่งดำๆ ที่ว่านั้นคือ บุหรี่ไฟฟ้า หรือ บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ค่ะ  ตกใจ

เป็นเทคโนโลยี่ใหม่ที่จะสร้างความรู้สึกเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ คงไว้ซึ่งสุนทรีย์ในการสูบและแทนที่บุหรี่จริงได้ เป็นบุหรี่ที่ไม่มีใบยาสูบเป็นสารผสม สิ่งที่ผู้สูบเจ้าบูหรี่ไฟฟ้าจะได้รับมีอย่างเดียวก็คือ สารนิโคติน และสารเคมีที่เป็นละอองมีลักษณะคล้ายควันบุหรี่ โดยจะบรรจุในรูปแท่ง (cartridge) ควบคุมโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว และเทคโนโลยีอะตอม ใช้แบตเตอรี่สำหรับอัดไฟไว้ในเครื่องเพื่อใช้งานเมื่อเจ้าของต้องการสูบ ไม่มีกลิ่น ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องลมหายใจ ฟันไม่เหลือง และตัดปัญหาเรื่องควันบุหรี่มือสองได้ เขาว่ากันว่า บุหรี่ดังกล่าวไม่มีส่วนผสมของสารทาร์ ไม่มีคาร์บอนมอนนอคไซด์ที่เกิดจากการเผาใหม้ ไม่มีสารพิษใดๆ ที่ทำให้เกิดโรคร้ายเช่นมะเร็งปอด มะเร็งคอ มะเร็งในช่องปาก หลอดลม ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ ... อันนี้คงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ เพราะเป็นของใหม่ที่เพิ่งออกมาไม่นาน ยังไม่น่าพิสูจน์ได้ 

บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เริ่มประดิษฐ์คิดค้นในประเทศจีน โดยบริษัท Ruyan ผลิตภายใต้ การดูแลของ China Health Care Society and Beijing Health Care Department และได้แพร่หลายไปทั่วโลกในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา


เพื่อนบอกว่า ตั้งใจเลิกบุหรี่หลายครั้งแต่แล้วก็แพ้ใจและกายตัวเอง กลับมาสูบใหม่ แต่รอบนี้น่าจะเลิกได้เพราะตอนนี้ความถี่เริ่มลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เวลาเปรี้ยวปากก็หยิบมาสูบแค่ครั้งสองครั้ง ไม่ต้องเสียดายว่ายังไม่หมดมวน สิงห์อมควันคนไหนสนใจก็ลองไปหามาสูบแทนบุหรี่ปรกติดูนะคะ ... น่าจะหาซื้อได้ไม่ยากแม้จะยังไม่แพร่หลาย
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 07:08:16 AM »

เรามีเพื่อนที่ติดบุหรี่เช่นกัน
เคยถามมันหลายครั้งว่า สูบทำไม เปลืองตังค์ เหมือนเผาแบงค์เล่น มันบอกเราด้วยน้ำเสียงน่าเห็นใจ

"ซุป เราก็เคยพยายามอาบแล้วว่ะ ไม่เวิร์ค"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2010, 07:13:52 AM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 15, 2010, 11:42:13 PM »

ช่วงนี้ผู้คนทะเลาะกันเรื่อง สี ของเสื้ออีกแล้ว ทำให้คิดไปว่า เมื่อการทะเลาะนี้สิ้นสุดลง เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อให้สุขภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้น อย่างหนึ่งที่ชัดๆ ก็คงไม่ต้องฟังเสียงคนด่าทอกัน แต่นอกนั้นก็ยังมองไม่เห็น

เมื่อวานได้ไปที่ ขนส่งหมอชิต เราไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากแล้ว ตอนนี้ที่นี่มีเซเว่นใหญ่มาก ร้านเช่าขายของของเอกชนไม่เหลือแล้ว เดินเข้าไปในส่วนที่เรียกว่า ฟู้ดเซ็นเตอร์ มีมุมขายไก่ทอดลุงเคนอยู่ร้านหนึ่ง เคียงคู่กับแผงลอยขายข้าวแกงอาหารคูุ่บุญของคนไทย ความต่างคือแบรนด์ ความเหมือนคือไก่ เผลอๆ มันอาจจะมาจากเล้าเดียวกัน ความเหมือนอีกอย่างคือความที่เรารู้สึกว่า ไม่ค่อยสะอาด ไม่ว่าจะแบรนด์ดัง หรือแผงลอย เราก็รู้สึกว่า มาตรฐานความสะอาดมันติดลบ  อาจเป็นเรื่องที่เราคิดไปเองก็ได้ หรือมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

จานใส่อาหารเป็นคราบ เป็นจานเมลามีน ซึ่งไม่ควรจะใช้แล้ว เมลามีนจะปล่อยฟอร์มัลดีไฮท์ออกมาเมื่อโดนความร้อน ...ไม่รู้ว่าตามโรงพยาบาลเลิกใช้หรือยัง ชุดอาหารว่าง กาแฟร้อนใส่ถ้วยเมลามีนนี้น่ะ เรานั่งมองบรรยากาศใน ห้องอาหาร อยู่นาน ตัวเราเองเหมือนมนุษย์ประหลาดที่พลัดหลงเข้าไป เหตุที่ต้องรอนานก็เพราะการเตรียมตัวที่ไม่ดีของเรา

ผู้คนที่อยู่ที่นั่นต่างก็กินอา่หารเหล่านั้นดูเหมือนเรื่องปกติ เราเองกลับรู้สึกว่ามันไม่สด ไม่ปรุงใหม่ๆ และ ไม่สมราคาเอาเสียเลย แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เราคิดไปเองคนเดียว

พร้อมกันนั้นก็รู้สึกอีกอย่างว่า นี่คือคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประเทศที่ประกาศว่า จะผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก ...ประชากรของตัวเองยังเลี้ยงดีไม่ได้ นับประสาอะไรกัน

บ้านเรามีอาหารมากมาย มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายมากติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่นี่คือคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของบ้านเรา ... และเราก็อดเอา ไม่เปลืองตังค์ แต่เปลืองกรดในกระเพาะ




บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 11:27:14 PM »

วันนี้ร่อนเร่ จนมาถึงสี่แยกแคราย ได้เห็นเด็กคนนี้อายุไม่น่าจะเกิน 4 ขวบ น้องที่ไปด้วยกันบอกว่า แม่เขากล้าดีที่ปล่อยลูกไว้ ไม่กลัวลูกปีนลงมา

ไม่รู้ว่าการที่ลูกได้อยู่ใกล้แม่แต่ก็อยู่กลางถนน ตรงแยกไฟแดงที่จราจรคับคั่ง วันละหลายๆ ชั่วโมง อะไรจะดีกว่ากัน

ถ้าต้องแลกกับการที่เด็กได้อยู่ในที่ปลอดภัย ไม่มีมลพิษมากขนาดนี้ แต่ไม่มีแม่ดูแล

ตอนเราเล็กมากๆ ยังจำได้ เวลาแม่ไม่อยู่มีอาการเหมือนใจจะขาด ยังไงก็ได้ขอให้ใกล้แม่ ...แต่เห็นแบบนี้ก็รู้สึก บางที โลกนี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซับซ้อน


* Image0202.jpg (98.81 KB, 599x432 - ดู 23 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2010, 11:59:50 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 11:28:44 PM »

รูปนี้ลดกระจกลง ชัดขึ้น


* Image0203_resize.jpg (53.08 KB, 360x290 - ดู 158 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2010, 11:56:24 PM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 11:55:34 PM »

รูปสุดท้าย

เธองุ่มง่ามฟุบหน้าลงตรงขอบเกาะกลางถนน เราชะเง้อมองดีๆ บริเวณที่เธอนั่ง พร้อมสรรพไปด้วยของเล่น ผ้าปูที่นอน ขวดน้ำ ขวดนม เป็นเจ้าหนูกลางท้องถนน เยาวชนของชาติ


* Image0204.jpg (116.31 KB, 584x584 - ดู 25 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 12:35:52 PM »

สวัสดี น้องรัก 1

      คืนนี้สามารถควบคุมการหลับและการตื่นนอนตอนเช้าได้ดีขึ้นเกือบเป็นปกติแล้ว เช้านี้โกรู้สึกดีอยากเขียนจดหมายถึงน้องๆ หลังจากเมื่อคืนนี้กลับไปอ่าน “สนทนากับเสียงภายในตน” หน้า 15  จาก  http://webboard.wongnamcha.com ทำให้รำลึกได้ว่า นอกจากหนังแผ่นก็ยังมีเครือข่ายไฟฟ้า “วงน้ำชา” ไว้ปรึกษา-คุยกับตัวเองไปพร้อมกัน นอกจาก “โรงเรียนพ่อแม่” แล้วที่โกต้อยสนใจมากที่สุดก็เป็น “สนทนากับเสียงภายในตน” ที่เรียนรู้ถึงตัวตนต่างๆ ในจิตใจคนเรา เรียนรู้ตัวเองและคนอื่นๆ  ถ้าอ่านหน้าสิบห้าแล้วงง-ไม่เข้าใจ แล้วอยากเข้าใจน่าจะย้อนไปอ่านหน้าแรกๆ ที่จะทำให้เข้าใจศัพท์เฉพาะของ“วงน้ำชา” และ “สนทนากับเสียงภายในตน”

      โกคิดเห็นว่าทุกคนในครอบครัวเรามีส่วนที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย  ในแต่ละช่วงเวลา สิ่งที่โกได้ยินชัดเจนจากแม่เมื่อ 21 มีนาคม 2553 คือ ไม่อยาก(ให้ลูก..ด้วยหรือเปล่า?)เป็นหนี้เพื่อจะสุขสบาย  ถ้าจะเป็นหนี้ยอมลำบากกาย เช่น ทนร้อน(เสียยังดีกว่า..?)

.........................................................................


            รักและคิดถึง
                 โก
                                                            23 มีนาคม 2553


จดหมายข้างบนเขียนหลังจากต้องพยายามอย่างจัดการกับตื่นและการหลับ  ด้วยการควบคุมสารเคมีภายนอกให้สารเมีภายในสมองได้สมดุล?
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 01:09:15 PM »

อ่านหัวข้อนี้แล้ว รู้ว่าเรายังไม่รู้อีกหลายเรื่องหลายมุม โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยข้อมูลที่แตกต่างกันมากมายจริงๆ

เมื่อก่อเคยอ่านบทความ เจอข้อดีขอเมลามีน จึงซื้อไว้ใช้เอง ให้แม่ใช้ ที่ใช้เองนั้นแทบไม่เหลือแล้ว  แต่ที่ให้แม่ไว้สิมันยากมากนะที่จะบอกให้เลิกใช้ (เพราะมีปัจจัยอื่นที่คนอื่นก็ยากจะช่วยได้ ปีนี้แม่อายุย่าง 82 แล้ว กำลังแขนขาไม่ค่อยดี ไปตลาดไม่ไหวมาหลายปีแล้ว คนที่อยู่บ้านด้วยก็นอนอยู่แต่บนเตียง  พุดคุยกับลูกๆ ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกัน) ถ้วย-จานเครื่องเคลือบ-แก้วก็มีแต่มันหนัก ตกแตกได้ง่าย แตกไปคงเสียดายแย่ (ขนาดภาชนะพลาติกธรรมดา-ค่อนข้างดี  แต่หมดอายุแล้วที่ลุกๆใ ห้มายังเก็บไว้ในตู้ล็อกุญแจอย่างแน่นหนา) อาจบาดตัวเองและคนอื่นได้ ยิ่งเป็นเบาหวานและปลายเท้าตกข้างหนึ่งอยู่ด้วย ไม่ค่อยไว้ใจใคร

การที่คนเราอยู่ในมุมองใดมุมองหนึ่ง อาจจะยากที่จะเห็น รู้หรือเข้าใจกับอีกหลายมุมอง บางทีอาจ รู้ เห็น เข้าใจ แต่ยังทำไม่ได้ หรือทำได้ยากอยู่ดี  อย่างการนอน-ตื่นนอนของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ เป็นไปโดยอัตโมติ  แต่ของเราสิต้องควบคุมโดยเพิ่มสารเคมีที่เราก็ไม่รู้จักดีนักเข้าไปในร่างกายด้วยระบบควบคุมด้วยตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางปัจจัยเรารู้แต่แค่วันต่อวันคืนต่อคืนนะ ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอดไป  คุณหมอก็คงไม่เข้าใจด้วย เราจึงต้องควบคุมด้วยตัวเองเป็นหลัก...

จากภาพที่คุณซุปนำเสนอไว้ก้อนหน้านี้ นั้น
เป็นไปได้ไหมคนที่นำเด็กไว้ทีเกาะกลางถนนนั้น เค้ารู้แต่มันเป็นทางเลือกที่เค้าเลือกอย่างดีแล้วด้วยข้อจำกัดของเขา อาจเป็นทั้งความรู้ การที่ต้องทำมาหากินเพื่อให้มีชีวิตรอด ยังไม่ถามถึงที่ใช้หลับใช้นอนเลยนะ..  ก็ดีนะ..ช่วยเตือนให้ระลึกอยู่ว่าเราอยู่ในโลกใลเดียวกันที่เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างอยู่เสมอในหลายๆ ด้าน
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 04:48:00 PM »

อ่านเกี่ยวกับไมโครเวฟที่คุณซุปนำมาฝาก ก็เห็นการต่อสู้กันทางด้านข้อมูลข่าวสารและอุตสาหกรรม ได้ระดับหนึ่ง

เราใช้ไมโครเวฟทำให้ไข่สุก-อุ่นกับข้าวถุงที่ซื้อแช่ตู้เย็นไว้

แม่เป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมใช้ไมโครเวฟ เลยไม่กล้านำไมโครเวฟข้าบ้านแม่ สมัยยังมีเรี่ยวมีแรงดีอยู่แม่จะก่อไฟเตาถ่าน(ซึ่งเราเหม็นควันไม้ ถึงระดับแสบคอทนไม่ได้  แม่ก็ว่าแหม..ทำเป็นทนไม่ได้  สงสัยว่าจะทนนานไปจนร่างกายมันทนไม่ค่อยไหว..?) แล้วเอากับข้าวลงอุ่นในกระทะเหล็ก  ส่วนน้องจะอุนและทำกับข้าวในกระทะไฟฟ้าที่ทำจากอลูมิเนียม(เหมือนเราสมัยยังพักบ้านพักโรงพยาบาลเลย) ส่วนข้านั้นตั้งแต่เกิดมาก็เห็นคนในครอบครัวหุงข้าวใส่ภาชนอลูมิเนียมมาตลอด ช่วงหลังๆ มีการเคลือบเทฟลอน ซึ่งปรากฎว่าเทฟลอน ร่อนหลุดซะเองเพราทนสก็อตไบร์ทเขียวและแรงขัดไม่ไหว
อยากใช้ภาชนะดีอย่างเป็นสเตนเลสชั้นดี+เทคโนโลยีประหยัดพลังงานตอนใช้(แต่น่าจะเปลืองพลังงานมากตอนผลิต) ราก็แพงเป็นหมื่นๆ บาทถึงเป็นมรดกตกทอดก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนยินดีรับหรือไม่ เพราะถ้าไม่หุงหากินเองก็น่าจะเกะกะรกรุงรังเปล่าๆ แล้วคุ้มไหมที่กินแค่คนสองคน แต่ละคนก็คงมีคำตอบที่แตกต่างกันไป

เคยชวนเพื่อนกินซาลาเปาที่กินมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพื่อนกินครั้งเดียวแล้วถามกลับว่ากินเข้าไปได้ยังไง ก็ใส่ปากแล้วเคี้ยวๆๆๆ กลืน...สิเพื่อนเอ๋ย  จนกระทั่งได้กินซาลาเปาร้านในห้างถึงรู้ว่าทำไมเพื่อถึงถาม-กินไม่ลง ทั้งที่อยู่ประเทศไทยเดียวกันนี่แหละ  ก็ไม่แปลกใจที่ค่าอาหารบางมื้อของบางคนนั้นสามารถเป็นค่าอาหารของบางคนนานนับเดือนได้เลย

คนเรานี่ก็แปลกไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากชลอความชรา แต่อยากมีอายุยาวนานซึ่งทำให้ยากจะหลีกพ้นได้ เพื่อนคนหนึ่งลงทุนกับเรื่องชลอริ้วรอยลงทุนเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และอีกหลายสำนัก แต่ปัจจัยชี้ขาดกลับเป็นอย่างอื่น เลือกจบชีวิตในอายุไม่ถึง 40 ปี  อีกรายหนึ่งเลือกจบชีวิตของภรรยาและตัวเองในแบบที่ไม่มีใครเลียนแบบได้เป็นข่าวอยู่หลายวัน..เคยร่วมงานกันห่างๆ ก็เลือกจะจำในสิ่งดีๆ ของเพื่อนไว้

หรือว่าแท้จริงแล้ว สุข ภาพ และชิวิต นั้นอยู่อย่างแยกกัน แยกกันอยู่  ฮืม
บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 11:42:59 PM »

ขอบคุณคุณต้อยที่คุยมานะคะ เืรื่องเครื่องครัวแสตนเลสดีๆ นี่มีประโยชน์หลายอย่างค่ะ ข้อแรกมันหนักใช้เป็นอาวุธได้ ข้อถัดมาคือมันเงาใช้แทนกระจกได้ และสุดท้ายมันแพงก็ขายต่อได้ (อย่าไปคิดเรื่่องราคาตก เพราะคนขายไม่ได้เป็นคนซื้อ..นะคะ)

วันนี้เรื่อง สี ก็ได้กลายเป็นวาระสุขภาพของสังคมไทยไปเรีัยบร้อย เราถามพี่ว่า ถ้าพี่เป็นเขา พี่จะทำอย่างไร พี่ตอบว่า ตอบยากเพราะเเราไม่ได้บ้า เลยไม่รู้ว่ามันคิดอะไร  ประโยคนี้โดนใจอย่างจัง

เราคิดในแบบที่เราเป็น ในแบบที่เราเคยสะสมประสบการณ์มาแต่เล็กแต่น้อย และเราก็คิดว่าคนอื่นๆ เขาจะคิดแบบเรา เราลืมไปว่า เขาก็มีระบบคิดของเขา ซึ่งอาจจะแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง กรณีนายกคนนี้ กับ อดีตนายก เป็นตัวอย่างหนึ่ง

ภาพที่เรานำขึ้นโพสต์ เป็นเพราะเราเองก็มีชุดภาพความคิด ความทรงจำของเราชุดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนมันส่งผลต่อการมองโลกในปัจจุบันของเรามาก เราจึงคิดและเขียนในทำนองว่า มันก็โอเคที่เด็กได้อยู่ใกล้ๆ แม่ แม้จะอยู่กลางถนน แต่ถ้าเรามีกรอบความทรงจำในอีกแบบ เราก็อาจจะเขียนว่า แม่ชุ่ย ทิ้งลูกไว้ให้ดมควัน....เรารู้สึกเศร้าๆ เท่านั้นที่เด็กได้อยู่ใกล้แม่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไร

เราอาจจะมีความอ่อนไหวต่อประเด็นเหล่านี้ในดีกรีที่มากกว่าคนทั่วๆ ไปเล็กน้อย ความสัมพันธ์ของแม่ลูก เป็นความสัมพันธ์ที่จะเรียกว่าซับซ้อนก็ได้ เรียบง่ายก็ได้ หลายครั้งที่เราเฝ้ามองเหตุการณ์ผ่านความคิดของเรา

ครั้งหนึ่งมีคนไปถามแรงงานพม่าในวัยสาวมีลูกอ่อนแบเบาะ เธอจากบ้านเกิดมาเพราะความเจ็บป่วยพิกลพิการของระบบคิดผู้นำประเทศ เมื่อบ้านของเธอไม่ปลอดภัยก็เดินทางเข้าไทยเพราะปลอดภัยกว่า

การเป็นแรงงานต่างด้าวก็ทำงานหนักอยู่แล้ว แถมตั้งครรภ์อีก ถูกกดค่าแรง คนถามถามว่าเป็นอย่างไร อยู่ได้ไหม ทำไมถึงยอมให้เขากดค่าแรง เธอตอบว่า อยู่ได้เพราะที่นี่ทำให้เธอและลูกปลอดภัย แต่แล้วเธอก็ตอบต่อไปว่า อีกไ่ม่นานเธอก็จะกลับบ้านแล้วล่ะ ...คนถามก็ถามว่า ทำไมล่ะ เธอไม่กลัวแล้วหรือ จะกลับไปทำไมในเมื่อเมืองไทยปลอดภัยกว่า

เธอนิ่งอึ้งไป ก่อนจะตอบเบาๆว่า "หนูไม่อยากให้ลูกเกิดมาแล้วถูกด่าทุกวันเหมือนหนู"

ความปลอดภัยทางกาย กับ จิตใจ และ ความเป็นมนุษย์

....คุึยยาวเลย ความจริงอยากถามคุณต้อยว่า เป็นอะไร

ต้องพยายามอย่างจัดการกับตื่นและการหลับ  ด้วยการควบคุมสารเคมีภายนอกให้สารเมีภายในสมองได้สมดุล

ต้องควบคุมโดยเพิ่มสารเคมีที่เราก็ไม่รู้จักดีนักเข้าไปในร่างกายด้วยระบบ ควบคุมด้วยตนเอง


คุณต้อยเป็นอะไร ใช้ยานอนหลับ ? หรืออย่างไรคะ จะคุยแบ่งๆ กันไหม







บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: มีนาคม 24, 2010, 07:47:00 AM »

ครับคุํณซุป ผมใช้ยาช่วยการนอนหลับมากกว่า 10 ปี เคยหยุดยาได้ประมาณ 2ปี  อยู่คนละบ้านกับพ่อแม่วัย 80 หลังจากเพลาการทุ่มเทงานด้านสิทธิและโอกาสคนพิการที่ทำติดต่อกันนานสิบกว่าปี ก็ไปดูแลพ่อกับแม่ตอนหลังเลิกงานเป็นปรพจำด้วยการขี จยย. เพิ่งเปลียนมาขรบรถยนต์ได้ปีกว่าๆ

ตอนซื้อรถยนต์ แม่บอกว่ารถยนต์มันอันตราย และผมรู้ว่ามันตรายจริงเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 22 นี้ ถูก จยย.ชนท้ายจนท่อไอเสียหลุด-คด กันชนหลังขวาหลุด ไม่มีใครเป็นอะไร คนขี่ชนช่วยมัดท่อไอเสียไม่ให้ลากพื้น ขอบคุณแล้วก็แยกย้ายกันไป  เย็นวันวานที่ 23 นี้ถูก จยย.วิ่งเข้ามาชนกันชนหน้าขวาหลุด เสียงผู้หญิงที่ซ้อนหวีดร้องเสียงหลง แล้วก็หนีหายไปผมทำได้แค่ลงไปมองดูและประคองรถกลับบ้าน แล้วถอดชิ้นส่วนที่ยังติดอยู่ออก  และประกอบกันชนหลังขวาทีหลุดให้เข้าที่  คิดถึงตอนนที่บุญส่งเพื่อนสมัยประถมขับรถพาผมกับเดจะไปงานกินเลี้ยงวันเกิดเจ้าพ่อกวนอู  แต่ไปไม่ถึงผมชื่นชมที่เขามีสติเมื่อรู้ว่าแซงไม่พ้นก่อนถึงสะพานเขาตัดสินใจเอาประตูรถด้าซ้ายที่เดนั่งยู่ค่อยๆ เบียดรถสิบล้อ โดยไม่ถูกกับรถที่สวนมาด้วยความเร็บสูงข้าสะพานข้าคลองบนถนนสูงมากๆ ห่างศาลเจ้าไม่เท่าไหร่ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น รถมีประกันก็เลยตกลงกันไม่ยากนัก

ตอนเปลี่ยนจากขี่จักรยานไปเป็น จยย. แม่ก็บอกว่า จยย.มันอันตราย เคยขีจักรยานไปบ้านแม่-พ่อ สอง-สามครั้งเหนื่อยมาก ระยะหลังขี่แล้วชาไปตามแขนและขาเลยเลิกขี่

ผมใช้เก้าอี้ล้อเข็น / วีลแชร์ (Wheelchair)ในที่ทำงานมาสิบกวว่าปีแล้ว หลังจากทนใช้เบรสตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มัธยมปลายหยุดพักตอนไปทำงานที่แม่ฮ่องสอนไปปีกว่าๆ เพราะการใส่เบรสขายาว(Long leg brace) นั้นมีปัญหาการกดเจ็บ-บาด และการเสียดสีของผิวหนังกับหนังแท้/หนังเทียม เป็นฝื่น/ตุมคัน รุขุมขนอักเสบ ช่วงหลังล้มทั้งเบรสบ่อยซึ่งแต่ละครั้งเจ็บมากๆ เดินมากก็ปวดขา ปวดข้อสะโพก ปวดหลัง (ต้องกินยาแก้ปวด-คลายกล้ามเนื้อ+ทำกายภาพบำบัดอยู่ประมาณสองปี) หลังจากใช้เก้าอี้ล้อเข็นไม่ต้องกินยาแก้ปวดหลัง/ปวดขา ไม่ต้องทำกายภาพบำบัดอยู่หลายปี เพิ่งต้องกลับมาดึงคอในปีนี้เนื่องจากตรวจพบว่าอาการชาตามแขนขาและลำตัวน่าจะเกิดจากหมอนรองกระดูต้นคอทับเส้นประสาท ดึงคอไม่ครบสิบครั้งต้องเลิกทำเพราะที่รัดคางไปกดจนเหงือกเป็นแผลเลยเลิกไปทำอีก อาการชาตามแขนขาและลำตัวไม่มีแล้ว

แม่ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ทุ่มเทเพื่อการหายโรค ทั้งพ่อและแม่ผมใจว่าผมเ็ป็นโรคหมอทำ เพราะ...ตอนประมาณสองขวบครึ่งผมวิ่งเก่งแล้ว ผมเป็นไข้พ่อพาผมไปหาหมอที่คลีนิกหแพทย์คนหนึ่งในปากน้ำโพหลังจากฉีดยาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมก็เริ่มยืนไม่อยู่และยืนไม่ได้ จากนั้นในช่วงเวลา 2 - 3 ปี พ่อกับแม่พาผมตระเวนรักษาทั้งในโรงพยาบาล ตามวัดทั้งในกรุงเทพและจังหวัดต่างๆ และหมอนวดชาวบ้านซึ่งประการหลังนี้ที่ช่วยให้ขาขวาผมกลับมามีความรู้สึก การหมุนเวียนเลือดดีขึ้นอุ่นขึ้นแม้จะไม่เท่าข้างซ้ายตราบจนทุกวันนี้  ผมได้มีโอกาสหัดเดินเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต ผมเดินได้วิ่งได้อีกครั้งแต่ไม่เหมือนเดิมแล้ว  ทุกครั้งตั้งแต่เด็กจนโตที่ผ่านบริเวณที่เป็นคลินิกหมอคนที่ฉีดยาแล้วผมเดินไม่ได้ทั้งเด(พ่อ)และแม่  จะย้ำเตือนผมว่าหมอ..นี่แหละที่ทำให้ลูกเดินไม่ได้  เพราะหมอไม่รับผิดชอบ และหลายต่อหลายครั้งที่พร่ำบ่นถึงความยากลำบากในการเดินทางสมัยก่อนที่ต้องอาศัยการเดิน ต่อรถเมล์ ต่อเรือข้ามฟากระหว่างธนบุรี กรุงเทพ และโรงพยายาลบำราศนราดูร ต้องเจอการปิดถนนเพราะมีการทำรัฐประหารของทหาร ฯลฯ แม่ไม่เชื่อที่หมอหลายคนบอกว่าผมเป็นโปลิโอ  จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อราว 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้เองผมทนไม่ไหวที่จะทนแม่พูดเรื่องว่าขาผมพิการเพราะอะไรอีกจึงขอร้องให้ท่านเลิกพูดเกี่ยวกับความพิการของผมโดยเฉพาะประเด็นว่าเกิดจากอะไรหรือใครเป็นคนทำ ผมเองจำหน้าหมอที่รักษาผมตอนเด็กๆไม่ได้สักคน จำได้แค่ความร้อนเมื่อแช่อยู่ในน้ำอุ่น(ร้อนสำหรับผมในตอนนั้น) ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นความฝันหรือความจริงด้วยซ้ำไป แม่ไม่พูดเรื่องความพิการของผมให้ฟังมาตั้งแต่วันนั้น

 ทำให้ผมนึกถึงแม่อีกคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องหมอทำให้ลูกพิการแล้วต่อสู้ทางกฎหมายจนหมดเนื้อหมดตัวเพราะแพ้ทั้งคดีอาญาและแพ่ง ครอบครัวกระจาย แต่ยังยืนหยัดในเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์  ได้อ่านหนังสือ "นางมาร้ายในสายตาแพทย์" ที่เธอเขียนแล้วมเต็มไปด้วยผลพวงความคับแค้น และความตั้งใจที่ไม่อยากให้คนอื่นตกอยู่ในสภาพเดียวกับเธอช่วงหลังๆมานี้ผมไม่ค่อยได้ติดตามนัก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 24, 2010, 10:24:52 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: มีนาคม 24, 2010, 10:48:15 AM »

เพื่อสุขภาพที่ดีแล้วหลายคนยอมลงทุน แต่ลงทุนแล้วคุ้มหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ผมชอบการรับประกันความพึงพอใจของบริษัทหนึ่งที่ยอมให้ลูกค้าใช้สินค้าบางประเภทได้ 90 วัน โดยยินดีคืนเงินในกรณีไม่พอใจ-คืนสินค้า

ปีที่แล้วผมคิดว่าน่าจะหาซื้อเครื่องกรองอากาศไว้ใช้ในบ้านสักเครื่องก็ซื้อมาใช้ในราคาไม่กี่พันบาท  ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ผลดี  จึงลองใช้อีกเครื่องหนึ่งที่บอกว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า เทคโนโลยีสูงกว่า จัดการกับฝุ่ละออง กลิ่น และเชื้อโรคได้ดีกว่ายี้ห้ออืนๆ และแพงกว่ามากกว่า 10 เท่าของเครื่องแรก  ใช้มาได้เกือบสองเดือนปรากฎว่าป่วยเป็นไข้หวัดนานกว่าตอนยังไม่มีเครื่องกรองอากาศและยังไม่ได้กินอาหารเสริม-โปรตีน-วิตามินใดๆ แต่คนข้างเคียงบอกว่าเปิดใช้งานแล้วหายใจติดขัดมากกว่าไม่เปิดใช้งาน  ตกลงใจว่าจะคืนสินค้าดังกล่าวในวันวันนี้ แต่ติดขัดเรื่องทีมธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบทางด้านธุรกิจย้อนหลังไป? ทางทีมรับว่าจะหาทางช่วยโดยไม่คืนสินค้า กลายเป็นเงื่อนไขของทีมฯ มาเพิ่มจากเงื่อนไขของบริษัทฯ ไปอีกแล้ว

ส่วนปัจจัยที่ทำให้เป็นหวัดนานนั้นคงมีมากกว่าเครื่องกรองอากาศ/เครื่องปรับชั้นดีจะช่วยได้อย่างที่คุยชวนคนไปซื้อกัน

ด้วยความปรานาดีที่ส่งให้แก่กันทางอีเมล์ กลับมีเรื่องชวนให้กลัวเรื่องต่างๆ มากมายจริงๆ ไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ เจอบ้างหรือไม่

บางทีความปราถนาดี กับการร้องไห้เพราะความกลัว กลัวอะไรคนอื่นๆ เลยพากันมองด้วยความสงสัย เป็นภาพที่บันทึกไว้ในครั้งหนึ่งในการตามทีมแพทย์-สาธารณสุขบุรีรัมย์ ไปออกหน่วยเคลื่อนที่เมื่อนานมาแล้ว


* ch 002.jpg (42.91 KB, 500x345 - ดู 19 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 25, 2010, 09:30:21 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 12:17:47 AM »

เราเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้ยานอนหลับ แต่เราก็ไม่รู้วิธีแก้ไขนะคะ (เลยปลงกับตัวเองว่า แล้วทะลึ่งถามทำไมไม่ทราบ)

เรามีพี่ในที่ทำงานท่านหนึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว กินยานอนหลับทุกคืนจนเป็นเรื่องปกติ แต่เราก็รู้สึกว่ามันไม่ปกติ  ...วันนี้เราอ่านนิตยสาร คนเขียนเป็นแพทย์ บอกว่าตัวท่านเองต้องใช้ยานอนหลับตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ก่อนหน้านั้นก็ไม่ีมีปัญหาอะไร เป็นคนเรียนเก่งมาก จนกระทั่งไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วสอบตก แต่ก็ครั้งเดียวเพราะจากนั้นก็ไต่ระดับ จนเก่งมากๆฝรั่งยังอาย แต่เหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นฝันร้ายไม่เคยได้นอนหลับสบายเลยสักคืนเดียว จนกระทั่งเป็นแพทย์ มีความมั่นคงทุกอย่าง ก็ยังไม่สามารถหลับได้ ซึ่งทุกข์ทรมานมาก เวลากินยาก็ต้องเพิ่มความแรงของยามากขึ้นเรื่อยๆ เราฟังแล้วใจหายยังไงไม่รู้

เลยคิดว่าบางทีวิธีการบางอย่างเช่นกลับไปย้อนอดีตด้วยตนเองมันอาจจะช่วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างงานของดร.ไบรอัน ที่พูดถึงการสะกดจิต ล้วงลึกลงไปที่ใต้ปมปัญหา พอยอมรับได้ก็สบายขึ้น เราไม่รู้เหมือนกันนะคะ แต่บางคนก็ว่าการออกกำลังกายช่วยได้

คุณต้อยบอกว่าเคยหยุดยาได้ 2 ปี ลองกลับไปดูได้นี่คะว่าทำไมสองปีนั้นไ่ม่ต้องใช้ น่าจะดีกว่าต้องทนกินยาไปเรื่อยๆ นะคะ

บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 09:31:39 AM »

เจอบ่อยครับ ที่เจอคนถามเพราะอยากรู้ เผื่อจะมีทางช่วยได้บ้าง หรือแค่อยากรู้น่ะครับ คุณซุป ธรรมดาของคนไทยเรา

จริงๆ แล้ว ผมต่อต้านการใช้ยา-สารเคมี พอๆกับต้อต้านการใช้เทคโนโลยีที่เกินความเหมาะสมเลยทีเดียว (ผมยังเคยติดยาโนวาลยินแก้ปวด(ผมเห็นเดกินยาดังกล่าวตั้งแต่จำความได้ ในที่สุดเดเลิกกินโนวาลยินเพราะไม่มีขาย แต่กินพาราเซตามอนแทนจนถึงปัจจุบัน) ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม 4  ตอนที่ร่วมคิดร่วมทำงานกับพ่อเรื่องค้าขายและก่อสร้าง คู่ไปกับการเรียนแข่งกับเพื่อนๆ ในชั้นประถม 2 แล้วผมเลิกเรียนแข่งเลิกกินยาโนวาลยินตอนกลางๆ ปีของมัธยมศึกษาปีที่ 2  ช่วงที่ไปเรียนอยู่ศิริราช บางครั้งการไม่กินยาก็สามารถเอาชนะไข้หวัดได้ พอไม่ไหวแล้วบ่อยๆ ก็กลับมาที่การแพทย์แผนปัจจุบัน-การกินยา)

สุดท้ายมันหนีไม่พ้น ทั้งที่หนีได้ในเรื่องยาช่วยการนอนหลับอยู่ประมาณ 2 ปี นั้นผมหลุดไปเชื่อและศรัทธาในวิชาพลังจักรวาลที่มีอาจารย์ใหญ่(เลืองมินด๋าง-ชาวเวียดนาม ท่านเสียชีวิตหลายปีแล้ว ก่อนผมจะกลับไปใช้ยาช่วยการนอนหลับอีกด้วยซ้ำ แต่ผมมีความเชื่อมั่นในการขี่ จยย. บนถนนสายเอเชีย-พหลโยธินไปกลับประมาณ 60 กม. สูงมากโดยการขี่ด้วยความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. อยู่หลายปี มีครั้งหนึ่งที่ผมขับรถช้าๆ ตามคำบอกของผู้หวังดี ผมล้มเจ็บตัว!! อย่างไม่น่าเชื่อ) และศิษย์ของท่าน อย่างสุดชีวิตสุจิตสุดใจ  พอเกิดคำถามที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นจนถึงระดับหนึ่งก็ไม่ได้ผลอีกต่อไป ยิ่งหลายๆ คนเอาพลังจักรวาลไปเชื่อมต่อกับผีสาง+คุณไสยที่ผมไม่ขอบเอามากๆ ด้วย เป็นเหตุหนึ่งที่ผมเลิกติดต่อกับศิษย์จักรวาลในด้านความเชื่อไปเลย ถ้าคุยกันก็เฉพาะในเรื่องอื่นๆ การฟื้นคืนศรัทธาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ 
ผมกล้าสรุป ข้างต้นเพราะผมมีประสบการณ์ความเชื่อ+ความเชื่อถดถอยหลายครั้งหลายด้านที่แตกต่างกัน ขอไม่ลงรายละเอียด

ผมเชื่อว่าการสะกดจิตอาจได้ผลในคนที่เชื่อและยอมไว้วางใจในผู้สะกดจิตอย่างสุดชีวิตสุดจิตสุดใจ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วถ้าอาจมันร้ายด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้านไปตลอดชีวิต  พอๆ กับการทำในสิ่งที่ไม่เชื่อหรือเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง  ระยะหลังๆ ผมไม่ค่อยคุยเรื่องแบบนี้กับใครๆ นักยกเว้นที่วงน้ำชา หรือสมาชิวงน้ำชาบางท่านเท่านั้นในบางเรื่อง 

ซึ่งผมเชื่อว่าความเชื่อทั้งหลายนั้นได้ผลกับคนที่ชื่อในความเชื่อนั้นอย่างสุดชีวิตสุดจิตใจ ถ้าไม่โดนหลอก-ปอกลอกจนสิ้นศรัทธาซะก่อน!!
บันทึกการเข้า
toi
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 347



อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 10:15:34 AM »

วันก่อนไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเขียนพันธกิจสูงท่วมหัว (อีกหลายแห่งคงมีคล้ายกันด้วยกระมัง) ว่าให้บริการทางการแพทย์แบบองค์รวมเพื่อ.....ของผู้รับบริการ  แต่จากการพาญาติเข้าไปรับการตรวจรักษากลับเป็นแค่รักษาตามอาการที่บอกครั้งแรก จะบอกอะไรเพิ่มเติมหมอก็ไม่สนใจแล้ว อาจด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างแม้ว่าผู้ป่วยจะน้อยกว่าโรงพยาบาลประจำจังหวัด บางทป้ายนั้นน่าจะเปลียน "พันธกิจ" เป็น "วิสัยทัศน์" อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า

สัปดาห์ก่อนเพื่อนสองคน คุยกันถึงว่าผู้คนและสังคมสมัยนี้มักคิดถึงการยืดระยะเวลาที่จะมีชีวิตออกไป จนเกิดปัญหาค่าใช้จ่ายและการลงทุนด้านสุขภาพสูงขึ้น ขยายโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่พอรองรับผู้ป่วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลของรัฐที่ต้องรับผู้ป่วยอย่างไม่จำกัด เสริมเตียงผู้ป่วยแบบไม่อั้น

ถ้าเป็นสมัยที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังไม่เจริญมากนักคนที่กินข้าปลาไม่ได้อยู่ไม่นานก็หมดแรงและจากไป แต่สมัยนี้ไม่ได้ต้องหาทางให้ได้รับการต่ออายุโดยการให้อาหารด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งอาหารเสริม  การให้อาหารทางสายยาง และการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ  ซึ่งยืดชีวิตได้แต่จะทำอะไรได้สักแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

เพื่อนที่เราไปเยี่ยมนอนป่วยด้วยตับอักเสบ บอกอยากกลับไปทำงานได้ก็พอ ภรรยาเขาบอกว่าอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว ถ้าต้องนอนนานๆ อาจให้อยู่คนเดียว พร้อมกับฟ้องว่าทำกับข้าหุงหาให้กินแต่ไม่ค่อยกิน มัวแต่ทำงาน บอกให้กินข้าวก็ไม่ค่อยกิน  สัปดาห์นี้เจอเพื่อนอีกคนพูดถึงเพื่อนคนเดียวกันนี้ว่า ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำ ตัวเขาเองเคยดื่มแต่ภายหลังเลิกดื่มเครื่องดื่มชูกำลังแล้ว

ผมเองไม่คิดอยากลองดื่มเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อไหนๆ แม้จะรับสารเคมีจากทางอื่นอยู่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจคนที่ดื่ม  ถ้าอยากรู้ต้องลองดื่ม?

แค่ผมซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างสปอนเซอร์-เอ็มสปอร์ต ให้พ่อดื่มเพราะท่านบอกดื่มแล้วทำให้กินข้าวได้คล่องคอ ช่วงที่กินข้าปลาอาหารไม่ได้ก็ได้สปอนเซอร์ช่วยยืดอายุมาได้ถึงทุกวันนี้  ขณะที่น้องคนหนึ่งโวยว่าเอาของไมม่มีประโยชน์ให้พ่อกิน เธอเองไม่มีทางจะดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์พวกนั้นหรอก (ทราบภายหลังว่าเธอซื้ออาหารเสริมราคาสูงให้ลูกสาวกิน ต่อมาลูกสาวก็เลิกกินเพราะบอกว่าสุขภาพดีแล้วไม่กินไม่เห็นเป็นไร) จึงบอกฌะอว่าช่วงที่เธออยู่กับพ่อแม่ระยะเเวลาสั้นๆ สามสี่วันก็ขอให้ดูแลท่านให้ดีเถิด...  แล้วเธอก็กลับไปยังจังหวัดที่เธอและครอบครัวของเธอตั้งหลักปักฐานอยู่  จริงๆแล้วผมเคยซื้ออาหารเสริมที่ราคาสูงให้พ่อแม่กิน แต่ท่านปฏิเสธก็จำเป็นต้องเลิกล้มไปเอง


สุขภาพชิวิต นั้นคงขึ้นอยู่กับชุดความรู้ ความคิดของแต่ละคนรับรู้ เชื่อ และยึดถืออยู่เนอะ.. ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2010, 10:05:12 AM โดย toi » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 01:15:47 AM »

วันนี้ได้ดูหนังและฟังเสวนา Food Inc. หนังสารคดีแบบนี้ด้านหนึ่งจะว่าดี ก็ดี ที่มันเปิดโลกทัศน์ของคนที่อยู่ไปวันๆ กินไปวันๆ ว่าเราจะทำอะไรได้บ้างผ่านการกิน-การอยู่ของเรา บางทีวิถีชีวิตที่เหมือนไม่ได้คิดอะไรก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลกโดยไม่เจตนา แต่บางด้าน หนังแบบนี้ก็ทำให้ผู้คนหวาดผวา จนไม่กล้าหยิบจับ กินอะไรก็ดูจะผิดไปซะหมด เจตนาคนทำหนังคงไม่ได้ต้องการเช่นนั้น บางที่พอเขาบอกข้อมูลที่มัันขัดกับกิเลสของเรา เราเลยพาลไปโกรธคนที่เอาข้อมูลมาเล่าเสียอีก หาว่าเขามาทำให้เราไม่สบายใจ

หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกกับพวกเราทุกคนว่า โลกเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ผ่านการกิน และการใช้ชีวิตของเรา โลกเปลี่ยนได้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ผ่านการกินของเรา และแน่นอน ถ้าเราไม่เกิดการฉุกคิดอะไร โลกก็คงเป็นไปแบบนี้ ในทิศนี้

ในวงเสวนาได้ให้ภาพ 2 เรื่อง คือภาพของ การกินเพื่ออยู่ และ อยู่เพื่อจะทำอะไรบางอย่าง (ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ เกิดมาแล้วก็ตายจากไป) พระอาจารย์สันติพงษ์ วัดป่าสุคะโต ท่านพูดไว้ในตอนท้ายๆ ว่า หลายคนดูหนังก็คงกลัว แต่ไม่จำเป็นต้องกลัว แทนที่จะกลัวให้เราลงมือทำอะไรบางอย่างจะดีกว่า ท่านไม่ได้ให้เราไปด่าว่า กระทบกระแทก ประนามใคร แต่ท่านให้เราลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง อะไรก็ได้ ปลูกผักกินเอง หุงข้าวกินเอง ทำขนมกินเอง แล้วความมั่นใจจะเกิดขึ้น เมื่อเรามีความมั่นใจเล็กๆ เกิดขึ้น ว่าเราทำได้ ความมั่นใจในเรื่องใหญ่ๆ เช่นการดำเนินชีวิต การเลือกชีวิต จะตามมา เรากลัวเพราะเราคิด แต่ท่านบอกว่าไม่ต้องคิด ให้ลงมือทำ แล้วเรียนรู้จากสิ่งนั้น เพราะนั่นคือของจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 28, 2010, 01:51:26 AM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 01:32:52 AM »

วงเสวนา Food Inc. (ต่อ)

วิทยากรอีกท่าน คือ คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี ท่านนี้ทำงานด้านความมั่นคงทางอาหารมายาวนาน เก็บข้อมูลเกาะติดสถานการณ์ความปลอดภัยของอาหารในมิติลึกๆ มามากมาย ความปลอดภัยที่่ว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องอาหารปนเปื้อนสี ปรุงแต่ง แต่เป็นการปนเปื้อนในระดับพันธุกรรม ฟังท่านก็ ขนลุก ดี

ด้วยความที่่ในวงเสวนามีพระ จะพูดจาอะไร พระท่านก็คอยให้น้อมนำสู่ความพอเพียง สงบ สันติ อยู่เรื่อย คุณวิฑูรย์ก็คงขัดใจ เพราะหลายเรื่องเป็นปัญหาและต้องการการแก้ปัญหาในระดับนโยบาย จึงได้พูดว่า

ผมขอเล่าหน่อย เป็นเรื่องที่ผมอดสูใจ ...บ้านเรามีมะละกออร่อยมาก ชื่อว่าพันธุ์แขกดำ ปัญหาของมะละกอพันธุ์นี้ก็คือโรคไวรัสใบด่าง นักวิชาการก็อยากจะแก้ปัญหา จึงหิ้วมะละกอไทยพร้อมไวรัสไปที่อเมริกา (คอร์แนล) ไปศึกษาการใช้ GMOs แก้ปัญหาใบด่าง เพื่อจะได้ส่งขายมากๆ ...สำเร็จ หิ้วเมล็ดพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอต้านใบด่างกลับมาปลูกในไทย (โดยไม่ได้รับอนุญาต ขัดกับกฏหมาย) จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจงใจก็ไม่ทราบ มะละกอพันธุ์นี้เิกิดการผสมข้ามพันธุ์กับมะละกอท้องถิ่นของไทย ...จึงได้ส่งจดหมายไปถามคอร์แนลว่า มะละกออันที่สองเนี่ยเป็นของใคร คอร์แนลตอบว่า เป็นลิขสิทธิ์ของคอร์แนล

มะละกอก็ของเรา ไวรัสก็ของเรา นักวิชาการก็ของเรา แต่พอทำเสร็จเป็นของมัน ...ต่อไปนี้ถ้าส่งมะละกอออกขายสักพันตัน ต้องแบ่งให้คอร์แนล 35 % (ยอดขาย 100 ล้าน ทำแทบตาย ก็ต้องให้เขาไป 35 ล้าน) ...เรานึกขำๆ เอาเองในใจว่า ตายละวา ส้มตำอาหารสุขภาพของสตรีไทย กลายเป็นปัญหาใหญ่ซะแล้ว ...จากเหตุการณ์นี้มีเรื่องสืบเนื่องตามมา (อันนี้ข้อมูลเราเล่าให้ฟังเองนะคะ ในวงเสวนาไม่ได้พูดเรื่องนี้) คือกระทรวง Hi Tech ของบ้านเราก็เกิดไอเดียบรรเจิด คิดจะทำส้มตำจีเอ็มโอขึ้นมา ดูท่ามันจะทันสมัย จึงได้ทดลองนำเครื่องปรุงทุกชนิดที่ใช้ในครกส้มตำ ไปทำจีเอ็มโอ มะละกอมีแล้ว มะเขือเทศมีแล้ว ...ตอนนี้พบปัญหาพริกจีเอ็มโอ...พระเจ้าช่วย...

ว่าแล้วก็ขอแจังข่าวสักหน่อยนะคะ วันศุกร์ที่ 2 เมษายนนี้ วาระเรื่องจีเอ็มโอจะลงมติ ...ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอไม่สามารถปลูกได้ในระดับไร่นา กฎหมายไม่อนุญาต และหากจะทำ มีกฏหมายระบุชัด ต้องมีการสำรวจความคิดเห็น สำรวจผลกระทบในเชิงสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมก่อน แต่ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ กำลังจะลงมติว่า ไม่ต้องสำรวจได้ไหม..ถ้าได้ ก็คือ ทำเลย ปลูกเลย ขายเลย

ผู้บริโภคอย่างเราๆ คงต้องดูล่ะค่ะว่าจะเลือกอนาคตอะไรไว้ให้ลูกหลาน เราชอบคำคำหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นคำของหลวงพี่ไพศาลหรือเปล่า "เราเป็นได้มากกว่าผู้บริโภค"

 ...ที่เราตัดสินใจเอาเรื่องนี้มาเล่าไม่ได้เจตนาจะให้ตั้งหน้าตั้งตาไปตีกับเขานะคะ เราว่าไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรหรอก กำลังกายก็น้อย กำลังทรัพย์ก็น้อย (ตัวเราเอง สติปัญญาก็น้อยด้วย) แต่เราคิดว่าเรื่องราวแบบนี้น่าจะได้บอกกับผู้คนแวดล้อมให้ได้รับรู้ แล้วช่วยกันเลือกอนาคต พร้อมกันนั้นก็ต้องทำใจ บางทีหลายๆ อย่างก็ไม่ได้อยู่ในกำมือเรา ที่นี่อาจจะเป็นแผ่นดินของเรา แต่มันก็เป็นแผ่นดินของคนอื่นๆ เขาด้วย

แน่นอน...การเงียบ บางทีก็เป็นบาป แต่บางครั้ง การไม่เงียบ ก็ใช่ว่าจะเป็นบุญเสมอไป เราเลือกได้นะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 28, 2010, 01:59:27 AM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: เมษายน 28, 2010, 11:43:30 PM »

วันนี้นั่งอ่านข้อมูลเกี่ยวกับถั่วขาว (Navy Bean) เราไปเห็นข้อมูลในเน็ตบางแห่งเรียกถั่วขาวว่า่ กาบังโซ่ ซึ่งเราคิดว่าไม่ใช่ กาบังโ๋ซ่ น่าจะเป็น chick pea เป็นถั่วคนละชนิดกัน ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปร่าง รสชาิติ และคุณสมบัติทางโภชนาการ และต่างในด้านการนำไปประกอบอาหารด้วย

ในระยะ 2 ปีมานี้ สาวไทยฮิตกินถั่วขาว เชื่อกันว่า กินแล้วผอม เพราะถั่วขาวมีสารบางชนิดที่ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อไมเลส (เอนไซม์ที่ช่วยเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล)

ความหมายของความเชื่อว่ากินแล้วผอมนี้ มีวงเล็บต่อท้ายว่า กินถั่วขาวแล้ว กินอะไร เท่าไร ก็ได้ ไม่อ้วน....หลายคนเชื่อเช่นนั้น

 ปกติแล้วเมื่อเรากินอาหารพวกแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เข้าไป เอนไซม์นี้ก็จะย่อยให้แป้งเหล่านั้น คาร์โบไฮเดรตเหล่านั้นกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เพื่่อให้ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ และถ้าใช้ไม่หมด น้ำตาลเหล่านั้นก็จะกลับกลายมาเป็นไขมันสะสม ทำให้เราอ้วน หรืออ้วนเป็นแห่งๆ และหากเราขาดอาหารในวันใด ไขมันนั้นก็จะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำตาล เป็นพลังงานได้อีก

จุดขายของถั่วขาวอยู่ที่ว่าในตัวของมันมีสารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อไมเลส ก็คือการยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล ข้อมูลที่เราได้มาบอกว่ามันทำให้เอนไซม์ทำงานย่อยแป้งได้เพียง 34% เท่านั้น ส่วนอีก 66% ย่อยไม่ได้ ทำให้ร่างกายต้องขับทิ้ง จึงทำให้เราไม่อ้วน...

...อ่านแล้วก็นั่งอมยิ้ม ...อยากผอม แต่ไม่อยากอด ยังคงสนุกกับการบริโภค และไม่อยากออกกำลังกาย

หากมองอีกด้านในทางกลับกัน นี่คือการเพิ่มภาระให้ร่างกาย ต้องขับของทิ้งมากขึ้น มากขึ้น และ ตามความรู้ที่เราร่ำเรียนมา(แบบตกๆ หล่นๆ ...แต่พอคุยได้เพราะเรียนสองครั้งขึ้นไปเกือบทุกวิชา  ยิงฟันยิ้ม) ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบเครื่องจักรกลในโรงงาน ร่างกายของพวกเรานั้น ฉลาด และ ศักดิ์สิทธิ์มาก มันสามารถตอบสนองต่ออะไรๆ ได้ไว เกินกว่าจะคาดเดา การคิดบนหลักแบบนี้จึงไม่ค่อยถูกต้องนัก และอีกข้อมูลก็คือ ถั่วขาวที่มีสารที่ว่า มันอยู่ในรูปของถั่วขาวเต็มเมล็ด แต่เวลาเรากินน้ำถั่วขาว หรือถั่วขาวสกัด มันไม่ใช่ถั่วขาวแล้ว มันได้เปลี่ยนแปลงไป ผ่านกระบวนการเคมี ผ่านความร้อน จนสารอะไรๆ ที่ว่ามันจะเหลือสักเท่าไรก็ไม่รู้

เราได้ไปกินข้าวกับชาวดอย เห็นวิถีชีิวิต รู้สึกจริงๆว่า สุขภาพชีวิตทีดีไ่ม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องหัดที่จะออกจากความเคยชิน หัดที่จะ ไม่รู้ และหัดสังเกตุ วางบางเรื่องบางอย่างลง การเป็นผู้ไม่รู้ นอกจากสุขภาพดีแล้วยังน่าัรักด้วย ...เด็กๆ น่ารักทุกคน โดยเฉพาะเด็กชาวดอยที่ไม่ค่อยรู้อะไร ซื่อๆ ใสๆ เป็นธรรมชาติ การไม่รู้ก็มีเสน่ห์ของมัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2010, 12:01:24 AM โดย soup » บันทึกการเข้า
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2010, 03:43:32 PM »

กำลังหัดทำขนม แล้วก็พาลคิดเรื่อยเปื่อยไปถึงกระแสความสนใจเรื่องสุขภาพของผู้คนในปัจจุบัน

คงเคยได้ิยินกันมาบ้างว่า ปัจจุบัน มะพร้าว กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดอีกชนิด มันได้ชื่อว่าเป็น Tree for life ทั้งน้ำมะพร้าวสดช่วยลดความร้อน เปี่ยมด้วยฮอร์โมนธรรมชาติ เนื้อมะพร้าวอ่อน กระทิ และน้ำมันมะพร้าว

ว่ากันว่าแม้ตัวมันเองจะมีน้ำมัน และ ไขมัน แต่ กลับเป็นไขมันชนิดพิเศษที่มีลักษณะโครงสร้างทางเคมีที่ไม่เหมือนน้ำมันพืชชนิดใดๆ เลย (ยกเว้นน้ำมันมะกอก..แต่น้ำมันมะกอกเราต้องนำเข้า น้ำมันมะพร้าวจึงดีกว่าอีกหนึ่งกระทง)

กระแสความเห่อ กะิทิ และ น้ำมันมะพร้าว มีมากมายหลายหลากประการ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นไปตามนั้น คนรุ่นปู่ยาตายาย กินแกงกะิทิกันมาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เห็นจะเป็นโรคอะไรต่อมิอะไรแบบคนสมัยนี้ การใช้น้ำมันมะพร้าวทาผิว โชลมผมก็ทำกันมานานแล้ว ทั้งเผื่อสุขภาพ และเพื่อความงาม ...นั่นเป็นเรื่องจริง

แต่ประเด็นก็คือว่า ทุกอย่างอยู่ในครรลองของวิถีชีวิต กะิทิที่กินใช้ในอดีตคือกะทิสด เกิดจากการปอกมะพร้าว ขูดเอาเนื้อ แล้วคั้นกะิทิออกมา จากนั้นจะต้ม จะแกง หรือเอาไปทำขนมก็ว่ากันไป กะิทิแบบนี้ ถึงแม้จะโดนความร้อนก็ไม่มาก แค่หม้อแกงเดือด แต่ปัจจุบัน เรากำลังกินกะิทิกล่อง ร้ายกว่านั้นคือกะิทิกระป๋อง ซึ่ง หากนานๆ กินทีก็อาจจะไม่ค่อยเป็นอะไร แต่ถ้ากินบ่อยๆ ตามกระแสที่เชื่อตามๆ กันไปว่า กินกะิทิช่วยลดคลอเลสเตอรอล เราว่าร่างกายจะมีปัญหา (ตอนนี้มีกะิทิธัญพืชจำหน่ายด้วย เข้าใจว่ามันมาจากถั่วเหลือง...โปรดระวัง GMOs)

กะิทิกล่องที่ขายอยู่ในปัจจุบันโดยมากเป็นกะิทิสเตอริไลน์ ซึ่งผ่านความร้อนไม่น้อยกว่า 120 องศาเซลเซียส การผ่านความร้อนขนาดนั้นทำให้คุณค่าบางอย่าง โครงสร้างทางเคมีเปลี่ยนไปหมดแล้ว ความหอมของกะิทิก็หายไปเช่นกัน ที่เรารู้สึกว่ากะทิกล่องหอมกว่า นั่นเป็นเพราะการเติมกลิ่นสังเคราะห์ และถ้าเป็นกะิทิกระป๋อง ก็ยังต้องมีสิ่งอื่นๆ เติมลงไปอีกเพื่อคุณสมบัติบางอย่าง

เราไม่ได้แอนตี้ส์หรือห้้ามกินกะทิกล่อง กะทิกระป๋อง กะิทิธัญพืช หรือคัดค้านกระแสบริโภคในปัจจุบัน เดี๋ยวจะหาว่า อะไรก็ไม่ให้กิน อดตายกันพอดี แต่เราคิดว่า ผู้บริโภคในยุคนี้คงต้องคิดดีๆ ต้องยั้งๆ ไว้สักหน่อย กินได้แต่ก็ต้องพอประมาณ และกินสลับๆ กันไป ให้ร่างกายได้พักบ้าง ให้มีเวลาได้ขับสารพิษบ้าง

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร บางทีก็กลายเป็นข่าวที่บอกไม่หมด ไม่ได้โกหก แต่ก็ไม่จริงเสมอไป...

ในสมัยที่เรายังเด็ก แม่ของเราทำลอดช่องน้ำกะิทิบ่อยมาก ตัวลอดช่องอาจจะทำยุ่งยาก(เพราะแม่ทำเองทุกเรื่องเลย วัตถุดิบทั้งหลายที่ใช้เป็น Whole food ทั้งหมด โม่แป้งที่เป็นเม็ดๆ คั้นน้ำใบเตยที่มันเป็นต้นๆ แช่น้ำปูนใสเตรียมล่วงหน้า) แต่น้ำกะทิทำไม่ยาก เราก็ทำได้ เพียงแค่คั้นกะิทิสด แล้วละลายน้ำตาลโตนดลงไป ก็ใช้ได้แล้ว ข้อเสียก็คือต้องกินให้หมดภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นจะเสีย เพิ่งมาเห็นการทำลอดช่องน้ำกะิทิในปัจจุบัน ซับซ้อนกว่านั้นมาก ไม่อร่อย และดูไม่ค่อยจะดีถ้าจะกินเป็นประจำ

ในโลกที่เปลี่ยนไป ซับซ้อน เราก็คงต้องคิดยอกย้อนมากขึ้นเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
Suchada
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 720


I've arrived, I'm home


อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2010, 06:24:07 PM »

คิดถึงกระต่ายขูดมะพร้าว ตอนเด็กๆ ชอบไปช่วยคุณยายที่อยู่ท้ายสวน 
ยายทำขนมไทยขาย มีถั่วแปบกับขนมต้มที่อร่อยที่สุดในโลก สมัยนี้หาไม่ค่อยได้แล้ว ที่ซื้อตามห้างก็ไม่อร่อย
คุณ soup ทำขนมอะไรเหรอ กินได้รึเปล่า ฮิ ฮิ   แลบลิ้น 
บันทึกการเข้า

การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
soup
คนสวน
****
offline offline

กระทู้: 480


อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2010, 10:42:41 PM »

ขนมต้ม ถั่วแปบ และขนมเหนียว มีของอร่อยๆ ที่เลมอนฟาร์มแจ้งวัฒนะ นะคะ เฉพาะสาขานี้สาขาเดียว และมีบริการสำหรับวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ เ่ท่านั้น อร่อยจริง ยืนยัน แต่จำนวนจำกัด

...เราหัดทำลอดช่องสิงค์โปร์ ทำง่ายๆ คือเราใช้ของกึ่งสำเร็จรูป ...กินได้นะ ทำมา 4 ครั้งแล้ว มันไม่เคยเหมือนกันเลยสักกะครั้งเดียว วันนี้ก็ลืมหักเ้สัน ยาวยืดเลยอ่ะ
กินได้นะ เราทำสะอาดใช้ได้ทีเดียว...ส่วนเรื่องความอร่อย...อันนั้นมันแล้วแต่คน พอดีสมุนของเรา ไม่ค่อยรู้ว่าของแบบนี้ที่ดีและอร่อยเป็นเช่นไร เลยนึกว่าฝีมือแบบนี้ดีสุดๆ เจ๋ง...

หมดไปแล้วล่ะ เราทำน้อยๆ หมดแล้วหมดเลย ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
วงน้ำชา Webboard  |  สุนทรียสนทนา วงน้ำชา เว็ปบอร์ด  |  ห้องนั่งเล่นของผู้เข้าร่วมหลัง Work shop  |  หัวข้อ: สุขภาพชีวิต (สุข ภาพ ชีวิต) « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.3 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
วงน้ำชา.com