|
chawannud
|
 |
« ตอบ #500 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2009, 06:12:37 AM » |
|
วันที่ 23 มิถุนายน 2552 แม่สารภาพกับลุงใหญ่ตอนเดินสนามบินว่า เมื่อคืนนี้ นอนไม่ค่อยหลับ คิดว่าตัวเองไม่ใช่แม่ที่ติดลูกนะ แต่กลับรู้สึกขาดอะไรสักอย่าง เพราะเป็นการเข้าค่ายตรั้งแรกของหมิง ลุงใหญ่บอกว่า ดีแล้วที่สารภาพ …
พี่แอม เป็ด และตาลเล่ากันคนละทีว่า เด็กๆสนุกกันมาก การ์ฟิลก็อ่อนโยนขึ้น และคอยเอาใจเพื่อนๆด้วย ตามที่ลุงใหญ่ทำนายเอาไว้ ต๊กโตและการ์ฟิลเป็นผู้ดูแลที่ดีช่วยกางเต็นท์ให้ แต่พอถึงเวลานอน ทั้งสามคนตัดสินใจว่าจะนอนในเต็นท์เดียวกัน ในที่สุดก็นอนบนบ้านกัน ขณะที่การ์ฟิลไม่ยอมอาบน้ำ นอนคร่อกๆอยู่ในเตนท์ก่อนใครอื่น ส่วนหมิงนั้นอาบน้ำเย็นเพราะเปิดไม่เป็น
ทั้งสามคนช่วยกันทำมาม่า แล้วก็ช่วยกันกินมาม่าอืดๆ หลังจากนั้นก็ทำพิธีกรรม ก่อนไปเผชิญความกลัว ด้วยการเดินถือเทียนเดินในความมืด ทั้งสี่คนก็รู้สึกกลัว แต่ก็ประคองเทียนผ่านพ้นกิจกรรมนี้ไปได้ด้วยดี พี่เป็ดเองก็สารภาพว่ากลัวมากๆแม้ว่าจะต้องเดินกันทุกคน ส่วนพี่เลี้ยงที่ไปกันเกือบหมดห้องนั่งเล่น ก็นอนกันดึกเพราะบาร์บีคิวที่เอาไปไม่ยอมสุก ตอนเช้ามาก็ตื่นแต่เช้า ไปปลุกพี่เลี้ยง แล้วก็ช่วยกันทำกับข้าว แม้จะไหม้แต่ก็กินกันได้ พี่เป็ดบอกว่ารู้สึกประทับใจกับการร่วมไม้ ร่วมมือ ลงมือทำอาหารกันอย่างขมีขมันด้วยตนเอง น้องหมิงนั้นแม้นจะโดนน้ำมันกระเด็นใส่มือ ก็ยังไม่เลิกกลับมาทอดไข่ต่อ
บ่ายๆก็ไป ตามล่าหาสมบัติกัน พี่ต๊กโตพกจอบอันเล็กๆไปด้วย ในที่สุดทั้งสามคนก็ได้รับมอบคฑาที่หน้าตาคล้ายดาหลาก่อนกลับบ้าน ต๊กโตได้คฑาแห่งการดูแล เอิร์ธได้รับคฑาแห่งความกล้าหาญ การ์ฟิลได้รับคฑาแห่งความอ่อนโยน ส่วนหมิงได้รับคฑาแห่งความสามัคคี พี่ตาลบอกว่าตอนที่รับคฑานั้น เด็กทั้งสี่คนมีความอิ่มเอมใจและมีความสุขมากที่ได้รับคฑานี้
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2009, 01:06:09 PM โดย chawannud »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ตห (เต้าหู้)
|
 |
« ตอบ #501 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2009, 02:20:07 PM » |
|
ดีจังเลยค่ะที่นุชเล่าเรื่องราวของเด็กๆ สี่ภาคให้เราฟัง วันนี้มีข่าวว่าเด็กที่มีชื่อเสียงที่สุดบนโลกใบนี้คนหนึ่งได้เสียชีวิตแล้ว เด็กคนนี้ร้องเพลง Ben... http://www.youtube.com/watch?v=JQyvQWrGE1g&feature=relatedเสียงใสๆ ของเขา ดังก้องขึ้นในโสตประสาท Ben, the two of us need look no more We both found what we were looking for With a friend to call my own I'll never be alone And you, my friend, will see You've got a friend in me (you've got a friend in me)
Ben, you're always running here and there You feel you're not wanted anywhere If you ever look behind And don't like what you find There's one thing you should know You've got a place to go (you've got a place to go)
I used to say "I" and "me" Now it's "us", now it's "we" I used to say "I" and "me" Now it's "us", now it's "we" Ben, most people would turn you away I don't listen to a word they say They don't see you as I do I wish they would try to I'm sure they'd think again If they had a friend like Ben (a friend) Like Ben (like Ben) Like Ben ทำไมคนฟังเพลงนี้แล้วต้องนึกถึง "หนู" อาจจะเป็นเพราะไมเคิลบอกว่า หนูคือเพื่อนวัยเด็กของเขา เมื่อต้องถูกขังอยู่อย่างเดียวดายในห้อง http://www.youtube.com/watch?v=uAJV4p0aet4แล้วสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ก็นำมิวสิควีดีโอ ... I want you back มาออนไลน์ อีกครั้ง... เด็กน้อย ไมเคิล แจ็คสัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อและครอบครัว มีส่วนผลักดันทำให้เขากลายเป็นราชาเพลงป๊อบในวันนี้ เขามีเงินมากมาย มีชีวิตที่หรูหรา ฟุ้มเฟือย แต่สิ่งหนึ่งที่ไมเคิลสร้างไว้ใหญ่โตในอาณาจักรบ้านไร่ของเขาก็คือ Never Land ดินแดนแห่งปีเตอร์ แพนด์ อันเป็นอนุสรสถานความขาดแคลนชีวิตวัยเด็กของเขา ไมเคิล เคยให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งว่า พ่อ... สร้างความทุกข์แสนสาหัสให้กับเขาและน้องพี่ เคึ่ยวเข็ญ ข่มขู่ ไปจนกระทั่งถึงทำร้ายร่างกาย เพื่อจะให้เขาฝึกซ้อม ... ร้องเพลง ให้ความสุขกับคนทั้งโลก ใครที่เป็นแฟนไมเคิล คงรู้ดีว่าเขานั้นโหยหาชีวิตวัยเด็กเพียงใด แต่... การโหยหาชีวิตวัยเด็กของไมเคิล นอกจากจะมีส่วนให้เขาทำอะไรดีๆ เพื่อเด็กแล้ว เขาก็อาจจะทำอะไรร้ายๆ กับเด็กด้วย มรณกรรมของไมเคิล ทำให้ได้ย้อนกลับไปดูชีวิตของเขาดูความสำเร็จ ความล้มเหลว สาธารณกุศล อาชญากรรม ชื่อเสียง ความเหงา ความสนุกสนานร่าเริง สลดหดหู่ ดูเด็กชายไมเคิล กับ แจ็คสันไฟว์ ขอให้ดวงวิญญาณเด็กน้อยสู่สุขคติ http://edition.cnn.com/video/#/video/showbiz/2009/06/25/obit.michael.jackson.cnn
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 27, 2009, 03:35:50 PM โดย ตห (เต้าหู้) »
|
บันทึกการเข้า
|
If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
|
|
|
oungyong
จิตเบิกบาน
offline
กระทู้: 22
|
 |
« ตอบ #502 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2009, 12:24:57 AM » |
|
เมื่อวานเราคุยกันกับเพื่อนเรื่องการเสียชีวิต และ เรื่องชีวิตของไมเคิล เพื่อนเราบ่นว่า เพื่อนของเขา(ไมเคิล แจ็กสัน)มีแต่แปลกๆ ทั้งนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้คนที่ดู มีปัญหา เราเลยว่า ก็คงจะมีแต่คนแปลก ที่จะเข้าใจคนแปลกด้วยกัน มีแต่คน มีปัญหา ที่จะเข้าใจปัญหาของซึ่งกันและกัน ที่จะรู้ซึ้งถึงจิตใจ ความทุกข์ ของอีกฝ่าย...คนมีปัญหาจะไปคุยกับคนเพอร์เฟ็คก็คงไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไร
เพื่อนเรามองอีกมุม บอกว่า มันจะพากันจมลงไปในปัญหา ...ไม่ใช่แก้ปัญหา นั่นล่ะ เป็นปัญหา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
toi
|
 |
« ตอบ #503 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2009, 05:04:09 PM » |
|
เราประทับใจที่ได้ยินจากน้อง...คนหนึ่ง ว่า เพื่อนก็คือ เพื่อนถึงเพื่อนจะผิดพลาดก็ไม่ทิ้งเพื่อนจะเป็นกำลังใจให้เพื่อนต่อไป แม้จะนานแล้วแต่ยังอญึ่ในความทรงจำ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chawannud
|
 |
« ตอบ #504 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2009, 09:36:08 PM » |
|
กลับจากเชียงรายถึงบ้านเมื่อวานบ่ายนี้ เพลียๆเหมือนกัน แต่ทำไมอยู่โน่นแล้ว รู้สึกสนุกมาก เหมือนกลับไปเป็นเด้กน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างอิสระ กินและคุย อยู่ในเวิร์คชอพ มีเพื่อนสนิทอย่างพี่ตอน คุยกับพ่ออย่างลุงชัย หัวอกแม่อย่างแอน และเพื่อนใหม่ที่รู้สึกเหมือนเก่าอย่างแม่อ๋อ รวมทั้งสาวๆในห้องนั่งเล่นที่สดใส เต็มไปด้วยน้ำใจและมิตรภาพ ที่ลืมไม่ได้คือตาลและเป็ดผู้เอื้อเฟื้อ พื้นที่ในการอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนตัว ให้เป็นโรงแรม โรงกิจกรรมของเด็กๆ เห็นทั้งความเป็นผู้นำและผู้รับใช้ ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงลูกบ้าน ยันท้ายบ้าน
การไปอยู่เชียงรายสิบสามวัน ที่เหมือนสามวันคราวนี้ทำให้สัมผัสวิถีของชาวชุมชน การอยู่กินของครู และที่แน่ๆคือการออกจากพื้นที่ ซึ่งอาจหมายถึงที่อยู่เดิมๆของตัวตนที่ใช้บ่อยๆของเราด้วย ไปเข้าคอร์ส ‘อิสระในความสัมพันธ์” คราวนี้ทำให้ได้คุยกับผู้พิทักษ์ คือ คุณดูแล ที่เขาบอกเราว่าเขามีความสุขมากที่ได้พักผ่อน เจอว่าบางครั้งเราก็ต้องแสดงตนเป็นผู้ดูแล ทำไปเพราะเป็นหน้าที่ เขาอยากให้เราซื่อสัตย์กับความต้องการที่แท้จริง หัวใจของเราเอง เสร์จแล้วก็มาเจอว่าเราไม่จำเป็นต้องดูแลก็ได้นะ เพราะทุกคนก็เป็นองค์กรจัดการตัวเอง การที่เราคิดว่าเป็นหน้าที่นั้น เพราะเราสวมบทบาทให้ตัวเองไหม คงต้องขอบคุณกระบวนการ รวมทั้งผึ้งที่เปิดโอกาสให้ได้คุยกับเขาเป็นครั้งแรก แล้วเมื่อไม่มีเขา เราก็อยู่ได้อย่างผ่อนคลายมากๆ โทรกลับบ้านก็ได้รู้ว่าพ่อ ลูก พี่เลี้ยง เขาก็อยู่กันได้เอง หรืออาจผ่อนคลายกว่าที่เราอยู่ อืมม์ คงต้องไปถามหน่อยแล้วล่ะ
พ่อเล่าว่าระหว่างแม่ไม่อยู่หลงอาบน้ำ แปรงฟัน ถูสบู่เอง มีพ่อคอยสอดส่องว่าสะอาดไหม พ่อโชว์ให้แม่ดูว่าลูกรู้จักศัพท์หลายคำแล้ว รวมทั้งตัวเลข พ่อเล่นเกมกับลูก ทายคำ ถามตอบกัน คุณยายพี่เลี้ยงพยายามบอกว่าเจอวิธีทำความสะอาดพื้นแบบใหม่จากทีวี ที่น่าจะใช้มอบฝุ่นมากกว่าการใช้น้ำเช็ด จะไม่เหมาะกับพื้นไม้และหิน อื้อ หือ เยี่ยมจริง ว่าแล้วพี่ก็สาธิต ทำให้ดู เราจะได้ไม่ต้องกังวลกับงานที่ไม่ชอบอีกต่อไป ลูกสาวคนโต นั่งทำการบ้านถึงสี่ทุ่มครึ่ง แม่บอกว่าให้ไปนอน ช่างหัวมัน ไม่เสร็จก็ไม่เสร็จ ลูกบอกว่าเหลืออีกสี่ ต้องทำให้เสร็จ...
ส่วนหมิงนั้นมีความสุขกับการกลับไปหาพี่และน้องอีกครั้ง สนุกกับการมองก้อนเมฆ วิวบนหน้าต่างเครื่องบิน สลับกับเอาแผนที่การบินในแมกกาซีนมาเปิดหาตำแหน่ง ผ่านน้ำก็ถามว่านั่นแม่น้ำหรืออะไรน่ะ แวะพักที่สนามบิน ก็เอาคูปองไปซื้ออาหารเองอย่างมั่นใจเกินคาด ระหว่างที่กินก็ถามคำถามที่ทำให้แม'ชะงักไปด้วย “หมิงยังไม่รู้เลยว่า ถ้าแม่ตายแล้วหมิงจะอยู่กับใคร” คำถามนี้เป็นคำถามแรกที่ได้ยิน เป็นคำถามของโลกแห่งความจริงมั้ง เพราะปกติหมิงจะมีคำถามเรื่อง การกำเนิดของสิ่งรอบตัวมากกว่าเช่น “รุ้งและโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร” ช่วงหลังนี้จะสับสนระหว่างโลกแห่งเทพนิยายและความจริง เช่น “นาค ครุฑ มีจริงไหม” “ไหนบอกว่าพระเจ้าสร้างโลกแล้วมันอะไรกันแน่” นึกได้ว่าหมิงจะเก้าขวบในอีกไม่นาน ครูทานบอกแม่ว่า ช่วงวัย 1-7 ขวบ เป็นช่วงวัยแห่งจินตนาการ เด็กจะกึ่งฝัน งั้นวัยหมิงที่จะเก้าขวบในเดือนตุลาคม กำลังเป็นวัยกำลังจะตื่นหรือป่าว
แม่นิ่งไปแป้บหนึ่งกับคำถามของลูก ไม่ตอบอะไร หมิงก็นิ่งไปอีกครู่ พร้อมกับยิ้มอย่างดีใจว่าพอหมิงแต่งงานมีลูก ก็ไปบวชเป็นพระเลย และช่วงนี้ก็เหมือนเป็นช่วงที่หมิงค้นพบกับอะไรบางอย่าง หมิงปลุกปล้ำกับการท่องสูตรคูณ เพราะพี่เจ๊ะ พี่นักศึกษาที่มาช่วยสอนเลขให้พี่พราวและพี่หงบอกว่า ถ้าอยากเรียนเลขกับพี่ ก็ต้องไปท่องสูตรคูณมาก่อน หมิงนั่งเขียนสูตรคูณจากการบวก แล้วก็ท่องทีเดียววันละสามแม่ ปลุกปล้ำกับสูตรคูณ ตัวเลขอยู่บ่อยๆ คืนก่อนกลับจากเชียงรายที่บ้านพี่ตาล หมิงบอกแม่ว่า แม่สังเกตไหมว่าเวลาเลข9 คูณกับอะไรแล้ว เมื่อเอาเลขตัวหน้าบวกตัวหลังจะได้เก้าพอดี แม่ฟังผ่านๆเพราะกำลังวุ่นอยู่ จู่ๆแม่กับพี่ตาลก็อุทานเกือบพร้อมกัน “จริงๆด้วย” คราวนี้แม่นึกตามว่า 9คูณ2 คือ 18 เมื่อ1+8 ก็คือ 9 จริงสินะ รวมทั้งตัวอื่นๆด้วย ถัดมาหนึ่งวันคือเมื่อวาน หมิงยังคงอยู่กับเลข 9 บอกแม่อีกว่า แม่ๆรู้ไหมว่า เวลา9คูณกับอะไรแล้ว ตัวที่ได้นั้น ตัวหน้าจะน้อยกว่าตัวหลังนะ จริงๆด้วย แม่ลองคูณดู แต่ที่แม่เห็นคือเฉพาะ 9คูณ1-5 หลังจากนั้นก็ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้นพบ เก็บคำตอบของแม่ไว้ในใจดีกว่า ปล่อยให้ลูกค้นพบความมหัศจรรย์นั้นด้วยตัวเอง แม่เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ลุงใหญ่บอกว่า เราควรให้เด็กสัมผัส สืบค้น สิ่งที่อยากรู้อย่างที่ นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ ศิลปินเอกเขาทำกัน…
แม่มองเห็นหมิงที่มั่นอก มั่นใจในตัวเองมากกว่าอยู่บ้าน หมิงเข้ากันได้ดีกับเพื่อนๆ แถมยังพูดคุยกับลุงชัยชาญอย่างฉาดฉาน ถามรายละเอียดเรื่องซีดีจากคนขาย อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง และพูดคำว่า “ฉิบหาย” ได้อย่างชัดเจน หากไม่ได้คุยกันกับป้าเม ลุงใหญ่ แม่คงนิยามพฤติกรรมเหล่านี้ว่ากร่าง ก้าวร้าว และบังคับให้ลูกหยุด แต่ลุงใหญ่บอกวว่าพี่ยิ่งก็เป็นอย่างนี้มาก่อน แต่หลังๆมานี้ทุกคนบอกว่าพี่ยิ่ง “อ่อนโยน” ได้เองโดยไม่มีใครสอนการที่แม่บอกตรงๆว่าอาย เมื่อลูกพูดคำเหล่านี้ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องสั่งสอนลูกให้อยู่ในกรอบอันดีงาม ลุงใหญ่ถามต่อว่า “ใคร” บอกว่าเป็นหน้าที่ นั่นสินะ... แม่กับป้าตอนก็รู้สึกคล้ายๆกันว่า เรากลัวเสียงภายนอก เสียงของกรอบ ของสังคม เราจึงต้องกดพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ แต่พอมาดู ตัวแม่เอง และผู้ใหญ่อีกหลายคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็ยังใช้คำพวกนี้อยู่ทุกวัน แต่คำเหล่านี้กลับเป็นคำต้องห้ามเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นพ่อแม่ หรือ ครู ทำไม...
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 01, 2009, 10:01:10 PM โดย chawannud »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chawannud
|
 |
« ตอบ #505 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2009, 11:57:44 PM » |
|
วันที่ 2 กรกฎาคม 2552 ตื่นเช้ามาวันนี้ หลงอาบน้ำเองแต่เช้า บอกแม่ว่าจะตามพ่อไปที่ทำงาน เห็นภาพพ่อกับลูกใกล้ชิด กอดหอมกันมากขึ้น เพราะแต่เดิมลูกจะติดแม่ หรือแม่ติดลูกก่อนก็ไม่รู้ เวลาแม่อาบน้ำ หลงมักถามว่าแม่จะออกไปไหน ขอไปด้วย แต่คราวนี้หลงไม่สนแม่เลย และไม่รอให้หมิงตื่นเพราะหลงรู้ว่าวันนี้บ่าย พี่ต้องไปเจอกลุ่มโฮมสกูล ส่วนพี่เลี้ยงอายุ 60 ก็เปลี๊ยนไป๋ ไปออกเดทกับใครก็ไม่รู้ หมิงบอกว่ายายออกไปแล้วกับใครไม่รู้ ได้ข่าวว่ามีนัดไปกินขนมจีน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชวนไปไหน ยายก็ไม่ค่อยไป สังเกตดูแล้วเราไม่อยู่บ้านซะหนึ่งคน พื้นที่ตรงนั้นคงกว้างขึ้น ให้คนอื่นได้แบ่งปัน หายใจอีกมากมาย เมื่อคุณดูแลได้พักผ่อน คุณกังวลก็ได้ลาพักร้อนบ้าง
การไปอยู่เชียงรายครั้งนี้ทำให้หมิง และแม่เรียนรู้ที่จะไม่มีกันและกันบ้าง พี่ตาลเองก็ได้เรียนรู้มากมาย เมื่อผู้ใหญ่ไม่พยายามไปจัดการ จัดตาราง และกิจกรรมให้เด็กแต่หันมาให้เด็กได้เรียนรู้ เรียนอยู่ร่วมกันในความแตกต่าง นั้นคือโจทย์ที่ยิ่งใหญ่ มีความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กๆทั้งสี่ การ์ฟิลด์เป็นผู้นำฐานกายที่เล่นแรงมากๆ การ์ฟิลด์รู้ตัวว่าบางครั้งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แรงมันพาไปเอง แต่หลังจากที่เพื่อนๆได้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ยืนยันความรู้สึกของแต่ละคนว่าไม่อยากเล่นด้วย หมิงและต๊กโตถึงกับบอกดังๆว่าเกลียดการ์ฟิล เอิร์ธเองก็ถอยห่างจากทุกที่ที่มีการ์ฟิล สองสามวันนั้น การ์ฟิลรู้สึกเจ็บปวดมาก นั่งคนเดียว น้ำตาคลอเบ้า มองเพื่อนๆที่แสดงท่าทีรังเกียจอย่างสิ้นหวัง แล้วก็ค่อยๆกลับมาง้องอน เอาใจดูแลเพื่อนๆมากกว่าเดิม สายตาของการ์ฟิลอ่อนโยนขึ้นมากๆ หรือกำแพงของความแข็งกระด้างได้ถูกสั่นคลอน แตกสลายไปแล้ว ลุงใหญ่บอกกับลุงชัยว่าเอิร์ธร้องไห้ในวันแรกๆ หัวใจของพ่อเหมือนถูกเทียนลน แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อใดที่ลูกเราทุกข์ หรือเศร้า ร้องไห้ ไม่มีทางจะไป เมื่อนั้นลูกเราได้พบการเรียนรู้อันยิ่งใหญ่ งานนี้ต้องชื่นชมแม่แอนน์ด้วยที่อาจเจ็บปวดไปกับลูกด้วย แม่และป้าตอนเองก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากแม่แอนน์มั้ง มองเห็นตัวเองที่พยายามเรียกหมิงมาเตือน ดุให้ยอมรับการ์ฟิล แต่ลุงบอกว่า ให้ยอมรับอารมณ์ลบของลุกด้วยการบอกว่า "ลูกรู้สึกเกลียดการ์ฟิล"
พี่ต๊กโตเองก็ระมัดระวังเรื่องการกินของหวาน และอื่นๆมากขึ้น เมื่อลุงใหญ่รู้ว่าพี่ต๊กโตชอบพกน้ำเฮลบลูบอยล์ เข้มข้นติดตัวไปด้วยทุกครั้ง และรู้มาว่าป้าตอนก็ชอบกินหวาน ทั้งป้าตอนและต๊กโต จึงถูกลุงใหญ่เรียกตัวไปถามว่าอยากมีอายุยืนกี่ปี พี่ต๊กโตตอบว่า 100 ปี ลุงบอกว่าหากพี่ตีกโตยังกินแบบนี้อาจอยู่ไม่ถึง 50 ปี ลุงเป็นห่วงทั้งแม่และลูก และขอให้แม่ลูกงดของหวานตั้งแต่บัดนี้ รวมทั้งขอให้สายสืบช่วยดูแลด้วย เหล่าสายสืบเองก็บ่นเป็นห่วงลุงประสาท พ่อพี่โตด้วยว่าควรเลิกกินเลย์ ของกรุบกรอบได้แล้ว ป้าตอนบ่นกับลุงใหญ่ว่าอยากให้ต๊กโตอ่านออกเขียนได้คล่องกว่านี้ ลุงเสนอให้ป้าทิ้งพี่โตไว้ที่นี่สักสองปีแล้วค่อยมารับ อนุญาตให้มาเยี่ยมได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์ รับรองว่าพี่ต๊กโตอ่านออกเขียนได้แน่ๆ
ก่อนหน้านี้แม่เอาสมุดให้หมิงหนึ่งเล่ม แล้วบอกให้เขียนอะไรก็ได้ หมิงเขียนนิทานเรื่องครอบครัวจักรวาล พร้อมภาพประกอบ หมิงบอกว่าจักรวาลเป็นปู่ อยู่มานานแล้วมีลูกเป็นพระอาทิตย์ พระจันทร์ โลกและอื่นๆ หมิงเขียนนิทานเรื่องนี้วันละห้าหน้า จนสมุดหน้าว่างๆไม่มีบรรทัดหมดเล่ม เป็นนิทานเรื่องเล่า ผสมเรื่องราวของความเป็นจริง วิทยาศาสตร์ คำที่เขียนก็ยังผิด ถูก เขียนเป็นคำสะกด หรือคำอ่านเสียมากกว่า แต่เนื่องจากไม่มีใครพูดอะไร ตื่นเช้ามา หรือว่างๆ หมิงก็เขียนต่อได้ทุกวัน หลังๆมานี้หมิงสามารถนั่งอ่านสะกดคำได้นานๆกับหนังสือที่ตัวเองเลือก ความสนใจในการอ่าน เขียน มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแม่เลิกยัดเยียด จัดตารางให้ หากแต่รอคอยให้ดอกกล้วยไม้ในตัวหมิง ที่อาจออกดอกช้าหน่อย แต่เมื่อบานแล้ว ดอกนั้นย่อมสวย ทนนาน
การให้พื้นที่ อาจดูเป็นเรื่องยาก เพราะเรามักพันธนาการกันและกัน ด้วยสิ่งที่เรียกว่าความรักและปรารถนาดี เราใช้พลัง ออกแรงดันเพื่อไปดูแลคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกของเรา ที่ทำให้เขาไม่สามารถคิด ตัดสินใจเองได้ ไปทำลายเจตจำนง ความมุ่งมั่น ความอยากเรียนรู้ที่ก่อเกิดภายในตัวเด็กๆ จริงๆแล้วสิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น ลึกๆอาจมาจากความกลัว ปมภายในใจเราที่อาจแปรเปลี่ยน เป็นความคาดหวังหรืออะไรอีกหลายๆอย่าง นั่นน่ะสิ...เราจะถอดถอนความกลัวนี้ได้อย่างไร
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #506 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2009, 05:59:11 PM » |
|
บันทึก คำพูด ความหมาย อารมณ์ ความรู้สึก เจตนา
Ex 1 “ต๊กโตเอาขยะไปทิ้งให้แม่หน่อยสิ……ได้ไหม?.. ไม่ได้เดี๋ยวแม่จะเอาไปทิ้งเอง..ฮือ..ได้ไหมๆ” แม่ …ความเงียบ..ภายในดังสังเกตภาษากายของแม่
Ex 2 “แม่….ทอดไข่ดาวได้ไหม?” ลูก …….“ก็แล้วแต่” แม่ “ก็แล้วแต่ มันหมายความว่าอย่างไร?” ลูก “ก็หมายความว่าไม่ให้ทอดสิ” แม่
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 03, 2009, 06:00:44 PM โดย เทพกีต้าร์ปากกามาร »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
วญ
|
 |
« ตอบ #507 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2009, 12:47:49 PM » |
|
อันนี้ดีประสาท หรือโต้ง เป็นการสื่อสารที่รู้เรื่องได้ง่าย ๆ ทรงพลัง ว่าแต่ว่า ท่ีกินมันฝรั่งกรุบกรอบเมื่อไรจะเลิกครับ แล้วไปอุดหนุน บริษัทข้ามชาติ ที่ทำ GMO ทำไม?? หลักการอยู่ที่ไหนเสีย?
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chawannud
|
 |
« ตอบ #508 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2009, 02:41:58 PM » |
|
............  ................  ......................  ..................... 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
soup
|
 |
« ตอบ #509 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2009, 03:09:28 PM » |
|
มันฝรั่งเมืองนอก GMOs ส่วนที่ปลูกในเมืองไทย ใช้ยาสุดๆ ไปเลย กลิ่นยาคละคลุ้ง ไม่นับปุ๋ยเคมี ...มีเรื่องป่าไม้ กับ หน้าดิน ภูเขาหาย ด้วยล่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #510 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2009, 06:40:53 PM » |
|
ครับๆ ที่จริงมันอยากกินนั้นแหล่ะ ถึงกิน เห็นเด็กๆกิน ดูหน้าตาท่าจะอร่อย ก็เลยอยากกิน และก็เลยชอบ ใหญ่ คุณซุบ มาบอกอย่างนี้ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ทุเรียนทอดแทนพอจะได้ บ้างไหม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #511 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2009, 04:30:07 PM » |
|
อ้าวเมื่อวานเห็นกระทู้ คุณซุบอยู่แว้ปๆ ใหญ่ พูดถึง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด ใช่เลย จิตใจ โคตรเปลี่ยน แบบกระแสน้ำเลย แค่ คิดจะพูด แต่ก่อนจะคิด มันมีอะไรเกิดขึ้นก่อน ตามใจตัวเอง วันๆหนึ่งแทบไม่รู้ อะไรเป็นอะไร มั่วสุมอยู่ในใจ ดีนะที่เคยได้ยินใหญ่ บอกกล่าวว่า "มันจะไปถึงใหน ไปถึงไหนก็พ้น ใหญ่ชูมือขึ้นขณะเดิน ที่สนามบิน นี่ๆ ห้านี้วของพระยูไล จะหนีไปไหนพ้นประสาท 5555 ขันธ์ห้าๆ" แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่อง เลย งงๆ ก็เลยสืบค้น มันเป็นอะไร มือ....ห้านิ้ว....... พระยูไล มันไปเกี่ยวอะไรกับ หนัง"พระถังซำจั๋ง" เป็นเด็กๆชอบมาก ที่ผมชอบใหญ่ เพราะเขาชอบเล่าเรื่องอะไร ที่ฟังแล้วน่าสืบค้น และเขาชอบถามให้เรา ตอบทันทีไม่ได้ "ประสาทรู้สึกอย่างไร ได้เรียนรู้อะไรบ้าง" บ้าเหรอ! มันจะไปรู้อะไร ตอนนั้นมันคิดไป ไหนต่อไหน และก็ ไม่รู้คิดไปกี่เรื่องแล้ว ยังไม่รู้ แต่ตอนนี้ ต้องระวังตัวมากขึ้น หมายถึง"ระวังใจลอย"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #512 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2009, 04:32:43 PM » |
|
ขอโทษแม่ๆ ทั้งหลาย สงสัยผมลงกระทู้ผิด openดีกว่าเรา
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2009, 04:33:41 PM โดย เทพกีต้าร์ปากกามาร »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #513 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2009, 03:39:56 PM » |
|
เคยได้ยินแม่ บอกกับลูก "เก็บของเล่นเดี๋ยวนี้" "ลุกจากเตียงได้แล้ว" ให้ทางลือก "อยากอยู่ในห้องต้องเงียบ หากส่งเสียงดังต้องออกนอกห้อง" โต้เถียง "แปรงฟันแล้วหรือยัง"...แม่ "แปรงแล้วมั้ง".....ลูก "แปรง ฟันแล้วหรือยังงงง"...แม่ "ก็คงอย่างนั้นมั้ง"...ลูก "แปรฟันแล้วหรือ".....แม่ คำสั่งที่แสดงเงื่อนไข "ถ้าลูกช่วยแม่ทำงานบ้าน แม่อนุญาติให้ดูทีวี"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
toi
|
 |
« ตอบ #514 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2009, 06:01:54 AM » |
|
แม่พูดกับลูก "...นี่นะ ช่วยแม่ล้างจานแค่สองวัน นิ้วที่เป็นแผลยังไม่ทันหายเลยก็ไม่ช่วยแล้ว ...สิถึงดีมาทีไรช่วยแม่ล้างหรืแอไม่ก็บอกให้ลูกไปล้าง............. ...บอกแม่ตอนเป็นแผลแม่อย่าล้างจานนะ ระวังจะเน่ารักษายาก ระวังต้องตัดนิ้วอีก" ลูกบอกกับแม่และพ่อถ้าได้ยิน? "...ก็นานๆจะมาซักที มาเดี๋ยวเดียวก็กลับแล้ว พูดดีก็ง่ายเพราะพูดแล้วไม่ค่อยได้ทำ คนที่อยู่ใกล้สิทำใจยาก ทำแล้วยังถูกว่าไม่ดีซะอีก" แม่บอกกับลูกและพ่อถ้าได้ยิน? "...บอกแม่ตอนเป็นแผลแม่อย่าล้างจานนะ ระวังจะเน่าจะรักษายาก" ลูกบอกกับแม่และพ่อถ้าได้ยิน? "ก็ตอนนี้หายดีแล้วใช่ไหม" แม่บอกกับลูกและพ่อถ้าได้ยิน? "หายดีแล้ว"
.................................................................................. ...................................................................... .............................................................. .................................................................................................. .................................................................................. ...................................................................... .....................................................................................
สามีพุดกับภรรยา "มาช่วยพี่จัดการเรื่องผ้าปูเตียงหน่อย" แม่บอกกับลูก "ไปช่วย...ปูผ้าให้พ่อหน่อย" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "ให้เค้าไปช่วยกันแหละดีแล้ว เดี๋ยวหกล้มไปจะเป็นเรื่องเป็นราว" แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "คนกำลังแพ้ท้องเดี๋ยวจะเป็นลม ล้มเอาง่าย ไม่ดีหรอก" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "เค้ารู้กำลังตัวเองหรอกน่า ไม่เป็นอะไรหรอก"
แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "บางคนแพ้ท้องนี่นะต้องดูแลเรื่องอาหารให้ดี บางที่อยากกินโน่นกินนี่ หิวก็กินก่อนได้เลยไม่ต้องมัวรอกันหรอก" ลูกสะใภ้บอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "ไม่เป็นไรหรอก"
ลูกบอกถาม..สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "ไปหาหมอมา หมอบอกว่ายังไงบ้าง" สะใภ้บอกกับพี่และทุกคนที่ได้ยิน? "หมอนัดให้ไปตรวจใหม่อีกครั้ง ให้งดอาหารหลังเที่ยงคืน แล้วให้ไปกินน้ำตาลอีกถุงใหญ่ๆ ครั้งที่แล้วกินขนมไปแล้วไปกินน้ำตาล อีกชั่วโมงจึงเจาะลือดไปตรวจ ผลออกมาน้ำตาลในเลือดมากไป หมอให้ลดเรื่องอาหารหวาน " พี่บอกกับ..สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "อ๋อ...หมอเค้าทดสอบการใช้น้ำตาลของร่างกายละสิจะดูว่ามีแนวโน้มมากแค่ไหนที่จะเป็นเบาหวาน กินผลไม้อย่างนั้นมันมากไป เสี่ยงจะเป็นเบาหวาน" สะใภ้บอกกับพี่และทุกคนที่ได้ยิน? "แล้วก็ชอบซะด้วยของหวาน ผลไม้นี่ก็ชอบที่หวานๆนะ กินคนเดียววันนึงเป็นกิโลเลย อย่างเช่น.............." พี่บอกกับ..สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "หมอเค้าคงเห็นว่าเสี่ยงจะเป็นเบาหวานนะสิ" สะใภ้บอกกับพี่และทุกคนที่ได้ยิน? "ชอบกินข้าวเหนียวนะกินทีละเยอะๆ" แม่บอกกับลูกสะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "หมอเค้าห้ามนะเรื่องข้าวเหนียวนึ่ง" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "หมอเค้าไม่ห้ามหรอกเรื่องข้าวเหนียวนึ่งน่ะกินได้ ถ้าห้ามจริงคนเหนือคนอีสานที่เค้ากินข้าวเหนียวนึ่งก็แย่น่ะสิ" แม่บอกกับลูก-สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "ไม่รู้สิ แต่หมอเค้าห้ามนะเรื่องข้าวเหนียวนึ่ง ห้ามคนเป็นเบาหวานกินข้าวเหนียวนึ่ง" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "หมอเค้าไม่ห้ามหรอกเรื่องข้าวเหนียวนึ่งน่ะกินได้ ถ้าหมอคงห้ามกินห้ามข้าวเหนียวมูนละมั้ง" สะใภ้บอกกับพี่และทุกคนที่ได้ยิน? "ชอบกินข้าวเหนียวนึ่ง ข้าวเหนียวมุนไม่ชอบ" แม่บอกกับลูก-สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "พี่...สิชอบกินมากทั้งข้าวเหนียวทั้งมะม่วงอกร่อง ให้เมียแกมุนข้าวเหนียวทีละเป็นถังๆเลย แล้วก็กินหมดซะด้วย" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "ไม่แปลกหรอกที่เค้าเป็นเบาหวาน จนตายเพราะเบาหวาน" แม่บอกกับลูก-สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "แม่นี่นะเพิ่งจะเป็นเบาหวานตอนอายุหกสิบ" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "แม่นี่น่ะเพิ่งจะรู้สิว่าเป็นโรคเบาหวานตอนอายุหกสิบ ที่จริงอาจเป็นมาก่อนแต่ไม่รู้ ดูอย่างเรื่องตามีปัญหาสิจริงแล้วแม่รู้มาก่อนแต่ไม่ยอมไปหาหมอ ไปหาหมอก็สายตาแย่แล้ว เมื่อรู้ว่าสายตาแย่แล้วก็ยังใช้เวลาอีกสองปีกว่าจะไปให้หมอรักษาซึ่งช้าไปแล้ว" แม่บอกกับลูก-สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "แม่น่ะเพิ่งจะเป็นเบาหวานตอนอายุหกสิบ"
สะใภ้บอกกับพี่และทุกคนที่ได้ยิน? "เพิ่งกินข้าวโพดไป เลยยังไม่ค่อยหิว" ลูกบอกกับ..สะใภ้และทุกคนที่ได้ยิน? "ข้าวโพด กับข้าวนี่ก็เป็นพวกคาร์โบไฮเดรตเหมือนกันต่างกันเพียงแต่มีพวกเส้นใยอาหารมากกว่าข้าวขาวที่เรากินกัน"
............................................................................................. ..................................................... ... ...
แม่บอกกับลูก(ซึ่งกำลังช่วยกันกับภรรยาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้พ่อ)และทุกคนที่ได้ยิน? "อย่าเอาผ้าเปื้อนขี้ไปซักในเครื่องซักผ้านะมันเหม็น ล้างออกยากด้วย" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "ใครจะเอาไปซักในเครื่องซักผ้าเล่า ตอนนี้ยังเอผ้าปูออกไม่เสร็จเลย" แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "ก็ต้องบอกไว้ก่อนแหละ ไม่อย่างนั้นเอาผ้าเปื้อนขี้ไปซักในเครื่องซักผ้านะมันเหม็น ล้างออกยากด้วย แยกไว้ก่อนยังไม่ต้องซัก พรุ่งนี้แม่จะซักเอง" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "เดี๋ยวจะเอาไปแช่ไว้ในกะละมัง"
ขณะที่ลูกและภรรยากำลังเริ่มกินข้ามือค่ำ แม่ ถามพ่อ "เป็นยังไงร้องโอยๆ เล่าปวดท้องขี้อีกหรือไง?" ลูกคนหนึ่งบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "เสียงอย่างนี้ก็ใช่....เบ่งนั่นแหละ" แม่ บอกกับพ่อ "อย่าทำ... อย่าให้ขี้มันเปื้อน อย่าทำให้คนอืนเค้าลำบาก..สิ" "อย่า..........ขี้.......... " "อย่า........ขี้............ " "อย่า..........ขี้.......... " ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "แม่หยุดพูดเรื่องขี้ตอนกำลังกินข้าวได้มั้ย" แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "ต้องบอกให้เค้ารู้เรื่อง จะได้ไม่ทำให้ครอื่นเค้าลำบาก และนี่ก็เป็นเรื่องจริงทำไมจะพูดไม่ได้" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "รู้แล้ว พูดได้แต่ตอนนี้กำลังกินข้าวกันอยู่หยุดพูดก่อนได้มั้ยเนี่ย? เอาไว้พูดทีหลังก็ได้" แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "ต้องบอกให้เค้ารู้เรื่อง .......และนี่ก็เป็นเรื่องจริง เรื่องธรรมดาทำไมจะพูดไม่ได้ คนเราทุกคนก็มีแต่ขี้มีของเสียทั่วร่างกายกันทั้งนั้นแหละนี่เรื่องจริง" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "รู้แล้ว พูดได้แต่ตอนนี้กำลังกินข้าวกันอยู่หยุดพูดก่อนได้มั้ย กำลังกินข้าว เอาไว้พูดทีหลัง" แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "นี่เรื่องจริงทำไมจะพูดไม่ได้ กินข้าวอยู่ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย" ลูกบอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "รู้แล้ว พูดได้แต่ตอนนี้กำลังกินข้าวกันอยู่.............." ...บอกกับแม่และทุกคนที่ได้ยิน? "อย่างนี้นี่เล่า....ลูกๆถึงอยู่ไม่ติดบ้านกัน...... แล้วจะอยู่กับใครเค้าได้ล่ะเนี่ย" แม่บอกกับลูกและทุกคนที่ได้ยิน? "ก็ถึงได้อยู่กันสองคนนี่ไง.....สบายดีไม่มีใครคอยบ่นคอยว่า............................"
... ...
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
somphol
|
 |
« ตอบ #515 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2009, 03:19:25 AM » |
|
โ ร ง เ รี ย น พ่ อ แ ม่ ลูก ใน กทม ครั้งต่อไป
วันเสาร์อาทิตย์ที่ 25 – 26 กรกฎาคม 2552 9 00- 20 00 น ณ บ้านพักคริสเตียน ซอย ศาลาแดง 2 ถนน สีลม
กิจกรรมเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ เพื่อพ่อแม่ดูแลลูก เพื่อลูกดูแลพ่อแม่ เพื่อพ่อแม่ดูแลกันและกัน กลับมาเรียนรู้ที่จะดูแลความสัมพันธ์ ของคนสำคัญในชีวิตของเรารวมทั้งตัวเราเอง
“ทำไมลูก/เขา/เธอ ไม่เข้าใจฉัน ทำไมเขาไม่เห็นว่า ฉันหวังดี เราต่างจะต้องอดทนกันไปอีกนานเท่าไหร่” ครอบครัวซึ่งพึงจะเป็นฐานนำพาความสุข ความพอใจในชีวิตให้กับเรา กลับกลายเป็นสมรภูมิเล็กบ้างใหญ่บ้าง บ่อยครั้งที่เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “สันติสุข และ ความฝันที่ฉันวาดไว้ให้ครอบครัวของฉันจะเป็นจริงได้อย่างไร ?”
โรงเรียนพ่อแม่ลูก พาเรากลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้ความเป็นเด็กในตัวลูก และกลับมาดูแลความเป็นเด็กในตัวเรา และของคนสำคัญในชีวิตเรา เพียงแต่เราเรียนรู้ที่จะ “พูดอย่างไรให้เขาฟัง และฟังอย่างไรให้เขาพูด” เรียนรู้ที่จะ “ซื่อตรงกับความรู้สึกของเราและของเขา” และ “ขัดเกลาความเคยชินที่เป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์ของเรา”
อาศัยมหัศจรรย์แห่งการรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และการแสดงออกอย่างใคร่ครวญ ด้วยกระบวนการเสวนา ผนวกกับกิจกรรมศิลปะเพื่อสร้างสรรค์ความเข้าใจตนเองและคนรอบข้าง อีกทั้งเรียนรู้เสียงด้านในของตัวเรา(Voice Dialogue) ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและตื่นตัวพรักพร้อม ที่จะนำพาตัวเราเองและคนสำคัญในชีวิต ก้าวพ้นความขัดข้องหมองใจในความสัมพันธ์ที่เคยเป็นมา
นำกระบวนการเรียนรู้โดย ครูณาและคณะ
อาจารย์อังคณา มาศรังสรรค์ มีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนพ่อแม่มากกว่า 50 ครั้ง และนำผู้เข้าร่วมเรียนรู้มามากกว่า 1000 คนในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
“ เวลาที่เราต้องตัดสินใจเพื่อที่จะนำพาตัวเราเข้าไปเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างสัมพันธ์ภาพ และความรักในครอบครัว ระหว่าง ตัวเรากับคนข้างเคียง กับลูก หรือแม้แต่กับพ่อแม่ของเรา เราต้องเสียสละหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึง เงินทอง เวลา โดยเฉพาะที่เรารู้สึกว่า มีเวลาน้อย แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่เราควรตระหนักว่า ความรู้มีราคา การแสวงหาความรู้นั้น ต้องสละบางสิ่ง แต่ในความไม่รู้ คุณต้องจ่ายแพงกว่า คุณต้องจ่ายกับ สัมพันธภาพที่ไม่อาจรื้อฟื้น หรืออยู่ร่วมกันอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ระยะห่างที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างเราและลูกหรือกับพ่อแม่เรา
อยากให้คุณตัดสินใจ เพราะ คุณต้องเลือกที่จะเป็นแบบเดิม หรือ ดีกว่า “ ครูณา
อัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 3,900 บาท สมัครเป็นคู่ คู่ละ 5,900 บาท รวมอาหารว่าง 4 มื้อ อาหารกลางวันและเย็นตามอัธยาศัย
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณอ้อ 089-439-8550 หรืออีเมล์ได้ที่ voicedialoguework@gmail.com
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Suchada
|
 |
« ตอบ #516 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 04:33:21 AM » |
|
ภาพชายชราวัยเกินแปดสิบ ผิวคล้ำ ท่าทางอ่อนแรง นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใต้ต้นหางนกยูงริมคลอง สายตาจับจ้องอยู่บนผิวน้ำสีดำที่ส่งกลิ่นไม่น่ารื่นรมย์นัก ไม่มีอะไรน่าสนใจพอที่จะดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา อาจมีบางคนที่บังเอิญหันไปมองแล้วเข้าใจว่าเขาเป็นเพียงตาแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น มานั่งมองน้ำเน่าในคลองเล็กๆ อย่างไร้จุดหมาย เพราะไม่มีอะไรทำ
ชายชรานั่งอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งผ่านมาเห็นและจำได้ว่าเขาคือใคร จึงได้โทรศัพท์ไปบอกลูกชายของแก ไม่นานนักลูกสะใภ้ของชายชราก็มาถึง เธอตรงเข้าไปพยุงพ่อสามี พาขึ้นรถกลับบ้าน บทสนทนาระหว่างคนทั้งคู่เป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ .... และนั่นคือ ครั้งสุดท้ายที่ชายชราได้ออกจากบ้าน
“พ่อหนีออกจากบ้านโดยไม่บอกใคร แล้วหลงทางกลับไม่ถูก” คือข้อสรุป ที่มีคนเล่าว่า ... ได้ยินมาจากลูกชาย
หลายคนบอกว่าเป็นเพราะแกอยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข จึงพยายามหาทางหนีออกมาจากบ้าน บางคนก็ว่า แกคงตั้งใจจะนั่งรถไปสัตหีบอย่างที่เคยทำเป็นประจำเมื่อหลายปีก่อน เพราะเคยได้ยินพูดเสมอว่าอยากไปทะเล บางคนก็วิจารณ์ ตัดสินว่าลูกชาย ลูกสะใภ้ ไม่ดูแลอย่างที่ควรจะเป็น น่าจะตามใจ พาพ่อออกไปไหนต่อไหนบ้าง ต่างคนก็ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา ... หากชายชรามานั่งฟังอยู่ในวงสนทนาด้วย แกคงได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร
ฉํนจำได้ว่า ตอนที่ไปเยี่ยมชายชราคนนี้ที่บ้านเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หนึ่งในเรื่องเล่าที่ได้ยินจากปากของแกในวันนั้นคือ .... “มีอยู่วันหนึ่ง ผมออกจากบ้าน ตั้งใจจะไปซื้อล้อตเตอรี่ที่ตลาดบางแค พอนั่งรถเมล์ไปถึง รู้สึกเหนื่อยมาก เลยนั่งพัก... บริเวณนั้นมีต้นหางนกยูงที่ดอกของมันกำลังร่วง ลองคิดดูสิ ดอกสีส้มหล่นประปรายอยู่บนผิวน้ำสีดำนั้น สวยน่าดูขนาดไหน ... ผมเห็นงามก็เลยนั่งมองและคิดว่าจะวาดออกมาอย่างไรดี ... คนที่เดินผ่านไปมา เขาไม่รู้ ก็อาจคิดว่าตาแก่คนนี้บ้า” ชายชราพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แววตาตื่นเต้นและเป็นประกายขณะถ่ายทอดภาพความงามของสิ่งที่แกมองเห็นผ่านสายตาศิลปิน “หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนอีกเลย เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เรารู้และยอมรับว่าสังขารมันไม่ตามใจเรา ไม่สามารถไปไหนๆ ได้ตามลำพังเหมือนเมื่อก่อน ถึงอยากไปก็ต้องตัดใจ เกรงใจ ไม่อยากรบกวนลูกๆ” ทีท่าและน้ำเสียงของคนพูด สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่มาจากการใคร่ครวญด้วยใจที่สงบนิ่ง ... ฉันเข้าใจเช่นนั้น ถ้าสายตาของฉันไม่ถูกทำให้บิดเบือนด้วยการมองโลกในแง่ดีเกินไป
ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า เรื่องนี้กับเรื่องที่ได้ยินในตอนต้นนั้น เป็นเหตุการณ์เดียวกันหรือไม่ แต่ก็คิดว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปสืบค้น
ฉันไม่รู้ว่า ทำไมถึงอยากเขียนเล่าเรื่องนี้ .... อาจจะเป็นเพราะอีกไม่กี่วันจะถึงวันแม่ อยากให้ลูกๆ ทุกคนที่ยังมีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายหรือญาติผู้ใหญ่ให้ดูแล หันมาเพิ่มความใส่ใจ (จากเดิมที่มีอยู่แล้ว) และรับฟังให้ได้ยินสิ่งที่อยู่ในใจของท่าน บางที เพียงแค่นี้ เพียงมีใครสักคนรับฟังท่านอย่างลึกซึ้ง ฟังแบบฟังอย่างเดียวจริงๆ ก็ดีกว่าอะไรมากมายนัก ... หากมีใครถามว่า ทำไปเพื่ออะไร คำตอบของฉันคือ ทำไปเถิดค่ะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
|
|
|
|
chawannud
|
 |
« ตอบ #517 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 07:23:06 PM » |
|
สิ่งที่พี่ดาเขียนทำให้นึกถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ ฉัน: วันที่ 11 สิงหานี้จะกลับไปหานะ นอนหนึ่งคืน เอาเด็กๆไปด้วย แม่: กลับมาทำไมเหนื่อยเปล่าๆ ตั้งสองชั่วโมง มานอนคืนนึง ฉัน: ไม่เป็นไร คราวนี้มีคนขับให้ ลูกเขยจะไปด้วย (  ทำไม...แม่พูดเหมือนไม่เต็มใจให้กลับไป) แล้ววิตามินที่ซื้อให้ กินแล้วเป็นไงบ้าง รวมทั้งขมิ้นชันช่วยเรื่องแผลอักเสบนะ แม่: ซื้อมาทำไม กินแล้วก็งั้นๆ ทุกอย่างเหมือนเดิม คราวหน้าไม่ต้องซื้อมา ยาเต็มไปหมดแล้ว ...จะกลับมาเหรอ ไม่ต้องมาหรอก ฉัน:  แม่ทำไรอยู่ แม่: ดูหนังเกาหลี...... ฉัน: งั้นแค่นี้นะแม่  วางหูแล้วก็ได้ยินเสียงแห่งความคาดหวัง โธ่ แม่จะดีใจสักหน่อยก็ไม่ได้ สักพักหนึ่ง อีกเสียงก็บอกว่า เมื่อเราเป็นเหมือนแม่ เราก็คงพูดแบบนี้ แม่ที่เดินไม่สะดวก จะทำอะไรก็ต้องรอให้คนอื่นช่วย เช่น อาบน้ำ ซื้อข้าวให้ ใช้เวลาส่วนใหญ่บนชั้นสองของบ้าน ระหว่างห้องนอนและห้องนั่งเล่น วันต่อมาหลานสาวโทรมาถามว่าจะกลับจริงๆใช่ไหม  เรารู้ว่าคนที่เฝ้ารออยู่ทุกครั้งคือแม่ เพราะเมื่อเดินไปหวัดดี แม่จะบอกทุกครั้งว่า นั่งรออยู่ว่าลูกจะกลับมาถึงเมื่อไร... ตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับไปทำกับข้าวให้แม่ใส่บาตร แล้วเจอกันค่ะแม่
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 11, 2009, 07:24:08 PM โดย chawannud »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Suchada
|
 |
« ตอบ #518 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 09:29:21 PM » |
|
 ฝากกอดและหอมแก้มไปให้คุณแม่ของนุชด้วยนะ บอกว่า คนชื่อดาฝากมา  เฮ้อ! อิจฉา คนมีแม่ให้กลับไปหา จังเล้ย .....
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
การรู้จักเส้นทางเป็นเรื่องหนึ่ง การเดินไปในเส้นทางนั้นด้วยตัวเองเป็นอีกเรื่อง
|
|
|
|
chawannud
|
 |
« ตอบ #519 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2009, 09:30:13 PM » |
|
วันแม่ปีนี้ เป็นปีที่พิเศษ เพราะหลานๆอาผ่อทั้ง 6 คนเขายุ่งกันตลอด คิดในใจว่าโรงเรียนคงให้การบ้านมาเหมือนกันทุกคน เพราะเห็นเขาไม่ทำอะไรกันเลย นอกจากตัดกระดาษ ระบายสีทำการ์ดวันแม่กัน เศษกระดาษเกลื่อนกลาด มีหลงที่แวะเวียนมากลอกตาไปมา อมยิ้ม ฮัมเพลง...โอบกอดแม่ไว้ แล้วบอกว่า วันแม่น่ะต้องซื้อซุปไก่ให้แม่ เอ ไม่ใช่นะ อะไรที่คล้ายๆซุปไก่ แม่นึกได้ว่า หลงคงจำมาจากในทีวี อ๋อ แบรนด์รังนกเหรอ เก่งจริงๆเลย อิทธิพลโฆษณาต่อเด็กห้าขวบ อาผ่อดีใจที่ได้ตักบาตร บอกว่าถ้าลูกสาวไม่กลับมาก็ไม่ได้ตัก (จริงๆแล้วลูกชายทำให้แม่ทุกอย่าง ยกเว้นตามใจแม่ โดยเฉพาะการกินยาตามเวลาที่เปลี่ยนหมอ เปลี่ยนยาแล้ว แต่แม่ยังกินเหมือนเดิม น้อยใจที่ไม่ได้จัดยาให้ตัวเอง) ช่วงบ่ายลูกๆ หลานๆทั้งหลายเข้าแถวมอบพวงมะลิ รวมทั้งหลานชายมอบการ์ดที่มีอันเดียวในโลก ที่เด็กๆช่วยกันเอาไปให้พ่อแม่เซ็นให้อาผ่อ เด็กทั้ง 5 คนเขียนกันทุกคนว่าอยากให้อาผ่ออยู่นานๆ รวมทั้งหลงที่ช่วยวาดรูปและให้คนอื่นเขียนให้ นอกจากการ์ดของอาผ่อแล้ว แม่ๆก็ได้รับการ์ดจากลูกด้วย ได้หอมแก้มแม่เผื่อแล้วด้วยค่ะ รู้สึกว่าเด็กๆทุกคนช่างพิเศษเหลือเกิน ตอนนี้เขาเป็นตัวแทนพ่อแม่ที่คิดทำเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ เริ่มจากคนใกล้ตัว นึกถึงเพลงๆหนึ่งที่ได้ยินแล้ว ทำนบน้ำตาแตกทุกครั้ง เด็กดั่งดวงดาว เมื่อดาวหนึ่งดวงร่วงลงจากฟ้า จะมีดวงตาเกิดขึ้นมาบนโลกนี้แทน เป็นเด็กผู้หญิง เป็นเด็กผู้ชาย ส่องแววประกาย เด็กมีความหมายเช่นดาว พวกเราจะโตไม่นานหรอกหนา เราจะอาสาเติบโตมาดูแลโลกแทน ปกป้องป่าไม้ ภูเขาแม่น้ำ ไม่มีสงคราม หากทำตามความฝันของเด็ก หากมีพรุ่งนี้ ย่อมมีความหวัง เด็กคือพลัง เป็นความหวังแห่งวัน อย่าทำลายหวัง อย่าปิดกั้นไฟ เด็กมีหัวใจ ผู้ใหญ่ช่วยระวัง เป็นบทเพลงที่อยากมอบให้ ตัวเอง แม่ๆ พ่อๆ ผู้ใหญ่ทุกคนเนื่องในวันแม่ แล้วก็พิเศษเพื่อพี่ดา คุณลูกที่เติบโตมาช่วยดูแลโลกนี้แทนคุณแม่ที่จากไป ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่เตือนใจในวันแม่  นุชได้ยินเสียงหนึ่งบอกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมาสืบค้นด้านบวกกับเรื่องราวของแม่ รวมทั้งพี่เลี้ยง ที่เราได้เข้าไปกอด รวมทั้งหลานๆที่เข้าไปหอมแก้ม ได้ยินเสียงที่บอกว่า ไม่ต้องมากอด แต่ก็ตัวอ่อนปวกเปียก พร้อมใบหน้าที่ยิ้มละไม 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 14, 2009, 09:33:04 PM โดย chawannud »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ตห (เต้าหู้)
|
 |
« ตอบ #520 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2009, 11:36:00 PM » |
|
พอดีไปเจอคอลัมน์ในบางกอกโพสต์ ฉบับวันที่พฤหัสบดีที่ 29/10/2009 ก็เลยลิงค์มาไว้เผื่อบางคนที่พลาดนะคะ เรื่องราวของเอิร์ธ ครอบครัวคุณชัย(ขอนแก่น) และอาศรมหิ่งห้อย เชียงรายค่ะ http://www.bangkokpost.com/life/improvement/26505/bringing-education-back-to-earth ชื่อคอลัมน์เก๋ไก๋น่ารักมากเลย Bringing education back to earth เขียนโดยคุณสุภาวดี (หรือคุณเปิ้ล ที่แสนจะน่ารัก)   
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
|
|
|
|
samchai
|
 |
« ตอบ #521 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2009, 10:43:09 PM » |
|
ขอบคุณ คุณเมย์ที่แจ้งข่าวน้องเอิร์ธกับคุณพ่อคุณแม่ในบางกอกโพสท์ ดีใจกับครอบครัวคุณชัย กับน้องเอิร์ธ เมื่อช่วงเช้าได้เข้าร่วมพูดคุยกับสมัชชาสุขภาพจ.แพร่ รู้สึกว่าจะทำงานเรื่องครอบครัวและอาหารในปี 2553 ตอนแรกๆหน่วยงานภาครัฐก็คิดค่อนข้างจะออกมาในรูปแบบที่แยกเด็กออกมาต่างหากเช่นศูนย์เยาวชนอะไรทำนองนี้ ซึ่งก็คงไม่ผิดอะไร แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงครอบครัวที่บ้าน ทั้งๆที่ๆบ้านเป็นต้นตออันหนึ่งที่ทำให้เด็กต้องถูกต่อว่าๆมีปัญหา อ่านบทความบางกอกโพสท์แล้ว รู้สึกดี เป็นเรื่องเดียวกันครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
three
|
 |
« ตอบ #522 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 01:32:13 PM » |
|
คุณหมอปุ๊ และคุณโต้ง ศูนย์สุขภาพเมือง รพ.พระพุทธชินราช พิษณุโลก สองคนที่ทำงานเครือข่ายสุขภาพชุมชนเขตอำเภอเมืองอย่างแข็งขันตลอดมา เมื่อมีโอกาสไปเรียนรู้กระบวนการจิตวิว้ฒน์ หรือจิตตปัญญาศึกษา ในงานมหกรรมกระบวนกร ที่สถาบันขวัญเมืองเชียงราย ทั้งสองท่านได้ตระหนักเรื่องการเลี้ยงลูกของมวลสมาชิกจิตอาสา จึงได้ประชุมปรึกษาทีมงานและเครือข่าย ปรากฏว่าทุกคนได้สะท้อนปัญหาความหนักใจ ความกังวลใจในเรื่องครอบครัว และการเลี้ยงลูก มีคนแสดงความสนใจและได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมโปรแกรมอบรมโรงเรียนพ่อแม่จำนวนมาก และโรงเรียนพ่อแม่ จังหวัดพิษณูโลกจึงเกิดขึ้นเป็นรุ่นแรก ช่วงระหว่างวันที่ ๙-๑๒ พฤศจิกสายน ศกนี้ หมอปุ๊บอกกล่าวความคาดหวังในงานวันแรกตอนหนึ่งว่า "ผมรู้ว่าสึกการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องสำคัญ หากเราสามารถดูแลลูกๆ ให้พวกเขามีความอบอุ่น มั่นคงทางจิตใจ สายใยแห่งครอบครัวก็จะเหนียวแน่น ในงานอบรมครั้งนี้หากพวกเราพ่อแม่คนใดคนหนึ่งสามารถกลับไปดูแลลูกคนหนึ่งให้มีจิตใจเข้มแข็งอย่างแท้จริง ที่จะอยู่รอดปลอดภัย และิยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข ผมจะถือว่างานอบรมประสบผลสำเร็จ และคุ้มค่าแล้วครับ"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
three
|
 |
« ตอบ #523 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2009, 06:56:07 PM » |
|
จากการรับฟังเสียงสะท้อนของแม่ส่วนใหญ่ พวกเธอมักทุ่มเทความรักทั้งแทบหมดให้กับบรรดาลูกๆ บางคนให้มากเกินไปจนมีแนวโน้มเป็นการตามใจ ฝ่ายลูกเมื่อรับรู้ว่าสามารถเรียกร้อง และต่อรองความต้องการอะไรก็ได้จากแม่ รู้จุดหรือปุ่มกดของแม่ที่มีมากมาย พวกเขาก็มั่นใจได้ว่าควบคุมแม่ให้อยู่ในอำนาจของตัวเอง การเรียกร้องและต่อรองก็จะเพิ่มปริมาณของวัตถุสิ่งของ หรือเงินทองมากขึ้น ฝ่ายแม่ถ้าหากไม่ตอบสนองความต้องการของลูก ก็เกรงว่าลูกจะมีปมด้อย หรือไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง บรรดาแม่ก็ยิ่งมีความกลัว ความกังวลใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพสังคมที่มีปัญหาวัยรุ่นที่ค่อนข้างวิกฤติแปรผันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เช่นเรื่องแกงค์เด็กแว้น เด็กกลุ่มเสี่ยงมั่วสุมเรื่องเพศ และยาเสพติด แม่คนหนึ่งเล่าเรื่องการเลี้ยงดูด้วยความกลัว และความกังวลให้ฟังว่า "ฉันมีลูกชายสองคน หลายปีก่อนลูกชายคนโตประสบอุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซค์จนเสียชีวิต เรื่องดังกล่าวจึงฝังใจฉันมาก ปัจจุบันฉันจึงเข้มงวดกับลูกชายคนเล็กเป็นพิเศษ คอยควบคุมกำกับ สั่งสอน พร่ำบ่นกับเขาตลอดเวลา สังเกตว่าสีหน้าเขาเวลาอยู่กับแม่ไม่มีความสุขเลย" ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับแม่คนนี้เพิ่มเติม และบอกกับเธอว่าทำไมต้องยึดติดกับเหตุการณ์ในอดีตมากมายขนาดนั้น ลูกชายสองคนดวงจิตดวงวิญญาณ แบบแผนพลังงานไม่เหมือนกันเลย ตลอดจนบริบทของเขาก็ไม่เหมือนกัน ตอนจบการอบรมเธอเขียนจดหมายถึงลูกชายคนเล็กว่า "ลูกที่รักที่ผ่านแม่เข้าไปก้าวก่ายพื้นที่องค์กรจัดการตัวเอง ออกแบบควบคุมจัดการชีวิตของลูกมากเกินไป นับแต่วันนี้ไปแม่จะถอยออกมาหน่อย เปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจเรื่องต่างในชีวิตของลูกด้วยตนเองมากขึ้นนะ และแม่เองก็เชื่อมั่นว่าลูกจะเข้มแข็งนำชีวิตอยู่รอดปลอดภัยแน่นอน และสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมอย่างมีความสุข ตลอดจนเป็นคนดีของสังคม" เฝ้าสังเกตุเธออ่านจดหมายรักอย่างช้าๆ ด้วยเสียงอันสั่นเครือ และมือข้างซ้ายคอยเช็ดน้ำตาเป็นระยะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #524 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 02:45:40 PM » |
|
ผมก็มาจากระบบการศึกษาแต่ทว่าช่วงหลังมานี้ การเรียนรู้ณ.ขณะ เมื่อมองย้อนหลังกลับ เห็นอะไร ที่ทำให้เชื่อมั่นว่า ระบบการศึกษาเราเรียนกันมานั้น เป็นนอกระบบจริงๆ ใช่ "นอกระบบ" เพราะเขากำหนดเอาตัวเลขมากำกับชีวิตทั้งชีวิต และเล็งผลไปตัดสินคน ใครจำได้มากก็เก่ง เพราะรู้มากคะแนนสูง ไปเรียนหมอรองมาไปเป็นนั้นไปเป็นนี้ เอ๊ะแล้วรู้จริงๆรู้อย่างว่าอะไรที่เิกิดขึ้นต่อหน้า จะเป็นสถานการณ์ ความรู้จำก็เป็นส่วนหนึ่งสำคัญ แต่หากว่าไม่รู้ไม่เห็นปรากฏการณ์ที่ตรงหน้า ก็จะทำไปตามแบบแผนที่ เรียกว่า"แพนนิ่ง" ขั้นตอน คล้ายๆกดปูมที่หนึ่งแล้วไปกดสอง แต่ตอนนี้ผมไปเ่ล่นเกมตู้กับเด็กๆ อ้าวเราไม่ทันเด็ก เพราะเห็นเด็กเล็กๆเล่นกดปูมนั้น ปูมนี้แล้วมันมันส์เล่นได้สนุกท้าทายด้วย ผมเห็นระบบที่ทำงาน เป็นระบบชีวิตที่มีกาารปรับตัวอารมณ์ความรู้สึก การใส่ใจในการเล่นเกม เจตจำนง ผู้ใหญ่ส่วนมากไม่เห็น กลับไปคิดเล็งที่ผลหมายถึงธงว่า มันหาสาระไม่ได้ แต่ผมกำลังมองว่านั้นแหล่ะสาระ นั้นล่ะ "กระบวนการ"ของระบบชีวิต ที่จะทำให้ครูได้ รู้รอบหรือว่าครูรอบรู้ หากว่ารู้รอบ ต่างกันกับรอบรู้ รู้รอบจะมีมุมมองอีกแบบหนึึ่ง แต่รอบรู้ ก็ต่างกัน เพราะเมื่อเราใส่ใจกระบวนการ ณ.ขณะนั้นรู้รอบสำัคัญกว่า เพราะจุดที่รู้คือ คนรู้ ใครรู้ ผู้กระทำการรู้ รู้ตน ตนรู้ ครูที่เต็มไปด้วยแผนกระดาษทั้งหลายตอบเสนออะไรกับเด็ก ไม่เลย แกตอบเสนอ ขั้นกว่า ตอบเสนอระบบกลไก ไม่ใช่ระบบชีวิต จึงเป็นโชคร้ายของเด็ก มาพูดถึงครูไม่ได้มีความหมายแค่ครูในโรงเรียน ครูที่ลูกเคารพเชื่อถือทำเลียนแบบคือพ่อแม่ เพราะแม่เป็นครูของลูก หากพ่อแม่บอกว่าไป ไปเรียนรู้ที่โรงเรียน ไล่เขาไปไหนแล้วจะมาเรียกร้องว่าเขาดื้อไม่เชื่อฟัง "เราต้องทำงานหาเลี้ยง ไม่มีเวลา" ก็มอบให้ครู อ้าวครูก็แม่เป็นพ่อ แ้ล้วไปตามระบบสายพานต่อๆคะแนนแบบนี้ก็ไปแบบนั้น "คุณประสาทครับๆ"อ้าวยิ่งเรียกแล้ว
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ปุ้ย
|
 |
« ตอบ #525 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:43:06 PM » |
|
ตัวอย่างแผ่นพับ กับ คัทเอาท์ครับ
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
Throw away your learning,your science, and your art to attend a heart that watch and recieves //William Wordworth
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #526 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 06:49:19 PM » |
|
เสียงตอบจาก..tulachon...... ใช้เครื่องของเทพกีตาร์ปากกามาร ตอบเชื่อมโยงเรื่องราว นอกระบบ ในระบบ ติดใจคำว่า รอบรู้กับรู้รอบ.. เบื้องต้น...ชอบใจกับการเล่นคำในภาษาไทย..แค่สลับที่ก็มีความหมายและคุณค่าต่างไปมาก....เคยจัด คุณลักษณะของตัวเองว่า..เรานี่เป็นไปรอบคนรอบรู้จริงนะ...อะไรก็รู้กะเขาไปหมด..แถลงเรื่องลึกซึ้งได้...คุยกะใคร ดูเป็นนักวิชาการ...ดูดีเชียว...เมื่อเวลาผ่านไป..ฟังเสัยงระฆังบ่อยเข้า...อยู่กับตัวเองบ่อยๆ เข้า นานเข้า มีคำตอบว่า ..ไอ้รอบๆ นี่รู้เยอะจัง..แต่ไอ้ที่อยู่ข้างใน..ไม่ค่อยรู้อ่ะ...พูดกะตัวที่อยู่ข้างใน..ก็ไม่รู้เรื่องกัน แล้วการเป็นคนรอบรู้มีประโยชน์อันใด...ยิ่งเมื่อมองมิติคุณค่ายิ่งแย่ใหญ่...ก็บอกตัวเองไปเรียบร้อยแล้วว่า.. เอ็งรู้ไม่จริงนี่หว่า... รอบรู้ จึงเป็นมิติที่แบน (ตื้น) มากในความรู้สึก ณ ขณะนี้
คำว่า รู้รอบ..คำนี้มีมิติทางคุณค่ามากกว่า...แม้ไม่ได้เพิ่มคำว่ารู้ลึกเข้าไปแต่มีความรู้สึกหมายรวมอยู่แล้ว... มันต้องเอาใจไปแตะมากขึ้น...สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วยมันหมุนวน...พัวพัน...นัวเนีย...ก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบต้อง นำชีวิตเข้าไปร่วมอยู่..ทุกขณะ.ต้องมีการจัดการ...กับอารมณ์ของตนเอง...รับรู้เข้าใจคนอื่น...แต่ละวันใช้การรู้รอบ ตลอดเวลา..ที่จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม... แล้วจะสอนให้เด็ก..รู้รอบได้ไงเนี่ย...มิตินี้...ลึกรอบซะด้วย...
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ตห (เต้าหู้)
|
 |
« ตอบ #527 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2009, 03:43:16 AM » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
If quantum mechanics hasn't profoundly shocked you, you haven't understood it yet.- Niels Bohr
|
|
|
|
soup
|
 |
« ตอบ #528 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2009, 04:41:17 AM » |
|
ผมก็มาจากระบบการศึกษาแต่ทว่าช่วงหลังมานี้ การเรียนรู้ณ.ขณะ เมื่อมองย้อนหลังกลับ เห็นอะไร ที่ทำให้เชื่อมั่นว่า ระบบการศึกษาเราเรียนกันมานั้น เป็นนอกระบบจริงๆ ใช่ "นอกระบบ"ประโยคข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ท่านเทพฯ เขียนเอาไว้ค่ะ เมื่อเดือนก่อน เราได้ฟังคุณโสภณ สุภาพงษ์ บรรยาย เกี่ยวกับเรื่อง ความรู้ และ การเรียนรู้ ว่า มันไม่เหมือนกัน สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ การศึกษาที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรสามัญ (นอกระบบ-โฮมสคูล) ท่านเล่าว่า ในตอนต้นนั้นก็พยายามจะหาชื่อให้เหมาะสมซึ่งต่อมาก็ได้คำว่า "การศึกษาตามอัธยาศัย" ซึ่งก็ให้ความหมายชัดเจนดี ต่อมาเมื่อการศึกษาในโครงแบบนี้ค่อนข้างได้ผลดี กระทรวงศึกษาธิการก็พยายามที่จะ "รับรอง" การศึกษานอกระบบแบบนี้เพื่อทำให้ ถูกต้องตามระบบ  ? ...เราว่าผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในอดีต หรือ ปัจจุบัน คนที่นำสิ่งใหม่ๆ มาสู่สังคม ล้วนแต่ไม่ค่อยได้ผ่านรั้วของระบบมากนัก ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะ ถ้าอยู่ในระบบการศึกษาแล้วมันคิดนอกกรอบ แหกคอกไม่เป็น หรือเปล่าก็ไม่รู้ เลยไม่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เราเคยอ่านหนังสือแล้วพบว่า นักกฏหมายของอเมริกาที่อยู่ในหอเกียรติคุณนั้น มีจำนวนมากถึง 13 คน ที่ไม่ได้เรียนจบจากโรงเรียนกฏหมายเลย บางคนออกกลางคัน และบางคนถูกไล่ออก สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล และ บิล เกตส์ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟ ต่างก็เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยทั้งคู่ บิล เกตส์ ออกจาฮาร์วาร์ด ส่วนสตีฟ จ็อบส์ ออกจากมหาวิทยาลัยรีด เหตุผลของ สตีฟจ็อบส์ น่าสนใจ เขาบอกว่า "ผมไม่รู้ว่าผมไม่รู้ว่าต้องการอะไรจาก ชีวิต และ ปริญญาจะช่วยหาคำตอบได้อย่างไร..." คนทั้งคู่นี้ได้ปฏิวัติวงการคอมพ์พิวเตอร์ด้วยการใช้ความง่าย เป็นหลักการสำคัญ ไม่โครซอฟนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนแอปเปิ้ล ใช้ชื่อยี่ห้อและโลโก้เป็นตัวบอกเล่า แอปเปิ้ล 1 ผล ที่มีรอยกัด หมายความว่า การใช้คอมพ์พิวเตอร์ของเขานั้น ง่าย เหมือนปอกกล้วยเข้าปากยังไงยังงั้น... เราเล่าเรื่องราวของ 2 ท่านนี้ เพราะรู้สึกว่าเขาคงเป็นฮีโร่ของเด็กรุ่นใหม่หลายๆ คน ไม่ต้องเรียนในระบบก็ได้ ถ้าไม่อยากเรียน หรือจะเรียนก็ได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า รู้หรือเปล่าว่าอยากจะรู้เรื่องอะไร .... ...ต้องพอก่อน สงสัยนี่จะเป็นช่วงพักเบรกกระทู้นี้นะคะ ...เป็นการเล่านิทานประวัติบุคคลเด่นดัง ของโลก...
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2009, 04:54:14 AM โดย soup »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #529 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2009, 12:36:52 PM » |
|
ไม่ต้องเรียนในระบบก็ได้ ถ้าไม่อยากเรียน หรือจะเรียนก็ได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า รู้หรือเปล่าว่าอยากจะรู้เรื่องอะไร ...นี้ที่ซุบเขียนมา พวกนอกระบบชีวิต เพราะระบบชีวิตไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ต่างจากคนหาของหาย ในที่มีแสงสว่างส่องอยู่ คำที่หาได้ "การศึกษาตามอัธยาศัย"คนอยู่ในระบบ ยากที่จะรับรู้ เห็น(กระบวนทัศน์)ในสิ่งที่ใม่คุ้นชินหรือไม่เคยรู้เคยทำ ของระบบชีวิต
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2009, 12:41:21 PM โดย เทพกีต้าร์ปากกามาร »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
soup
|
 |
« ตอบ #530 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2009, 07:09:36 AM » |
|
นี่ไม่ได้ต่อกรกับท่านเทพฯ นะคะ อย่าถือสาเลย (กำลังสงสัยว่าต้องไปหัดเล่นดนตรีอะไรสักอย่าง เพื่อมันจะพัฒนาคุณภาพในการเข้าใจการสื่อสารของตัวข้าพเจ้าให้ดีขึ้น...เฮ้อ)
ขออนุญาต อธิบายความประโยคนี้ของตัวเองค่ะ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า รู้หรือเปล่าว่าอยากจะรู้เรื่องอะไร ....
คือเรารู้สึกว่า คนที่นำพาสังคม นำพาสิ่งใหม่ๆ มาสู่สังคมเราได้ นั้น อาศัย 2 เรื่อง คือ ความเป็นเลิศ กับความสุข
ปริญญาและสถาบันการศึกษามันเป็นตัวแปรเล็กๆ เท่านั้นเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เรามีค่านิยมหรือการรับรู้ว่า ถ้าจะเรียนเศรษฐศาสตร์ดีๆ ก็น่าจะไปเรียนที่อังกฤษ ถ้าสนใจกฎหมายมหาชนก็น่าจะไปฝรั่งเศส หรือในบ้านเรา ถ้าจะเป็นหมอก็เข้ามหิดล ถ้าจะเรียนอักษร ก็ต้องเข้าจุฬา ทำนองนั้น...มันเป็นสถาบันที่สั่งสมความเป็นเลิศมาแต่เก่าก่อน แต่มันก็ไม่ใช่หลักประกันของความเป็นเลิศ ว่าถ้าเราได้ไปเรียนที่นั่น เราจะเก่ง เราจะเจ๋ง และที่สำคัญมันไม่ใช่หลักประกันความสุขของชีวิต เราว่าคนเป็นพ่อแม่(กระทู้นี้ชื่อโรงเรียนพ่อแม่) น่าจะคิดหวังให้ลูกมีความสุข พบทางแห่งความสุข มากกว่าจะคาดหวังให้ลูกประสบความสำเร็จนะ
แทบทุกคนที่สำเร็จในชีวิตการงาน มักจะบอกว่า เขาทำสิ่งนั้นเพราะรัก และไม่ใช่เพิ่งจะรักตอนเริ่มทำงาน แต่รักสิ่งนั้นมานานแล้ว คือเขารู้ว่าเขาอยากรู้อะไร อะไรชอบ อะไรใช่สำหรับเขา อะไรไม่ชอบ และอะไรไม่ใช่...ซึ่งคนที่มีอิทธิพลมากๆ ต่อสิ่งเหล่านี้ก็คือครู ครูไม่ได้มีหน้าที่สอน ครูมีหน้าที่แนะให้ เท่านั้นเอง ตัวอย่างบุคคลดังระดับโลกที่เรายกตัวอย่างมาก่อนหน้านี้ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่เขารู้ว่าเขาอยากรู้อะไร และเมื่อมหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ หรือตอบได้ไม่ถูกใจเขา เขาก็ไป ไม่แคร์...ไปหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง แล้วก็สำเร็จในที่สุด ...เราว่า เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะสำเร็จหรือเปล่า เขารู้แต่ว่า เขารักที่จะทำ เท่านั้นเอง ความสำเร็จเป็นเรื่องตามมา
ตัวเราเองสมัยเรียนไม่เคยมีใครทำให้เราถามกับเรื่องราวเหล่านี้ ไม่เคยรู้ว่า ตัวเองอยากรู้เรื่องอะไร ค่านิยมสมัยเรา เรียนเก่งก็สายวิทย์ เรียนห่วยก็ไปเรียนพละ...พอดีเราห่วยทั้งสองอย่าง เลยไม่รู้จะเรียนอะไร
สตีฟ จ็อบส์ พูดไว้ว่า เราเชื่อมปัจจุบันไปหาอนาคตไม่ได้ เราทำได้เพียงเชื่อมปัจจุบันไปหาอดีต (คือมองย้อนกลับไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ความเป็นตัวเป็นตนของเรา) แต่ขอให้เราดำเนินชีวิตแบบที่เชื่อมั่นได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้จะเชื่อมตัวเราไปยังอนาคต เชื่อจากอะไรก็ได้ สัญชาตญาณ กฎแห่งกรรม หรือโชคชะตา แต่ให้เราเชื่อมั่นในสิ่งนั้นให้ได้ เท่านั้นเอง
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 16, 2009, 07:17:40 AM โดย soup »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
tucarryon
|
 |
« ตอบ #531 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2009, 09:01:07 AM » |
|
ชอบที่ soup เขียน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #532 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2009, 01:35:51 PM » |
|
รู้ความจริง รู้ความจำ ต่างกันตั้งมากมาย ผมกำลังพูดความจริง จากสิ่งเราเห็นและรู้สึกกับมัน รู้จำ หากว่าเรา จำก ไก่ ข ไข่ ไม่ได้คงเขียนไม่ได้ อันนี้รู้จำ และเราก็จำได้ว่าสตีฟ จ็อบส์ พูดไว้ว่า เราเชื่อมปัจจุบันไปหาอนาคตไม่ได้ เราทำได้เพียงเชื่อมปัจจุบันไปหาอดีต ผมไปเจอแพทย์ ท่านหนึ่ง ท่านป่วยอยู่เป็นมะเร็งระยะที่ต้องกินมอร์ฟินแก้ปวดตลอด ท่านได้เล่าอาการของโรคให้ผมฟังอย่างละเอียดมากๆ มันเป็นแบบนี้เพราะแบบนั้น พึ่งมารู้ตอนหลังว่าท่านเป็นอาจารย์หมอ ผมก็สนใจมาก "อาจารย์ผมขอจับมือหน่อย"ผมพูด อาจารย์ก็จับมือผมแบบที่หมอเขาจะตรวจการตอบสนองคือบีบมือแรง "อาจารย์ครับ ไม่ต้องแรงครับ จับธรรมดาๆอาจารย์รู้สึกมีไออุ่นกลางฝ่ามือของอาจารย์ไหม?"อาจารย์ทำหน้างงๆส่ายหน้า "ถ้าว่าจะให้คะแนนเต็มสิบ อาจารย์รับรู้สึก และอาจารย์คิด ให้คะแนนเท่าไร?" ผมถาม "แปด"อาจารย์ตอบ "อะไรแปด คิดหรือว่ารู้สึก"ผมถามต่อ "คิดแปด ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไร" อาจารย์ตอบ "ผมว่าที่อาจารย์บอกอธิบายอาการการของโรคให้ผมฟัง อาจารย์คิดเอาครับ จริงๆอาจารย์ไม่ได้รู้สึกจริง อาจารย์รู้ มันเป็นนั้น จะเป็นอย่างนี้แล้วก็ฯลฯเพราะอาจารย์เรียนมา และข้อมูลที่อาจารย์เรียนมา มากๆนั้นแหล่ะ มันมาดักหน้าความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจริงๆอาจารย์ไม่รู้มันจริงๆหรอก อาจารย์คิดเอาใช่ไหม?ครับ ผมพูด "อืมม ใช่" อาจารย์ตอบ "ผมก็เคยเป็นแบบอาจารย์แต่ผมเคยนอนป่วย มีปัญหากระดูกสันหลัง หมอให้นอนบนเตียงห้ามไม่ลุกไปไหน สามเืดือนและก็เจ็บมันเจ็บแบบอธิบายไม่ได้"ผมเล่า รอนิด "สองสามอาทิตย์มันคิดว่าจะเอาอะไรมาเลี้ยงลูก เลี้ยงเมียสามเดือนกายบำบัดอีกหกเดือน แล้ว.........ทีมงานเขาก็จะทิ้งเราไปไกล เขาคงไม่เอาเราไว้ฯลฯ ผมเล่าต่อ "ไม่รู้อะไรก็ดีนะ......"อาจารย์ "รู้ได้แต่ที่สำคัญตอนมันเกิดกับเรา เราไม่รู้ว่าเราคิดไปไกลเกินจริง คือไม่จริง เราจึงไ่ม่รู้จริง เรารู้จำ"ผมพูด ภรรยาอาจารย์ และลูกก็สังเกตอยู่ใกล้ตลอด ตอนมาที่แรกๆ ก็หน้าตาเครียดมาก "ผมว่าอาจารย์ก็คล้ายๆหมอดู อาจารย์ใช้สถิติมาทำงานมากกว่า จริงๆใจมันแพ้แล้ว เสมือนร่างกายที่ไม่ตอบสนองยารักษา ใจมันไม่รับอะไรแล้ว มันจะทำให้อาจารย์เจ็บขึ้นไปอีก"ผมพูด และที่สำคัญคนใกล้ตัวอาจารย์ก็สำคัญมาก เพราะยิ่งเป็นห่วงก็คอยบอก ให้อาจารย์ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้อาจารย์ก็คิดและรู้สึกว่าไร้ค่าไร้ความสามารถลงไปอีก ใจทั้งลูกทั้งเมียอาจารย์ก็ไม่ดีมันจะไปดีอย่างไร? ผมพูดกล่าวสังเกตแววตาอาจารย์และครอบครัวดีขึ้นผมว่า แค่นี้ก็พอจะมีพื้นที่และเฝ้าสังเกตใจใครใจมันให้ดีก็จะช่วยกันได้ "รักษาตนเท่ากับรักษาผู้อื่น" จากพุทธพจน์ในธรรมบท
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 16, 2009, 01:43:39 PM โดย เทพกีต้าร์ปากกามาร »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
soup
|
 |
« ตอบ #533 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2009, 05:38:57 PM » |
|
ขอบคุณค่ะ คราวนี้ รู้สึก ว่าเข้าใจ นะคะ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
soup
|
 |
« ตอบ #534 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2009, 07:25:16 AM » |
|
วันนี้เลย คิด ต่ออีกหน่อยหนึ่งว่า เราควรให้ความสนใจกับความสุข มากกว่าความสำเร็จ
เพราะความสุขเกิดขึ้นได้ทันที ด้วยตัวของเรา เรารักในสิ่งที่ทำก็เป็นความสุขแล้ว
แต่ความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยอีกมากมายเพื่อจะไปให้ถึง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะถึงหรือเปล่า
ความสุขเราอาจจะพบได้ในทันที แต่ความสำเร็จอาจไม่มีวัน
การทำด้วยความสุข อาจจะสำเร็จในวันหนึ่ง แม้ม้ันจะมาไม่ถึงแต่เราก็สุขแล้ว
แต่มุ่งหาความสำเร็จอาจจะไม่มีวันพบมัน พร้อมกันนั้นก็อาจจะไม่ทันได้เห็นความสุขด้วยซ้ำไป....
เฮ้อ ...ยังไม่นับรวมว่า นิยามของความสำเร็จที่ว่า มันมักจะมาจากลมปากชาวบ้าน มากกว่าความอิ่มฝันของตัวเรา...เฮ้อ อีกที
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เทพกีต้าร์ปากกามาร
|
 |
« ตอบ #535 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2009, 03:21:27 PM » |
|
คุณซุบเขียนดี สนุกดี พ่อแม่เป็นครูของลูก แต่ขอให้เราดำเนินชีวิตแบบที่เชื่อมั่นได้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่นี้จะเชื่อมตัวเราไปยังอนาคต อันนี้ที่คุณซุบเขียนมา ดีมาก(สั่งสมสิ่งใด ได้สิ่งนั้น) "ถูกใจ ....ถูกต้อง" คำนี้ก็โพล่ขึ้นมา อ่อ ส่วนมากคนจะทำเพราะมันถูกใจ แต่แม้ว่ามันไม่ถูกต้อง จนกลายเป็นมรดกส่งต่อให้กับลูกๆโดยไม่รู้ อันนี้ถึงมีโรงเรียนพ่อแม่มั้ง ตามไปทำงานกับคุณมนตรีหลายๆงาน "เด็กดื้อไม่มี ในโลก แต่ผู้ใหญ่ดื้อเห็นชัดๆ" เชื่อจากอะไรก็ได้ สัญชาตญาณ กฎแห่งกรรม หรือโชคชะตา แต่ให้เราเชื่อมั่นในสิ่งนั้นให้ได้ เท่านั้นเอง อันนี้ก็น่าสนใจ เชื่อจากอะไร ทำให้ระลึกนึกได้ตั้งหลายอย่าง สัญชาติญาณ=สัตว์(สมองสามชั้นปัญญาสามฐาน) กฏแห่งกรรม=ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้น(แก้ไม่ได้ ที่แล้วๆไป ทำใหม่) โชคชะตา=งมงาย (สถิติดูเหมือนแน่นอน แต่อะไรจะมาสู้เขียนโลกด้วยสองมือเรา) สำคัญทำสิ่งอะไร ไม่เห็นสิ่งนั้นสิ เพราะคิดไปก่อน เวลาเราคิดเป็นคำเป็นภาษานะ มันเลยความรู้สึกมาตั้งไกลแล้ว แล้วสิ่งที่ทำให้คนดื้อก็เพราะ รู้แล้วว่า.....แต่ขณะกำัลังทำกิจใดอยู่ ใจก็คิดอะไรตั้งมากมายมีครูขณะนั่งอยู่ที่ห้อง แต่ใจกลับมีคำเป็นภาษาในหัวว่า ถอดแล้ว..... ยังไม่ถอด....น่าถอดแล้ว.....ยังไม่ถอด...#๑*--+:%....ไหลมาเต็มหัว อาจารย์มาสะท้อนตอนหลังว่า ได้นึกไปถึงที่บ้านว่า ถอดปลั๊กเตารีดออกแล้วหรือไม่ได้ถอดออก ใจก็ไปอยู่บ้านขณะที่ตัวอยู่ในห้องนี้ สงสัยถอดร่างจิตออกจากร่างได้สำเร็จแล้วอันนี้ สำเร็จจริงๆ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
snowball
|
 |
« ตอบ #536 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2009, 03:55:01 AM » |
|
เชื่ออะไรก็ได้ ขอให้เชื่อเท่านั้น ก็จะดึงดูดความสำเร็จมาสู่เรา ฟังดูคล้าย ๆ Positive Thinking หรือไม่ก็ The Secret ถ้าสำเร็จได้ด้วยความเชื่อมั่นต่อปัจจุบัน โดยไม่คำนึงถึงที่มาที่ไป โลกใบนี้คงลักลั่น คนดูครึ่งสนามเชื่อว่าทีมตัวเองจะชนะ อีกครึ่งก็เชื่อว่าทีมตัวเองก็ต้องได้ชัย แต่หากไม่เสมอกันแล้วย่อมมีทีมเดียวที่จะชนะ เด็กที่สอบได้ที่โหล่เชื่อว่าตัวเองจะต้องสอบได้ที่หนึ่งแน่ ๆ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสอบได้ที่หนึ่งจริง ๆ คนเสื้อเหลืองก็ศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และคนเสื้อแดงก็มั่นคงในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แต่ผมเชื่อว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดหวัง และเป็นผู้แพ้ (หรือไม่ก็ทั้งสองฝ่าย)
เชื่อกฎแห่งกรรม คือเชื่อว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นปัจจัยสืบเนื่องกัน เชื่อสัญชาติญานคือการเชื่อว่ากลไกทางชีวภาพเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมในปัจจุบัน เชื่อโชคชะตาคือเชื่อว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่เป็นเหตุปัจจัยให้แก่กัน แต่มีอำนาจภายนอกบางอย่างที่เป็นตัวกำหนด
ถ้าเชื่อว่าปัจจุบันเท่านั้นจะมีผลต่ออนาคตของเรา เราก็เป็นคนละทิ้งรากเหง้าของตัวเอง เชื่อวิทยาศาสตร์ก็เอาตัวไปผูกกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า เชื่อศาสนาเทวนิยมก็คือการละทิ้งเหตุผล มุ่งไปที่ศรัทธา เพราะศรัทธาไม่ต้องการคำอธิบายทางตรรก
แล้วเราจะเชื่ออะไรกันดี?
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
opas
จิตเบิกบาน
offline
กระทู้: 3
|
 |
« ตอบ #537 เมื่อ: มกราคม 21, 2010, 03:58:30 AM » |
|
เข้ามาสวัสดีครับ
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 21, 2010, 04:00:00 AM โดย opas »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
toi
|
 |
« ตอบ #538 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2010, 10:55:57 PM » |
|
คุณซุบเขียนดี สนุกดี พ่อแม่เป็นครูของลูก ..... [/quote] วันนี้เลย คิด ต่ออีกหน่อยหนึ่งว่า เราควรให้ความสนใจกับความสุข มากกว่าความสำเร็จ
เพราะความสุขเกิดขึ้นได้ทันที ด้วยตัวของเรา เรารักในสิ่งที่ทำก็เป็นความสุขแล้ว
แต่ความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยอีกมากมายเพื่อจะไปให้ถึง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะถึงหรือเปล่า
ความสุขเราอาจจะพบได้ในทันที แต่ความสำเร็จอาจไม่มีวัน
การทำด้วยความสุข อาจจะสำเร็จในวันหนึ่ง แม้ม้ันจะมาไม่ถึงแต่เราก็สุขแล้ว
แต่มุ่งหาความสำเร็จอาจจะไม่มีวันพบมัน พร้อมกันนั้นก็อาจจะไม่ทันได้เห็นความสุขด้วยซ้ำไป....
เฮ้อ ...ยังไม่นับรวมว่า นิยามของความสำเร็จที่ว่า มันมักจะมาจากลมปากชาวบ้าน มากกว่าความอิ่มฝันของตัวเรา...เฮ้อ อีกที
เป็นความเห็นที่เชื่อกันมา และดูสมเหตุผลดีครับ พ่อแม่เป็นครูของลูกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัญหาของคนเป็นพ่อแม่ใสมัยนี้ บางท่าน ท่านกลับสอนให้ลูกๆ ทำต่างจากที่ท่านทำอยู่ บางท่านอยากให้ลูกเป็นอย่างท่านเป็นอยู่ แต่ที่คล้าย/เหมือนกัน คือ เพราะท่านเห็นว่าการเรียนในระบบโรงเรียนน่าจะเป็นคำตอบที่ดี "ไปโรงเรียนเรียนและทำคะแนนสอบให้ดี เพื่อที่ลูกจะได้ทำงานที่มั่นคง" ทั้งที่ท่านมาจากชาวนาชาวสวนมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวมีรายได้ทางด้านซ้ายล่าง คือ Self-employed / Small business : S ท่านคงไม่อยากให้ลูกต้องลำบากอย่างพ่อแม่ ท่านอยากให้ลูกรับราชการ(เป็นลูกจ้าง) จะมีรายได้จากฝั่งซ้ายบน หรือ Employee : E บางท่านอยากให้ลูกเป็นวิชาชีพเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น วิศวกร แพทย์ นักบัญชี จะมีรายได้มีรายได้ทางด้านซ้ายล่าง คือ Self-employed / Small business : S (หรืออาจเป็นด้านซ้ายบน Employee : E (หากเป็นลูกจ้างของรัฐหรือบริษัท) ของเงินสี่ด้าน แทนที่จะเป็นด้านขวาบน คือ เจ้าของธุรกิจ Business owner : B หรือด้านขวาล่างของนักลงทุน Invester : I เพราะหลายท่านเห็นว่าเป็นด้านที่มีความเสี่ยงสูง/มีความมั่นคงน้อยกว่าด้านซ้าย(อาจเพราะท่านไม่มีความรู้เกี่ยวกับการมีรายได้จากด้านขวามาก่อนด้าน หรือบางท่านไม่ทราบหลักการแบ่งที่มาของเงินมาก่อนเลย ซึ่งก็เป็นความจริงว่าการกระทำอะไรใรสิ่งที่เราไม่รู้ย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำผิดพลาดง่าย) ซึ่งบางท่านมีความคิดเห็นว่าการทำผิดพลาดเป็นเรื่องเลวร้าย สมควรถูกลงโทษ ในขณะที่บางท่านเห็นว่าเคนเราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ เช่นการเดินหรือหัดขี่จักรยาน ก็มาจากการที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า การไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดต่างหากที่เป็นเรื่องไม่ฉลาด การที่ลูกบางคนมีความเห็นต่างจากพ่อแม่ ในการเลือกเรียน/เลือกทำงานที่มีรายได้ที่ต่างไปของเงินสี่ด้าน อาจถือว่าเป็นการเปลี่ยนหรือโดยคลอนพื้นฐานความเชื่อดั้งเดิมของบางครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะคุยกันรู้เรื่องและเข้าใจตรงกันได้ เพราระพ่อแม่บางท่านอาจมีแนวคิดหรือความเชื่อที่ว่าคนรวยที่มีธุรกิจของตนเองเป็นคนเลวเป็นคนชอบเอาเปรียบคนอื่น เป็นคนโลภ ใจแคบ อาจเป็นคนที่กะล่อน รวมถึงไม่น่าคบด้วย ซึ่งพ่อแม่บางท่านไม่มีความรู้มาก่อนก็อาจไม่สบายใจเกรงว่าลูกจะไม่เป็นคนดีของสังคม หรือพ่อแม่บางท่านที่ชอบรับฟังข่าวสารข้างเดียวก็อาจห่วงว่าลูกจะหลงผิดคิดเป็นผู้ก่อการร้าย/หรือไม่มีความรู้จักรับผิดชอบชั่วดีอย่างที่นิยมกล่าวหากันนานนับสิๆปีในประเทศของเราและบางประเทศ ซึ่งก็พลอยให้ตกอยู่ในความทุกข์กันทั้งครอบครัว หรือไม่อย่างนั้นลูกก็ต้องเป็นฝ่ายเสียสละ ทิ้งไพ่บางตัวไป ยินดีกับแนวความคิดของคุณซุปครับ ที่รักในสิ่งที่ทำก็เป็นความสุขแล้ว แต่เราถุกสอนมาว่าต้องทำสิ่งที่รักให้สำเร็จด้วย เมื่อทำแล้วยังไม่บรรลุเป้าหมายก็ห่างจากความสุขไป ทั้งที่ไม่ได้อยู่ห่างไกลเลยกลับถูกกีดกั้นไว้ด้วยความคาดหวังในบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงอาจารย์ใหญ่ที่เลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเอง รวมทั้งการตัดสินใจเลือกทำงานของเราเอง คิดถึงข้อเสนอแนะของหลายท่านที่หวังดีต่อเราด้วยมุมมองที่ต่างกันไป รู้สึกเหมือนเพิ่งเริ่มบทเรียนของโรงเรียนพ่อแม่ และพ่อแม่หลายๆท่าน "เราเขียนเรื่องนี้ระหว่างที่อ่านหนังสือ โรงเรียนสอนธุรกิจ สำหรับคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น THE BUSSINESS SCOOL FOR PEOPLE WHO LIKE HELPING PEOPLE โดยโรเบิร์ต คิโยซากิ รอบที่สอง" ซึ่งทำให้รู้ว่าคนที่คิดเหมือนๆกับเราก็มีทั้งในและต่างประเทศด้วย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|